Tuesday, January 26, 2010

...ไม่คลุกคลี...



 [๓๓๙]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุชอบคลุกคลีด้วยหมู่   ยินดีในการคลุกคลีด้วยหมู่  ประกอบความยินดีในการคลุกคลีด้วยหมู่  ชอบคณะ  ยินดีคณะ  ประกอบความยินดีในคณะ


จักเป็นผู้อยู่รูปเดียว  ยินดียิ่งในวิเวก  ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้

เมื่อไม่อยู่รูปเดียว   ยินดียิ่งในวิเวก   จักถือนิมิตแห่งจิต ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้
 
เมื่อไม่ถือนิมิตแห่งจิต   จักบำเพ็ญสัมมาทิฏฐิให้สมบูรณ์  ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้

ไม่บำเพ็ญสัมมาทิฏฐิให้สมบูรณ์แล้ว  จักบำเพ็ญสัมมาสมาธิให้สมบูรณ์    ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ 

ไม่บำเพ็ญสัมมาสมาธิให้สมบูรณ์แล้ว     จักละสังโยชน์     ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้  

ไม่ละสังโยชน์แล้ว   จักกระทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน  ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้


==========


          ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ภิกษุไม่ชอบคลุกคลีด้วยหมู่     ไม่ยินดีในการคลุกคลีด้วยหมู่    ไม่ประกอบความยินดีในการคลุกคลีด้วยหมู่  ไม่ชอบคณะ  ไม่ยินดีคณะ   ไม่ประกอบความยินดีคณะ  


จักเป็นผู้อยู่รูปเดียว ยินดียิ่งในวิเวก ข้อนี้ย่อมเป็นฐานะที่จะมีได้

เมื่อเป็นผู้อยู่รูปเดียว ยินดียิ่งในวิเวก จักถือนิมิตแห่งจิต ข้อนี้ย่อมเป็นฐานะที่จะมีได้

เมื่อถือนิมิตแห่งจิต จักบำเพ็ญสัมมาทิฏฐิให้สมบูรณ์ ข้อนี้ย่อมเป็นฐานะที่จะมีได้
 
บำเพ็ญสัมมาทิฏฐิให้สมบูรณ์แล้ว จักบำเพ็ญสัมมาสมาธิให้สมบูรณ์ ข้อนี้ย่อมเป็นฐานะที่จะมีได้ 

บำเพ็ญสัมมาสมาธิให้สมบูรณ์แล้ว จักละสังโยชน์ ข้อนี้ย่อมเป็นฐานะที่จะมีได้

ละสังโยชน์ได้แล้ว จักกระทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน ข้อนี้ย่อมเป็นฐานะที่จะมีได้.


           จบฐานสูตรที่  ๔

==========


พระไตรปิฎก เล่มที่ 22  ฐานสูตร (อารามสูตร)

http://larndham.net/cgi-bin/tread.pl?start_book=22&start_byte=648604

Tuesday, January 19, 2010

ผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ



    ๒. อานันทภัทเทกรัตตสูตร (๑๓๒)


    [๕๓๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้

    สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี สมัยนั้นแล ท่านพระอานนท์สนทนากะภิกษุทั้งหลายในอุปัฏฐานศาลา ชักชวนให้อาจหาญ ร่าเริงด้วยกถาประกอบด้วยธรรมและกล่าวอุเทศและวิภังค์ของบุคคลผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ ฯ

.........


    [๕๓๖] ครั้นในเวลาเย็น พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากที่ทรงหลีกเร้นเสด็จเข้าไปยัง
อุปัฏฐานศาลา ครั้นแล้วจึงประทับนั่ง ณ อาสนะที่เขาแต่งตั้งไว้พอประทับนั่งเรียบร้อยแล้ว จึงตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า "ดูกรภิกษุทั้งหลาย ใครหนอแลสนทนากะพวกภิกษุในอุปัฏฐานศาลาชักชวนให้อาจหาญ ร่าเริงด้วยกถาประกอบด้วยธรรม และกล่าวอุเทศและวิภังค์ของบุคคลผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ ฯ"

    ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า "ท่านพระอานนท์ พระพุทธเจ้าข้า ฯ"

    ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า "ดูกรอานนท์เธอสนทนากะภิกษุทั้งหลาย ชักชวนให้อาจหาญ ร่าเริงด้วยกถาประกอบด้วยธรรมได้กล่าวอุเทศและวิภังค์ของบุคคลผู้มีราตรีหนึ่งเจริญอย่างไรเล่า ฯ"

.........


