Monday, September 5, 2011

หลวงปู่จันทร์ศรี จันฺททีโป










หลวงปู่จันทร์ศรี จันฺททีโป

-/\- -/\- -/\-

ขอเชิญร่วมบุญพิมพ์หนังสือ จันทร์ศรีผ่องเพ็ญ อนุสรณ์ ๑๐๐ ปี ๘๐ พรรษา



หลวงปู่จันทร์ศรี

หลวงปู่จันทร์ศรี จนฺททีโป


หลวงปู่จันทร์ศรี จนฺททีโป กับครูบาอาจารย์


หลวงปู่จันทร์ศรี หลวงตามหาบัว

หลวงปู่จันทร์ศรี หลวงตามหาบัว


ขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมบุญพิมพ์ หนังสือ “จันทร์ศรีผ่องเพ็ญ อนุสรณ์ ๑๐๐ ปี ๘๐ พรรษา หลวงปู่จันทร์ศรี จันฺททีโป” วัดโพธิสมภรณ์ จังหวัดอุดรธานี เพื่อน้อมถวายเป็นอาจาริยบูชา และแจกเป็นธรรมบรรณาการ แด่ วัด พระสงฆ์ ห้องสมุด สถาบันการศึกษา รวมทั้งประชาชนผู้มีจิตศรัทธา เนื่องในโอกาสวันอายุวัฒนะครบ ๑๐๐ ปี ในวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๔

สามารถร่วมบุญได้โดยตรงกับทางวัดโพธิสมภรณ์ ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี หรือ

โอนเงินเข้าบัญชี ธนาคารกรุงไทย สาขาอุดรธานี ชื่อบัญชี “กองทุนจัดพิมพ์หนังสืออนุสรณ์ 100 ปี หลวงปู่จันทรศรี จนฺททีโป” เลขที่ 401-3-16031-5 (ออมทรัพย์) ตั้งแต่วันนี้ – 10 ตุลาคมนี้

(สามารถยกเว้นค่าธรรมเนียมการโอนได้ โดยแจ้งเจ้าหน้าที่ธนาคาร)

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 042-242-914 , 08-9493-9230 เบอร์แฟกซ์ 042-211-558

รายละเอียดหนังสือ : หนังสือนี้เป็นการรวบรวมเนื้อหาที่สำคัญขององค์หลวงปู่ ได้แก่ ประวัติ ปฏิปทา ธรรมะ ผลงาน โดยจะมีขนาด A4 ความหนาประมาณ 500 หน้า

สำหรับผู้ที่อยากทราบประวัติโดยย่อของหลวงปู่ สามารถคลิกได้ที่ http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=20124

อนุโมทนาบุญกับทุกท่านครับ

(ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก dhammajak.net ครับ)


Tuesday, June 7, 2011

เส้นทางการภาวนา

เส้นทางการภาวนา



"ความทุกข์ ไม่ว่าครั้งไหนๆก็ทุกข์เหมือนกัน ต่างกันตรงที่จะยาวนานแค่ไหน แต่ความจริงแล้วเราทุกข์กันแค่ขณะจิตเดียว คือขณะจิตปัจจุบันนี้เท่านั้น เมื่อใดที่เรารู้ทันความรู้สึกเป็นทุกข์ที่กำลังปรากฎด้วยจิตที่ตั้งมั่น เป็นกลาง ความรู้สึกเป็นทุกข์จะดับสลายไปต่อหน้าต่อตา"



"การฝึกฝนให้จิตตั้งมั่นเป็นกลาง ก็คือการหัดรู้สภาวะที่ปรากฎโดยไม่แทรกแซง ไม่ไปดักรอที่จะรู้ รู้แล้วไม่แก้ไขสภาวะใดๆ แต่รักษาศีลไว้"


"การฝึกฝนที่จะรู้โดยไม่แทรกแซงก็คือ เมื่อเข้าไปแทรกแซงก็รู้ รู้แล้วไม่ต้องไปพยายามแก้ไขอะไร แต่ถ้ายังแทรกแซงอีก ก็รู้อีก เกิดสภาวะไม่ชอบใจ ก็รู้อีก "รู้" ตามหลังการแทรกแซงของจิตเรื่อยไป โดยมีความรู้จากการฟังมาก่อน ว่านี่คือการรู้อย่างไม่เป็นกลาง ก็จะรู้อย่างเป็นกลางได้ในที่สุด"


