Friday, December 25, 2009

VDO หลวงพ่อปราโมทย์ แสดงธรรม ณ ราชวิทยาลัยจิตแพทย์






VDO หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แสดงธรรมเทศนา ณ ราชวิทยาลัยจิตแพทย์ เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2552

แนะนำให้ชมทั้งหมดด้วย Youtube ครับ ขอบคุณ คุณ sweetwinter2 ที่นำขึ้น youtube เป็นตอน ๆ ครับ -/\-

ขอบคุณทุกท่านที่แวะมารับชมครับ



ตอนที่ 1


ตอนที่ 2


ตอนที่ 3


ตอนที่ 4


ตอนที่ 5


ตอนที่ 6


ตอนที่ 7

Thursday, December 24, 2009

ด้วยรอยยิ้มอิ่มปัญญา: อารมณ์ขันพระอรหันต์

Rating:★★★★★
Category:Books
Genre: Religion & Spirituality
Author:วีระวัฒน์ ชลสวัสดิ์
ในเล่มไม่ได้มีแต่อารมณ์ขันพระอรหันต์เท่านั้น แต่ให้แง่คิดและคำสอนต่าง ๆ ของท่านด้วย ทำให้ทราบว่าครูบาอาจารย์สมัยก่อนท่านลำบากในการเผยแพร่ธรรมะมีญาติโยมต่อ ต้านถึงขนาดตักอุจจาระห่อใส่ในบาตรกันเลย แต่ปฎิปทาครูบาอาจารย์ทุกท่านยังงดงาม เมตตาต่อทุกคน กราบครูบาอาจารย์ทุกท่านครับ -/\- -/\- -/\-

ยกตัวอย่างมาให้อ่านสักเรื่องหนึ่ง พอเป็นพิธี


==========


ตอบได้หมด


แล้วหลวงปู่ตื้อท่านก็พูดขึ้นมาอีกว่า "ไหน ใครมีปัญหาอะไรอยากถาม ถามมาได้เลย กูเนี่ยตอบได้หมด ยิ่งถ้าเป็นปัญหาเป็นพัน ๆ ปีก็ยิ่งตอบได้ถนัดเลย"


"โอโฮ้ ! ขนาดนั้นเลยเหรอหลวงปู่" โยมคนเดิมกล่าวขึ้น


โยมคนอื่น ๆ ที่ฟังอยู่ตรงนั้น มองหลวงปู่ตาเชื่อม นึกศรัทธาในใจอย่างบอกไม่ถูก


"ก็เออสิวะ....กูตอบได้หมด ปัญหาในโลกนี้ ยิ่งนานเป็นพันปี กูยิ่งตอบได้ถนัด เต็มปากเต็มคำเลย"


"ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นล่ะเจ้าคะ หลวงปู่" โยมผู้หญิงถามขึ้นมาบ้าง


"อ้าว! ก็มันนานมาแล้ว ไม่มีคนไปรู้กับกูหรอก ไม่มีคนไปค้นได้ ไอ้คนที่ถามกูมันก็ไม่รู้เรื่องเหมือนกันล่ะวะ !"

==========


อนุโมทนาผู้เขียนและเรียบเรียงด้วยครับ< /span>


Tuesday, December 15, 2009

พระอานนท์ พุทธอนุชา

Rating:★★★★★
Category:Books
Genre: Religion & Spirituality
Author:วศิน อินทสระ



อ่านคุณ Ying LeoLino นำเรื่องพระอานนท์ พุทธอนุชา บางตอนมาเขียนใน facebook แล้วติดใจ เจอที่ร้านหนังสืออีกวันเลยซื้อมาอ่านด้วย ชอบมากเหมือนกัน เป็นเรื่องเล่าของพระอานนท์สมัยพุทธกาลและหลังพระพุทธเจ้าปรินิพพาน อ่านสนุกได้เนื้อหาสาระ นำตัวอย่างจากคุณหญิงมาให้อ่านกันนะครับ