    [๕๓๗] ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์สนทนากะภิกษุทั้งหลาย ชักชวนให้อาจหาญ ร่าเริงด้วยกถาประกอบด้วยธรรมได้กล่าวอุเทศและวิภังค์ของบุคคลผู้มีราตรีหนึ่งเจริญอย่างนี้ว่า"


"บุคคลไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว
ไม่ควรมุ่งหวังสิ่งที่ยังไม่มาถึง
สิ่งใดล่วงไปแล้ว สิ่งนั้นก็เป็นอันละไปแล้ว
และสิ่งที่ยังไม่มาถึง ก็เป็นอันยังไม่ถึง
ก็บุคคลใดเห็นแจ้งธรรมปัจจุบันไม่ง่อนแง่น ไม่คลอนแคลนในธรรมนั้นๆ ได้
บุคคลนั้นพึงเจริญธรรมนั้นเนืองๆ ให้ปรุโปร่งเถิด พึงทำความเพียรเสียในวันนี้แหละ
ใครเล่าจะรู้ความตายในวันพรุ่ง เพราะว่าความผัดเพี้ยนกับมัจจุราชผู้มีเสนาใหญ่นั้น ย่อมไม่มีแก่เราทั้งหลาย
พระมุนีผู้สงบย่อมเรียกบุคคลผู้มีปรกติอยู่อย่างนี้ มีความเพียร ไม่เกียจคร้านทั้งกลางวันและกลางคืน นั้นแลว่า ผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ ฯ"

.........


    [๕๓๘] ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ก็บุคคลย่อมคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้วอย่างไร คือ รำพึงถึงความเพลิดเพลินในเรื่องนั้นๆ ว่า

เราได้มีรูปอย่างนี้ในกาลที่ล่วงแล้ว
ได้มีเวทนาอย่างนี้ในกาลที่ล่วงแล้ว
ได้มีสัญญาอย่างนี้ในกาลที่ล่วงแล้ว
ได้มีสังขารอย่างนี้ในกาลที่ล่วงแล้ว
ได้มีวิญญาณอย่างนี้ในกาลที่ล่วงแล้ว
ได้มีวิญญาณอย่างนี้ในกาลที่ล่วงแล้ว

ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลายอย่างนี้แล ชื่อว่าคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว ฯ

.........


    [๕๓๙] ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ก็บุคคลจะไม่คำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้วอย่างไร คือ ไม่รำพึงถึงความเพลิดเพลินในเรื่องนั้นๆ ว่า

เราได้มีรูปอย่างนี้ในกาลที่ล่วงแล้ว
ได้มีเวทนาอย่างนี้ในกาลที่ล่วงแล้ว
ได้มีสัญญาอย่างนี้ในกาลที่ล่วงแล้ว
ได้มีสังขารอย่างนี้ในกาลที่ล่วงแล้ว
ได้มีวิญญาณอย่างนี้ในกาลที่ล่วงแล้ว

ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อย่างนี้แล ชื่อว่าไม่คำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว ฯ

.........


    [๕๔๐] ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ก็บุคคลย่อมมุ่งหวังสิ่งที่ยังไม่มาถึงอย่างไร คือ รำพึงถึงความเพลิดเพลินในเรื่องนั้นๆ ว่า

ขอเราพึงมีรูปอย่างนี้ในกาลอนาคต
พึงมีเวทนาอย่างนี้ในกาลอนาคต
พึงมีสัญญาอย่างนี้ในกาลอนาคต
พึงมีสังขารอย่างนี้ในกาลอนาคต
พึงมีวิญญาณอย่างนี้ในกาลอนาคต

ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อย่างนี้แล ชื่อว่ามุ่งหวังสิ่งที่ยังไม่มาถึง ฯ

.........


    [๕๔๑] ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ก็บุคคลจะไม่มุ่งหวังสิ่งที่ยังไม่มาถึงอย่างไร คือ ไม่รำพึงถึงความเพลิดเพลินในเรื่องนั้นๆ ว่า

ขอเราพึงมีรูปอย่างนี้ในกาลอนาคต
พึงมีเวทนาอย่างนี้ในกาลอนาคต
พึงมีเวทนาอย่างนี้ในกาลอนาคต
พึงมีสัญญาอย่างนี้ในกาลอนาคต
พึงมีสังขารอย่างนี้ในกาลอนาคต
พึงมีวิญญาณอย่างนี้ในกาลอนาคต

ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อย่างนี้แล ชื่อว่าไม่มุ่งหวังสิ่งที่ยังไม่มาถึง ฯ

.........