"เมื่อเห็นความรู้สึกเป็น ทุกข์ดับหายไปต่อหน้าต่อตา ด้วยจิตที่รู้ ตั้งมั่น เป็นกลาง บ้างก็จะเห็นสภาวะต่างๆเกิดแล้วก็ดับ บ้างก็เห็นว่าสภาวะนั้นอยู่ห่างๆ ก็มีบ้างเหมือนกันที่จะเห็นว่า สภาวะที่ปรากฎอยู่ตรงหน้า มีความเบียดเสียด เค้นเครียด อยู่ภายใน แต่อย่างหลังนี้น้อยคนนักจะเห็น และไม่จำเป็นต้องเห็น"


"อาศัยการฟังธรรมเรื่องไตรลักษณ์ ฟังธรรมเรื่องอริยสัจจ์ อ่านพระสูตรที่แสดงถึงการฟังธรรมแล้วรู้แจ้งในธรรมของพระอริยะในครั้งพุทธกาล จิตจะเดินวิปัสสนาได้คล่องแคล่ว ว่องไว ยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องนึกคิดหรือน้อมแต่อย่างใด"


"เมื่อจิตเห็นทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนดับหมด จิตจะลดความแส่ส่ายฟุ้งซ่านลงไปเอง ปัญญาจะอบรมจิตให้มีสมาธิ มีความตั้งมั่น รู้อารมณ์ และพร้อมเจริญปัญญายิ่งขึ้นเรื่อยๆ"


"เมื่อจิตไม่แส่สายออกไปภายนอก รู้อารมณ์ด้วยความตั้งมั่นเป็นกลาง เห็นสภาวะทั้งหลายล้วนเป็นไปตามกฎไตรลักษณ์สิ้น จิตยิ่งสงบตั้งมั่น ในที่สุดจิตจะรู้อยู่ที่จิตเอง ไม่ส่งออกนอก ไม่ส่งเข้าใน รู้เสมออยู่กับจิตด้วยตัวของจิตเอง ด้วยมีสมาธิที่ปัญญาอบรมจนเต็มกำลัง จิตจะเห็นจิต"


"เมื่อจิตเห็นจิต ด้วยจิตที่ตั้งมั่น เป็นกลาง จิตจะเห็นตามความเป็นจริงว่า จิตเองก็เกิดดับ ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ เหมือนๆกับสภาวธรรมอื่นๆที่เคยเห็นมาก่อน"


"เฝ้าอบรมให้จิตเห็นความจริงของจิตอยู่อย่างนี้ ท่านผู้มีอินทรีย์แก่กล้ามาก่อน เห็นเพียงครั้งเดียว ความเชื่อมั่นว่าตัวตนมีอยู่ มีตัวตนที่เที่ยงแท้ถาวร มีตัวตนที่ต่อเนื่องมาจากอดีต และทอดยาวไปในอนาคต ความเชื่อมั่นทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ จะถูกทำลายลงไป ด้วยสักกายทิฎฐิถูกปัญญาถอดถอนทำลายไป อริยมรรคเกืดขึ้น เกิดอริยผลตามมา เข้าถึงพระนิพพานเป็นครั้งแรก เป็นพระโสดาบัน"


"แต่หากเป็นผู้ที่มีอินทรีย์ยังไม่แก่กล้า ก็ต้องอาศัยวิธีนี้ อบรมจิตให้เกิดปัญญาแก่กล้าขึ้นมา ด้วยการเพียรภาวนาไม่ท้อถอย จนวันหนึ่ง เมื่อมีปัญญาแก่รอบ อริยมรรค อริยผล จะเกิดขึ้น และเข้าถึงพระนิพพานได้เป็นครั้งแรกเช่นกัน"


"จะมียกเว้นก็แต่ ผู้ที่ปราถนาทำเพื่อผู้อื่นแท้จริง จะไม่เข้ากระแสพระนิพพาน แต่จิตจะจดจำเส้นทางนี้ไว้ จะกลับมาทวนเดินซ้ำๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เท่าที่ทำได้ เพื่อให้เกิดความคุ้นเคย ความมั่นใจ เพื่อวันหนึ่งจะต้องกลับมาค้นหาและเดินบนเส้นทางนี้ โดยไม่มีคำแนะนำหรือร่องรอยใดๆ เหลือไว้ให้เลย"





(source: คัดลอกมาจากอินเตอร์เน็ท http://www.dhammada.net/coffee/index.php/topic,277.0.html ครับ ^__^)