อนุโมทนาหญิงด้วย

http://www.facebook.com/notes/ying-leolino/bim-hnng-k-mx/200320243866


==========


ได้อ่านบทความหนึ่งแล้วรู้สึกซาบซึ้งมาก เลยขอเอามาแบ่งปันให้ทุกคนได้อ่านด้วยนะคะ

จากหนังสือ พระอานนท์ พุทธอนุชา โดย วศิน อินทสระ



“ภิกษุทั้งหลาย ปัญหาที่เผชิญอยู่เบื้องหน้าของทุกๆคน คือปัญหาเรื่องทุกข์และความดับทุกข์”

มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายถูกความทุกข์เสียบอยู่ทั้งทางกายและทางใจ อุปมาเหมือนผู้ถูกยิงด้วยลูกศรซึ่งกำซาบด้วยยาพิษแล้ว ญาติมิตรเห็นเข้าเกิดความกรุณา จึงพยายามจะช่วยกันถอนลูกศร แต่บุรุษผู้โง่เขลาบอกว่าต้องไปลืบให้ได้เสียก่อนว่าใครเป็นคนยิงและยิงมาจากทิศไหน ลูกศรทำด้วยไม้อะไร แล้วจึงจะค่อยมาถอนลูกศรออก

ภิกษุทั้งหลาย บุรุษผู้นั้นจะต้องตายเสียก่อนเป็นแน่แท้ ความจริงเมื่อถูกยิงแล้ว หน้าที่ของเขาก็คือ ควรพยายามถอนลูกศรออกเสียทันที ชำระแผลให้สะอาดแล้วใส่ยาและรักษาแผลให้หายสนิท

หรืออีกอุปมาหนึ่งเหมือนบุคคลที่ไฟไหม้อยู่บนศีรษะควรรีบดับเสียโดยพลัน ไม่ควรเที่ยววิ่งหาคนผู้เอาไฟมาเผาศีรษะตน ทั้งๆที่ไฟลุกไหม้อยู่

..........


ภิกษุทั้งหลาย สังสารวัฏนี้โพลงอยู่ด้วยเพลิงทุกข์นานาประการโหมให้ร้อนอยู่ทั่ว สัตว์ทั้งหลายดิ้นทุรนทุรายอยู่ในกองทุกข์แห่งสังสารวัฏนี้ ใครเล่าจะเป็นผู้ดับ ถ้าทุกคนไม่ช่วยกันดับทุกข์แห่งตน

อุปมาเหมือนบุรุษ สตรี ผู้รวมกันอยู่ในบริเวณกว้างแห่งหนึ่ง และต่างคนต่างถือดุ้นไฟใหญ่อันไฟลุกโพลงอยู่ทั่วแล้ว ต่างคนต่างก็วิ่งวนกันอยู่ในบริเวณนั้น และร้องกันว่า “ร้อน ร้อน”

ภิกษุทั้งหลาย คราวนั้นมีบุรุษผุ้หนึ่งเป็นผู้ฉลาดร้องบอกให้ทุกๆคนทิ้งดุ้นไฟในมือของตนเสีย ผู้ที่ยอมเชื่อ ทิ้งดุ้นไฟก็ได้ประสบความเย็น ส่วนผู้ไม่เชื่อก็ยังคงวิ่งถือดุ้นไฟพร้อมด้วยร้องตะโกนว่า ร้อน ร้อน อยู่นั่นเอง

ภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตได้ทิ้งดุ้นไฟแล้ว และร้องบอกให้เธอทั้งหลายทิ้งเสียด้วย ดุ้นไฟที่กล่าวถึงนี้คือกิเลสทั้งมวล อันเป็นสิ่งที่เผาลนสัตว์ให้เร่าร้อนกระวนกระวาย

.........