    [๕๔๒] ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ก็บุคคลย่อมง่อนแง่นในธรรมปัจจุบัน อย่างไร คือ

ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับแล้วในโลกนี้ เป็นผู้ไม่ได้เห็นพระอริยะ ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้ฝึกในธรรมของพระอริยะ
ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้ฝึกในธรรมของสัตบุรุษ

ย่อมเล็งเห็นรูปโดย ความเป็นอัตตาบ้าง เล็งเห็นอัตตาว่ามีรูปบ้าง เล็งเห็นรูปในอัตตาบ้าง เล็งเห็นอัตตาในรูปบ้าง
ย่อมเล็งเห็นเวทนาโดยความเป็นอัตตาบ้าง ฯลฯ
ย่อมเล็งเห็นสัญญาโดยความเป็นอัตตาบ้าง ฯลฯ
ย่อมเล็งเห็นสังขารโดยความเป็นอัตตาบ้าง ฯลฯ
ย่อมเล็งเห็นวิญญาณโดยความเป็นอัตตาบ้าง เล็งเห็นอัตตาว่ามีวิญญาณบ้าง เล็งเห็นวิญญาณในอัตตาบ้าง เล็งเห็นอัตตาในวิญญาณบ้าง

ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อย่างนี้แล ชื่อว่าง่อนแง่นในธรรมปัจจุบัน ฯ

.........


    [๕๔๓] ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ก็บุคคลย่อมไม่ง่อนแง่นในธรรมปัจจุบัน คือ

อริยสาวก ผู้สดับแล้วในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ได้เห็นพระอริยะฉลาดในธรรมของพระอริยะ ฝึกดีแล้วในธรรมของพระอริยะ
ได้เห็นสัตบุรุษฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ฝึกดีแล้วในธรรมของสัตบุรุษ

ย่อมไม่เล็งเห็นรูปโดย ความเป็นอัตตาบ้าง ไม่เล็งเห็นอัตตาว่ามีรูปบ้าง ไม่เล็งเห็นรูปในอัตตาบ้าง ไม่เล็งเห็นอัตตาในรูปบ้าง ไม่เล็งเห็นรูปในอัตตาบ้าง
ย่อมไม่เล็งเห็นเวทนาโดยความเป็นอัตตาบ้าง ฯลฯ
ย่อมไม่เล็งเห็นสัญญาโดยความเป็นอัตตาบ้าง ฯลฯ
ย่อมไม่เล็งเห็นสังขารโดย ความเป็นอัตตาบ้าง ฯลฯ
ย่อมไม่เล็งเห็นวิญญาณโดยความเป็นอัตตาบ้าง ไม่เล็งเห็นอัตตาว่ามีวิญญาณบ้าง ไม่เล็งเห็นอัตตาในวิญญาณบ้าง

ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อย่างนี้แล ชื่อว่าไม่ง่อนแง่นในธรรมปัจจุบัน ฯ

.........


    [๕๔๔] บุคคลไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว ไม่ควรมุ่งหวังสิ่งที่ยังไม่มาถึง สิ่งใดล่วงไปแล้ว สิ่งนั้นก็เป็นอันละไปแล้ว และสิ่งที่ยังไม่มาถึง ก็เป็นอันยังไม่ถึง ก็บุคคลใดเห็นแจ้งธรรมปัจจุบันไม่ง่อนแง่น ไม่คลอนแคลนในธรรมนั้นๆ ได้ บุคคลนั้นพึงเจริญธรรมนั้นเนืองๆ ให้ปรุโปร่งเถิด พึงทำความเพียรเสียในวันนี้แหละ ใครเล่าจะรู้ความตายในวันพรุ่ง เพราะว่าความผัดเพี้ยนกับมัจจุราชผู้มีเสนาใหญ่นั้น ย่อมไม่มีแก่เราทั้งหลาย พระมุนีผู้สงบย่อมเรียกบุคคลผู้มีปรกติอยู่อย่างนี้ มีความเพียร ไม่เกียจคร้านทั้งกลางวันและกลางคืน นั้นแลว่าผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ ฯ

    "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์สนทนากะภิกษุทั้งหลาย ชักชวนให้อาจหาญ ร่าเริงด้วยกถาประกอบด้วยธรรม ได้กล่าวอุเทศและวิภังค์ของบุคคลผู้มีราตรีหนึ่งเจริญอย่างนี้แล ฯ"

.........


    [๕๔๕] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า "ดูกรอานนท์ ดีแล้วๆ เธอสนทนากะภิกษุทั้งหลาย
ชักชวนให้อาจหาญ ร่าเริงด้วยกถาประกอบด้วยธรรม ได้กล่าว อุเทศและวิภังค์ของบุคคลผู้มีราตรีหนึ่งเจริญว่า บุคคลไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว ฯลฯ พระมุนีผู้สงบ ย่อมเรียกบุคคล ... นั้นแลว่า ผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ ดังนี้ถูกแล้ว ฯ"

.........