Tuesday, March 22, 2011

ธรรมนี้ของบุคคลผู้มีความปรารถนาน้อย

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงมหาปุริสวิตก ๘ ประการ แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงตั้งใจฟัง ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มหาปุริสวิตก ๘ ประการเป็นไฉน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมนี้ของบุคคลผู้มีความปรารถนาน้อย มิใช่ของบุคคลผู้มีความปรารถนามาก ๑
ธรรมนี้เป็นของบุคคลผู้สันโดษ มิใช่ของบุคคลผู้ไม่สันโดษ ๑
ธรรมนี้ของบุคคลผู้สงัด มิใช่ของบุคคลผู้ชอบคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ๑
ธรรมนี้ของบุคคลผู้ปรารภความเพียร มิใช่ของบุคคลผู้เกียจคร้าน ๑
ธรรมนี้ของบุคคลผู้มีสติตั้งมั่น มิใช่ของผู้มีสติหลงลืม ๑
ธรรมนี้ของบุคคลผู้มีจิตตั้งมั่น มิใช่ของบุคคลผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น ๑
ธรรมนี้ของบุคคลผู้มีปัญญา มิใช่ของบุคคลผู้มีปัญญาทราม ๑
ธรรมนี้ของบุคคลผู้ชอบใจในธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้เนิ่นช้า ผู้ยินดีในธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้เนิ่นช้า มิใช่ของบุคคลผู้ชอบใจในธรรมที่เป็นเหตุให้เนิ่นช้า ผู้ยินดีในธรรมที่เป็นเหตุให้เนิ่นช้า ๑ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมนี้ของบุคคลผู้มีความปรารถนาน้อย มิใช่ธรรมของบุคคลผู้มีความปรารถนามาก เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีความปรารถนาน้อยย่อมไม่ปรารถนาว่า ขอชนทั้งหลายพึงรู้เราว่า มีความปรารถนาน้อย
เป็นผู้สันโดษย่อมไม่ปรารถนาว่า ขอชนทั้งหลายพึงรู้เราว่า เป็นผู้สันโดษ
เป็นผู้สงัดย่อมไม่ปรารถนาว่า ขอชนทั้งหลายพึงรู้เราว่า เป็นผู้สงัด
เป็นผู้ปรารภความเพียรย่อมไม่ปรารถนาว่า ขอชนทั้งหลายพึงรู้เราว่า ปรารภความเพียร
เป็นผู้มีสติตั้งมั่นย่อมไม่ปรารถนาว่า ขอชนทั้งหลายพึงรู้เราว่า มีสติตั้งมั่น
เป็นผู้มีจิตมั่นคงย่อมไม่ปรารถนาว่า ขอชนทั้งหลายพึงรู้เราว่า เป็นผู้มีจิตมั่นคง
เป็นผู้มีปัญญาย่อมไม่ปรารถนาว่า ขอชนทั้งหลายพึงรู้เราว่า มีปัญญา
เป็นผู้ชอบใจในธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้เนิ่นช้าย่อมไม่ปรารถนาว่า ขอชนทั้งหลายพึงรู้เราว่า เป็นผู้ชอบใจในธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้เนิ่นช้า

ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมนี้ของบุคคลผู้มีความปรารถนาน้อย มิใช่ของบุคคลผู้มีความปรารถนามาก ดังนี้ เราอาศัยข้อนี้กล่าวแล้ว ฯ


ก็ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมนี้ของบุคคลผู้สันโดษ มิใช่ของบุคคลผู้ไม่สันโดษ เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้สันโดษด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ตามมีตามได้ ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมนี้ของบุคคลผู้ สันโดษ มิใช่ของบุคคลผู้ไม่สันโดษ ดังนี้ เราอาศัยข้อนี้กล่าวแล้ว ฯ


ก็ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมนี้ของบุคคลผู้สงัด มิใช่ของบุคคลผู้ชอบใจการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว

ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา พระราชา มหาอำมาตย์ของพระราชา เดียรถีย์ และสาวกแห่งเดียรถีย์ เข้าไปหาภิกษุนั้น ภิกษุมีจิตน้อมไป โอนไป
เงื้อมไปในวิเวก ตั้งอยู่ในวิเวก ยินดีในเนกขัมมะ ย่อมกล่าวกถาอันปฏิสังยุต
ด้วยถ้อยคำตามสมควร ในสมาคมนั้นโดยแท้ ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ธรรมนี้ของบุคคลผู้สงัด มิใช่ของบุคคลผู้ชอบใจการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ดังนี้
เราอาศัยข้อนี้กล่าวแล้ว ฯ
             ก็ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมนี้ของบุคคลผู้ปรารภความเพียร
มิใช่ของบุคคลผู้เกียจคร้าน เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ
ในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อความถึงพร้อม
แห่งกุศลธรรม มีกำลัง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรม ข้อที่
เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมนี้ของบุคคลผู้ปรารภความเพียร มิใช่ของ
บุคคลผู้เกียจคร้าน ดังนี้ เราอาศัยข้อนี้กล่าวแล้ว ฯ
             ก็ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมนี้ของบุคคลผู้มีสติตั้งมั่น
มิใช่ของบุคคลผู้มีสติหลงลืม เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ
ในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีสติ ประกอบด้วยสติเครื่องรักษาตัวอย่างยิ่ง ระลึกนึกถึง
กิจที่ทำคำที่พูดแม้นานได้ ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมนี้ของบุคคล
ผู้มีสติตั้งมั่น มิใช่ของบุคคลผู้มีสติหลงลืม ดังนี้ เราอาศัยข้อนี้กล่าวแล้ว ฯ
             ก็ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมนี้ของบุคคลผู้มีจิตมั่นคง
มิใช่ของบุคคลผู้มีจิตไม่มั่นคง เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ
ในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุจตุตถฌาน ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย ธรรมนี้ของบุคคลผู้มีจิตมั่นคง มิใช่ของบุคคลผู้มีจิตไม่มั่นคง ดังนี้
เราอาศัยข้อนี้กล่าวแล้ว ฯ
             ก็ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมนี้ของบุคคลผู้มีปัญญา มิใช่
ของบุคคลผู้มีปัญญาทราม เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุใน
ธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีปัญญา ประกอบด้วยปัญญาเครื่องพิจารณาความเกิดและ
ความดับ เป็นอริยะ ชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ ข้อที่เรากล่าวว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมนี้ของบุคคลผู้มีปัญญา มิใช่ของบุคคลผู้มีปัญญาทราม
ดังนี้ เราอาศัยข้อนี้กล่าวแล้ว ฯ
             ก็ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมนี้ของบุคคลผู้ชอบใจในธรรม
ที่ไม่เป็นเหตุให้เนิ่นช้า ผู้ยินดีในธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้เนิ่นช้า มิใช่ของบุคคล
ผู้ชอบใจในธรรมที่เป็นเหตุให้เนิ่นช้า ผู้ยินดีในธรรมที่เป็นเหตุให้เนิ่นช้า เรา
อาศัยอะไรกล่าวแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตของภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมแล่นไป
เลื่อมใส ตั้งมั่นอยู่ในความดับกิเลสเป็นเครื่องเนิ่นช้า ย่อมหลุดพ้น ข้อที่เรา
กล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมนี้ของบุคคลผู้ชอบใจในธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้
เนิ่นช้า ผู้ยินดีในธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้เนิ่นช้า มิใช่ของบุคคลผู้ชอบใจในธรรม
ที่เป็นเหตุให้เนิ่นช้า ผู้ยินดีในธรรมที่เป็นเหตุให้เนิ่นช้า ดังนี้ เราอาศัยข้อนี้
กล่าวแล้ว ฯ

Thursday, March 10, 2011

มาเน้อ กราบพระด้วยกัน



ในระยะหลังๆ นั้น หลวงปู่ท่านสุขภาพไม่ค่อยดี การรับกิจนิมนต์เพื่อโปรดญาติโยมนั้น ก็ต้องงดเว้นไปบ้าง เพื่อถนอมธาตุขันธ์ของท่าน


ในยามเย็นพระเณรจะพาหลวงปู่นั่งรถเข็นไปที่เจดีย์ หลวงปู่จะให้เข็นรถวนรอบเจดีย์ ๓ รอบ พอมาถึงบริเวณหน้าเจดีย์แล้ว ท่านจะให้หยุด แล้วก็ลุกขึ้นจากรถเข็น พยุงองค์ท่านขึ้นบันไดเจดีย์ ด้วยประสงค์ที่จะขึ้นไปกราบพระประธาน ใครจะช่วยพยุงหรือนิมนต์ท่านนั่งรถเข็น แล้วหามหลวงปู่ขึ้นไปท่านก็ไม่ยอม