ภิกษุทั้งหลาย อายตนะภายใน6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ อายตนะภายนอก6 คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธัมมารมณ์ เป็นของร้อน ร้อนเพราะไฟ คือ ราคะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง

ภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตไม่พิจารณาเห็นรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะใดๆที่จะครอบงำรึงรัดใจของบุรุษได้มากเท่ารูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะแห่งสตรี

ภิกษุทั้งหลาย เราไม่พิจารณาเห็นรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะใดๆที่จะครอบงำรึงรัดใจของสตรีได้มากเท่ารูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะแห่งบุรุษ

ภิกษุทั้งหลาย กามคุณนี้เรากล่าวว่าเป็นเหยื่อแห่งมาร เป็นดอกไม้แห่งมาร เป็นกำลังพลแห่งมาร ภิกษุผู้ปรารถนาจะประหารมาร พึงสลัดเหยื่อแห่งมาร ขยี้พวงดอกไม้แห่งมาร และทำลายกำลังพลแห่งมารเสีย

ภิกษุทั้งหลาย เราเคยเยาะเย้ยกามคุณ ณ โพธิมณฑลในวันที่เราตรัสรู้นั้นเองว่า ดูก่อนกาม เราได้เห็นต้นเค้าของเจ้าแล้ว เจ้าเกิดจากความดำริคำนึงถึงนั้นเอง เราจักไม่ดำริถึงเจ้าอีก ด้วยประการฉะนี้ กามเอย เจ้าจะเกิดอีกไม่ได้

..........


อารมณ์อันวิจิตร สิ่งสวยงามในโลกนี้มิใช่กาม แต่ความกำหนัดยินดีที่เกิดขึ้นเพราะความดำริต่างหากเล่าเป็นกามของคน
เมื่อกระชากความพอใจออกเสียได้แล้ว สิ่งวิจิตรและรูปที่สวยงามก็คงอยู่อย่างเก้อๆทำพิษอะไรมิได้อีกต่อไป

โกกิลาเอย มนุษย์ทั้งหลายผู้ยังมีอวิชชาเป็นฝ้าบังปัญญาจักษุนั้น เป็นเสมือนทารกน้อยผู้หลงเข้าไปในป่าใหญ่อันรกทึบซึ่งเต็มไปด้วยอันตรายอันน่าหลาดกลัวและว้าเหว่เงียบเหงา

มนุษย์ส่วนใหญ่แม้จะร่าเริงแจ่มใสอยู่ในหมู่ญาติและเพื่อนฝูง แต่ใครเล่าจะทราบว่าในส่วนลึกแห่งหัวใจเขาจะว้าเหว่และเงียบเหงาสักปานใด แทบทุกคนว้าเหว่ ไม่แน่ใจว่าจะยึดเอาอะไรเป็นหลักของชีวิตที่แน่นอน เธอปรารถนาจะเป็นอย่างนั้นด้วยหรือ?

น้องหญิง บัดนี้เธอมีธรรมะเป็นเกาะที่พึ่งแล้ว จงยึดธรรมเป็นที่พึ่งต่อไปเถิด อย่าหวังอย่างอื่นเป็นที่พึงเลย ดดยเฉพาะความรักความเสน่หาไม่เคยเป็นที่พึ่งจริงจังให้แก่ใครได้ มันเป็นเสมือนตอที่ผุ จะล้มลงทันทีเมื่อถูกคลื่นซัดสาด

ธรรมเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตมนุษย์ ไม่ว่าเขาจะอยู่ในเพศใดภาวะใด การกระทำที่นึกถึงภายหลังแล้วต้องเสียใจนั้น พระศาสดาทรงสอนให้เว้นเสีย เพราะฉะนั้นแม้จะประสบปัญหาหัวใจ หรือได้รับความทุกข์ยากลำบากสักปานใด ก็ต้องไม่ทิ้งธรรม

_/\_ _/\_ _/\_


Friday, December 11, 2009

คิริมานนทสูตร

Rating:★★★★★
Category:Books
Genre: Religion & Spirituality
Author:แปลโดยเจ้าพระคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์



คิริมานนทสูตร

มีโอกาสได้อ่านไปครึ่งเล่ม ชอบมากมายแต่ไปหาซื้อที่ร้านหนังสือไม่มีเลย โชคดีหาเจอใน Internet อนุโมทนาผู้จัดทำด้วยครับ อยากให้ลองอ่านกันนะครับ :)


...พระมหากัสสปะเจ้าถามพระอานนท์ว่า "ดูกรอานนท์ พระสูตรอันชื่อว่าคิริมานนทสูตรนั้น พระพุทธเจ้าแสดงแก่บุคคลใด และตรัสเทศนา ณ ที่ไหน ปรารถอะไรให้เป็นเหตุจึงได้ตรัสเทศนา มีวิตถารพิศดารอย่างไร? ขอให้พระอานนท์เจ้าจงแสดงต่อไปในกาลบัดนี้..."