    [๕๔๖] ดูกรอานนท์ ก็บุคคลย่อมคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้วอย่างไร ฯลฯ ดูกรอานนท์ อย่างนี้แล ชื่อว่าคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว ฯ
    ดูกรอานนท์ ก็บุคคลจะไม่คำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้วอย่างไร ฯลฯ ดูกรอานนท์ อย่างนี้แล ชื่อว่าไม่คำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว ฯ
    ดูกรอานนท์ ก็บุคคลย่อมมุ่งหวังสิ่งที่ยังไม่มาถึงอย่างไร ฯลฯ ดูกร อานนท์ อย่างนี้แล ชื่อว่ามุ่งหวังสิ่งที่ยังไม่มาถึง ฯ
    ดูกรอานนท์ ก็บุคคลจะไม่มุ่งหวังสิ่งที่ยังไม่มาถึงอย่างไร ฯลฯ ดูกร อานนท์ อย่างนี้แล ชื่อว่าไม่มุ่งหวังสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ฯ
    ดูกรอานนท์ ก็บุคคลย่อมง่อนแง่นในธรรมปัจจุบันอย่างไร ฯลฯ ดูกรอานนท์ อย่างนี้แล ชื่อว่าง่อนแง่นในธรรมปัจจุบัน ฯ
    ดูกรอานนท์ ก็บุคคลย่อมไม่ง่อนแง่นในธรรมปัจจุบันอย่างไร ฯลฯ ดูกรอานนท์ อย่างนี้แล ชื่อว่าไม่ง่อนแง่นในธรรมปัจจุบัน ฯ

.........



    [๕๔๗] บุคคลไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว ฯลฯ พระมุนีผู้สงบย่อมเรียกบุคคล ... นั้นแลว่า ผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ ฯ

    พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ท่านพระอานนท์จึงชื่นชมยินดี พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล ฯ


    จบ อานันทภัทเทกรัตตสูตร ที่ ๒


==========


พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ - วิภังควรรค - ๒. อานันทภัทเทกรัตตสูตร

[พระไตรปิฎก ฉบับธรรมทาน]



Monday, January 4, 2010

VDO พิธีพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ดุลย์ อตุโล






ภาพงานพิธีพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ดูลย์ อตุโล วัดบูรพาราม สุรินทร์ เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2528

หาดูยากมากเลย ไปเจอมาจากเวปพันทิบ ขอบคุณคุณชญาณัตถภัทร์ ที่นำมาโพสครับ ^/\^

ดูจาก Youtube นะครับ






































==========

อนุโมทนาทุกท่านครับ ^/\^

Saturday, January 2, 2010

ทานอย่างสูงสุด



"....เดี๋ยวนี้สมัยนี้ เรามีการบูชาด้วยดอกไม้ธูปเทียนของหอม เสื้อผ้ายารักษาโรค ทานทุกสิ่งทุกอย่างเราได้ทำกันมา แต่ก็ยังไม่ปรากฎว่าเป็นทานอันสูงสุด เคยได้ยินครูบาอาจารย์หรือพ่อแม่ปู่ย่าตายายพูดให้ฟังว่า การทานด้วยวัตถุข้าวตอกดอกไม้ของหอมธูปเทียนทั้งหลาย แม้จะหนาแน่นตั้งแต่พื้นดินจนถึงอกนิษฐพรหมก็ยังไม่ได้ชื่อว่่าทาน (ให้แก่) พระพุทธเจ้า หรือบูชาพระพุทธเจ้า


การบูชาพระพุทธเจ้านั้นต้องประพฤติธรรม ต้องปฎิบัติธรรม - รู้ธรรม - สมควรแก่ธรรม จึงจะชื่อว่าเป็นการบูชาอย่างยิ่ง


แล้วการปฎิบัติธรรม - รู้ธรรม - เห็นธรรม - เข้าใจธรรม นั้นหมายถึงเรารู้อะไร เราเห็นอะไรเข้าใจอะไร ปฎิบัติอย่างไรจึงจะถือว่าเป็นการปฎิบัติอย่างยิ่ง เราต้องใช้สติปัญญาพิจารณาจริง ๆ จึงจะเข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ มิฉะนั้นแล้วเราจะไม่เข้าใจหลักพุทธศาสนาเอาเลย จะเข้าใจแต่เปลือกหรือกระพี้ของมันเท่านั้น ถ้าหากเป็นเนื้อเป็นปลาเราก็จะได้กินแต่ก้างแต่กระดูกของมัน เนื้อแท้เราไม่ได้กิน...."



=========


จากหนังสือศรัทธา หลักพุทธศานาที่แท้จริง, หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

-/\- -/\- -/\-