พอหลวงปู่เดินไปได้สักระยะ ทั้งเหงื่อทั้งน้ำตาของท่านก็ไหลออกมาด้วยความเหน็ดเหนื่อย แต่หลวงปู่ก็ไม่ยอมแพ้ ประคองสังขารของท่านไปจนถึงบันไดขั้นสุดท้าย ถึงแม้ใจของหลวงปู่จะสู้เพียงใดก็ตาม แต่สุขภาพของท่านนั้นมันก็ไม่อำนวย ท่านต้องทรุดลงนั่งที่มุมบันได พอหายเหนื่อยแล้วหลวงปู่ก็ยังไม่วายที่จะเข็นสังขารไปจนถึงประตูเจดีย์ชั้น ๒ คราวนี้ท่านจะเดินไปให้ถึงองค์พระประธานนั้นก็ไม่ไหวเสียแล้ว แม้กระนั้นหลวงปู่ก็ยังไม่ละความพยายาม ค่อยๆ คลาน เคลื่อนองค์ท่านเข้าไปจนถึงหน้าพระประธาน ภาพเหตุการณ์นั้นทำเอาพระอุปัฎฐากทั้งหลายถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่




เมื่อหลวงปู่ท่านมาถึงหน้าพระประธานแล้ว พระติดตามทั้งหลายก็พากันเข้ามานั่งใกล้ๆ องค์ท่านเพื่อคอยดูแล จากนั้นหลวงปู่ท่านก็หมอบลงกราบพระประธาน แต่ด้วยความเหนื่อยและอ่อนล้า ท่านไม่สามารถที่จะประคองศีรษะของท่านขึ้นมาจากพื้นได้ ท่านก็พยายามเอียงตัวประคับประคองขึ้น แต่ครั้งนั้นหลวงปู่คงจะหมดแรงจริงๆ พอเอียงตัวมาได้ระยะหนึ่ง ท่านก็ฟุบลงตรงตักของพระอุปัฏฐากที่นั่งอยู่ตรงนั้นพอดี แล้วนิ่งไปได้ประมาณ ๕ นาที หลวงปู่จึงพยายามเงยศีรษะขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้ท่านทำสำเร็จ จากนั้นท่านก็พนมมือขึ้น และกล่าวกับพระที่ติดตามมาว่า


"มาเน้อ กราบพระด้วยกัน"


ภาพเหล่านี้ยังความตื้นตันยิ่งให้แก่พระทั้งหลายที่คอยอุปัฎฐากท่านในครั้งนั้น ต่างก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ปล่อยให้พรั่งพรูออกมาด้วยความซาบซึ้งในขันติของหลวงปู่ อีกทั้งด้วยความสงสารท่าน แม้องค์หลวงปู่จะกำลังอาพาธอยู่ ท่านก็พยายามเข็นสังขารของท่านจนถึงที่สุด


นี่แหละหนา ครูบาอาจารย์ท่านมีความตั้งใจทำอะไรแล้ว ท่านก็จะทำจริง มีความอดทนไม่สะทกสะท้าน ไม่ยอมให้ภาวะแห่งธรรมโลกอยู่เหนือปณิธาน


==========


จากตอน "ขันติของหลวงปู่" หนังสือ "หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ"

Monday, January 17, 2011

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การวางภาระเป็นไฉน?

      

[๔๙] พระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล ฯลฯ


"ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงภาระ ผู้แบกภาระ เครื่องถือมั่นภาระ และเครื่องวางภาระแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว"


ภิกษุเหล่านั้น ทูลรับสนองพระพุทธดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า

==========

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภาระเป็นไฉน? พึงกล่าวว่า ภาระ คืออุปาทานขันธ์  ๕"

"อุปาทานขันธ์ ๕
เป็นไฉน? คือ อุปาทานขันธ์ คือรูป อุปาทานขันธ์  คือเวทนา อุปาทานขันธ์ คือสัญญา อุปาทานขันธ์ คือสังขาร และอุปาทานขันธ์ คือวิญญาณ"


"ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าภาระ"

==========

             [๕๐] "ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ผู้แบกภาระเป็นไฉน? พึงกล่าวว่าบุคคล บุคคลนี้นั้น คือ ท่านผู้มีชื่ออย่างนี้ มีโคตรอย่างนี้"


"ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าผู้แบกภาระ"