อ่านต่อได้จาก pdf นะ อนุโมทนาทุกท่านครับ -/\-


Sunday, December 6, 2009

จิตเหมือนท่อนไม้ลอยน้ำ



จิตเหมือนท่อนไม้ลอยน้ำ

ถ้าไม่ติดข้องในสิ่งเจ็ดประการจะถึงนิพพานด้วยตัวเอง


มีครั้งนึงพระพุทธเจ้าอยู่ริมแม่น้ำคงคากับพระกลุ่มใหญ่แล้วท่านก็ชี้ให้พระดูท่อนไม้ลอยน้ำมา ชี้บอก


ภิกษุทั้งหลาย ท่อนไม้นี้ลอยอยู่ในแม่น้ำคงคา
ถ้าท่อนไม้นี้ไม่ติดฝั่งซ้ายไม่ติดฝั่งขวา
ไม่ไปเกยตื้น เกยตื้นอยู่ตามเกาะตามแก่งอะไรอย่างนี้
ไม่ติดฝั่งซ้าย ไม่ติดฝั่งขวา ไม่ไปเกยตื้น
ไม่ถูกคนหรืออมนุษย์จับเอาไว้
ไม่ถูกน้ำวนดูดจมลงไปหรือวนอยู่ที่เดิมไปไหนไม่ได้
ไม่ผุพังเน่าเสียก่อน
ท่อนไม้นี้ก็จะลอยไปสู่มหาสมุทร


จิตของเรานี้เหมือนกัน มีแนวโน้มที่จะไปสู่มหาสมุทรคือมรรคผลนิพพาน


ถ้าไม่ติดฝั่งซ้ายไม่ติดฝั่งขวา
ไม่ไปเกยตื้น
ไม่ถูกมนุษย์และอมนุษย์จับไว้
ไม่ถูกน้ำวนดูดไว้
ไม่เน่าในเสียก่อน


ถ้าจิตของเรามีคุณสมบัติอย่างนี้นะ
การจะบรรลุมรรคผลนิพพานมันจะเป็นไปเอง
มันจะเป็นไปเอง มันมีแนวโน้ม โน้มน้อมไปสู่มรรคผลนิพพานโดยตัวของมันเอง
เพราะฉะนั้นคนที่สกัดกั้นมันไว้ส่วนมากก็คือตัวเรานี่เอง


คำว่า ฝั่งซ้ายและฝั่งขวา ก็คือการที่จิตของเราไปหลงติดอยู่ในสิ่งที่เป็นคู่ๆ

บางคนยึดในความดี เกลียดความชั่วรุนแรงนี่ติดนะ
บางคนยึดชั่วเกลียดดี ก็ติดอีกนะ
บางคนยึดสุขเกลียดทุกข์ ก็ติดอีก
ติดคู่ที่สำคัญมากเลย ก็คือติดในการเผลอไปกับติดในการเพ่งไว้
ติดในกามสุขัลลิกานุโยค คือจิตใจหลงตามกิเลสไป
เพลิดเพลินไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย
แล้วก็เพ่งเอาไว้ นั่งปฏิบัติเกือบทั้งหมดคือเพ่งอยู่นะ
เพราะฉะนั้นติดฝั่งอยู่นะ ไปไหนไม่ได้หรอก
นักเพ่งทั้งหลายก็ติดอยู่บนฝั่งข้างหนึ่งนั่นเอง
ท่านไม่ได้บอกนะ ว่าข้างซ้ายหรือข้างขวา
ท่านแค่ว่ามันมีสองฝั่งแล้วติดฝั่ง คือติดในธรรมที่มันเป็นคู่ๆ


เกยตื้น คือไปติดอยู่ในภพอะไรอย่างหนึ่งที่เราสร้างขึ้นมา

หลายคนภาวนาจนจิตว่าง โล่ง สว่างไสวนะ แล้วก็เพลิดเพลินพอใจอยู่ในภพอันนั้น
นี่เกยตื้นแล้ว ชาตินี้ไม่ไปไหนแล้ว
บางคนดูจิตดูใจนะ จิตใจว่างสว่างอยู่ข้างหน้าอย่างนี้
ที่หลวงพ่อพูดว่าจิตไม่ถึงฐาน ไม่ถึงฐาน คือจิตไปสร้างภพอันนึงอยู่ข้างนอก
แล้วจิตก็ไปเกาะนิ่งๆ อยู่ในภพอันนั้น นี่เกยตื้นแล้ว เดินปัญญาต่อไปไม่ได้


ถูกมนุษย์จับไว้ ก็คือติดหมู่คณะ ติดพรรคติดพวก

ไปไหนก็กะเตงกันไปเป็นกลุ่มเบ้อเร่อเลย
เมื่อก่อนอยู่วัดป่านะ มีรถทัวร์เข้าไปกันเยอะ
พอรถทัวร์เข้ามา คนในวัดจะคุยกันแล้ว โอ้ พวกอรหันต์ทัวร์มาอีกแล้ว
นี่พวกอรหันต์ทัวร์ เพราะชอบไปหาข่าวลือว่าวัดไหนมีพระอรหันต์นะ จัดทัวร์ไป
อรหันต์หนึ่งวัด สองวัด สามวัด นี่วันนี้ไหว้อรหันต์เจ็ดวัดแล้ว ชาตินี้ไม่ตกนรกแล้ว
นี่ติดหมู่ติดคณะนะ

บางคนก็ห่วงคนอื่น ห่วงคนอื่นไม่ห่วงตนเอง
ห่วงหมู่คณะ ห่วงพรรคพวก
เห็นพรรคพวกติดกรรมฐานพยายามไปแก้ ตัวเองเลยติดด้วย อย่างนี้ก็มีนะ


ถูกอมนุษย์จับไว้ อะไรคืออมนุษย์ ชื่อเสียง เกียรติยศทั้งหลาย

ภาวนาไปแล้วดัง เป็นอาจารย์ใหญ่ดัง ขี่หลังเสือลงไม่ได้แล้ว
ชาตินี้ก็เลยอยู่บนหลังเสือตลอดไป มีนะ ไม่ใช่ไม่มี


ถูกน้ำวนคืออะไร น้ำวนคือกามนะ

น้ำวนคือกาม
ถ้าภาวนาดูจิตดูใจเป็นจะเห็นเลย จิตของเราจะหมุนอยู่ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ตลอดเวลา
หมุนติ้วๆ เลยนะ
คือเดี๋ยวก็วิ่งหาอารมณ์ทางตา เดี๋ยวก็วิ่งหาอารมณ์ทางหู
เดี๋ยววิ่งหาอารมณ์ทางจมูก ไปดมกลิ่น
เดี๋ยวก็วิ่งหารสที่เพลิดเพลิน หาสัมผัสที่ถูกอกถูกใจ
นี่จิตจะหมุนติ้วๆ หาอารมณ์อยู่อย่างนี้ ไปไหนไม่รอดหรอก
ยังติดอยู่ในกาม คือถูกน้ำวนไว้

จิตเน่าใน คือพวกไม่มีศีลธรรม ก่อกรรมทำชั่ว

บางคนดูถูกศีลนะ เจริญปัญญาได้แล้ว ไม่ต้องถือศีล เข้าใจผิด
ไม่ถือศีลไม่ได้ ถ้าเราไม่ถือศีลนะ ปัญญาของเราจะเป็นปัญญาของมหาโจร
เพราะฉะนั้นเราต้องมีศีล ถ้าเราทุศีลเมื่อไหร่นะ ก็เน่าอยู่ข้างใน
เปลือกนอกดูสวยงาม แต่เน่าอยู่ข้างใน นี่บรรลุมรรคผลไม่ได้