==========

             [๕๑] "ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เครื่องถือมั่นภาระเป็นไฉน? ตัณหานี้ใด นำให้เกิดภพใหม่ ประกอบด้วยความกำหนัด ด้วยอำนาจความเพลิดเพลิน มีปกติเพลิดเพลินยิ่งในภพหรืออารมณ์นั้นๆ ได้แก่กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา"


"ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าเครื่องถือมั่นภาระ"


==========

             [๕๒] "ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การวางภาระเป็นไฉน? ความที่ตัณหานั่นแลดับไปด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ ความสละ ความสละคืน ความพ้น ความไม่อาลัย


"ดูกรภิกษุทั้งหลาย
นี้เรียกว่าการวางภาระ"

===========

พระผู้มีพระภาคผู้พระสุคตศาสดา ครั้นได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลง
แล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกในภายหลังว่า


[๕๓] "ขันธ์ ๕ ชื่อว่าภาระแล และผู้แบกภาระคือบุคคล เครื่องถือมั่น
ภาระเป็นเหตุนำมาซึ่งความทุกข์ในโลก การวางภาระเสียได้เป็นสุข

บุคคลวางภาระหนักเสียได้แล้ว ไม่ถือภาระอื่น ถอนตัณหาพร้อมทั้งมูลรากแล้ว เป็นผู้หายหิว ดับรอบแล้วดังนี้"

==========

ภารสูตร จบ

source: http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_name.php?name=%C0%D2%C3%CA%D9%B5%C3&book=9&bookZ=33

Wednesday, December 15, 2010

ชาวพุทธนักปฏิบัติเขาว่าอย่างนั้นนะ เที่ยววิ่งขอธรรมะแต่ไม่ยอมปฏิบัติเสียสักที




"การที่มาขอธรรมะนโยบายปฏิบัตินั้น ในสมัยท่านพระอาจารย์ใหญ่ (ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ) ท่านก็ให้ ถ้าได้มาขอ ท่านก็บอกอุบายอันแยบคายให้ แต่นั้นก็เป็นธรรมะที่ออกมาจากจิตใจของท่าน มันยังไม่ใช่ธรรมะที่ออกจากจิตใจเราโดยแท้"


"แม้จะเอาของดีไปก็ไม่สามารถรักษาให้อยู่กับตัวได้ บางทีขอไปวันนี้พรุ่งนี้ก็ลืมวางไว้ที่ไหนก็ไม่รู้นะ...! ก็ไม่ใช่ของเรานั้นเอง...ถ้าเป็นของเราแล้วจะอยู่กับเราตลอด จำได้แม่นยำ เราตื่นก็มีอยู่ เราตายไปธรรมนั้นก็ตามไปกับจิตเราด้วยเสมอ"



"ก็เหมือนกับสภาวะปัจจุบัน ไหนใครลองบอกมาหน่อยสิว่า ...วันนี้เป็นโชคของเรา...ไม่มีใช่ไหม ? ถ้าเป็นของเราละก็ มันต้องอยู่กับเราตลอดไป ถ้ากลางวันก็ต้องอยู่อย่างนี้ จะมืดค่ำไม่ได้ต้องอยู่กับเรา ฉะนั้นธรรมะก็เช่นกัน"


"ทุกวันนี้พวกเราชาวพุทธนักปฏิบัติเขาว่าอย่างนั้นนะ เที่ยววิ่งขอธรรมะแต่ไม่ยอมปฏิบัติเสียสักที เหลาะๆ...แหละๆ เดี๋ยวน้ำเดี๋ยวเเห้งไม่เอาจริงสักที ระวังเน้อ...สะสมธรรมะมากไม่ดี พุงจะแตกเอา...! ต้องนำออกมาระบายคือการพิจารณาแยกเหตุแยกผลของธรรมะบ้างเราเรียกว่าวิปัสสนาก็ได้...เอาลองดูซิ"



"ความจริงธรรมะนั้นไม่มีใครเขาให้มากหรอกมันจะฟุ้งซ่าน บางทีเกิดลังเลสงสัย...ต้องแสดงออกเลยความลังเลจึงจะหมดแล้วจะคลายสงสัยได้ เด็ดขาดเลย ..."


พระธรรมเทศนาโดยพระเดชพระคุณ หลวงปู่อ่อนสา สุขกาโรเถระ

==========

source: http://board.palungjit.com/f63/%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B2-%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A3-%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7-199760.html