เพราะฉะนั้นพวกเรานะ สำรวจตัวเอง
เราติดฝั่งซ้ายฝั่งขวาไหม
เราไปเกยตื้น คือเราไปติดอยู่ในภพใดภพหนึ่งที่เราสร้างขึ้นเองหรือเปล่า
เราพัวพันในหมู่คณะ ปล่อยวางไม่ได้ จะหอบกระเตงกระเตงกันไป
หรือเราติดในชื่อเสียง
บางคนไปพูดธรรมะแล้วสนุกนะ
นี่ ได้แสดงธรรมะแล้วสนุก เพลิดเพลิน มีความสุข ติดอยู่ในความสุข
นี่ถูกอมนุษย์จับไว้
หรือใจของเราวันๆ หมกมุ่นในกามไหม
หมกมุ่นอยู่ในกามไปไม่รอดหรอก
ใจของเรามีศีลมีธรรมไหม
สำรวจนะ ลองไปสำรวจตัวเองเป็นการบ้าน


ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้แล้วนี่ ให้รู้กายแบบสบายๆ รู้จิตใจไปอย่างสบายๆ
ถึงวันนึงท่อนไม้นี้จะลอยไปถึงแม่น้ำ ถึงมหาสมุทรนะ
ออกจากแม่น้ำคงคา ถึงมหาสมุทร
ใจเราก็จะออกจากที่คับแคบไปสู่ที่กว้างไร้ขอบไร้เขต
จิตใจของเราแต่ละคนอยู่ในที่ขังนะ มีกรอบมีขัง มีจุดมีดวง มีกรอบขังอยู่แคบๆ
ถ้าภาวนาไปถึงช่วงนึงจะเห็นใจเราอยู่ในแคปซูล ใจเหมือนมีเปลือกหุ้มอยู่ ใจไม่มีอิสระ
วันใดที่เราออกสู่ทะเลได้ คือเข้าถึงธรรมแท้ๆ นะ ใจจะโล่งว่างเลยนะ
กว้างขวางไร้ขอบไร้เขต ไม่มีจุดไม่มีดวง ไม่มีที่ตั้ง

_/|\_ _/|\_ _/|\_


==========


พระธรรมเทศนาโดย หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

ที่มาบทความ: นิตยสารธรรมะใกล้ตัว
(http://dungtrin.com/mag/?64.pra)

ขอบคุณน้องอ้อมที่นำมาลงใน Facebook ครับ


ที่มาภาพประกอบ: http://www.flickr.com/photos/14302299@N05/2915155336/

Saturday, November 28, 2009

หลวงพ่อมีอะไรแนะนำในการอยู่กับโลกไหมครับ?


หลวงพ่อมีอะไรแนะนำในการอยู่กับโลกไหมครับ?


อยู่กับโลกก็อยู่อย่างฉลาด อยู่อย่างเท่าทัน อย่าอยู่แบบเป็นขี้ข้ามันนะ
อยู่อย่างเท่าทันโลกนะ

วิธีที่จะเท่าทันโลกก็คือเท่าทันใจตัวเอง
โลกมันมาหลอกเราไม่ได้หรอก แต่เราหลอกตัวเองได้นะ
 
อย่างเค้าโฆษณาขายของเยอะแยะใช่ไหม มันมาหลอกให้เราซื้อได้ไหม?
ซื้อไม่ได้ถ้าเราไม่โลภ

คนมาด่าเราเนี่ย มันจะด่าสักกี่คนก็เรื่องของมัน เราเดือดร้อนไหม
ไม่เดือดร้อนถ้าเราไม่โกรธ

ตัวที่ทำให้เราเดือนร้อนก็คือกิเลสในใจเรานี่เอง

เราอยู่กับโลกอย่างเท่าทันนะ สิ่งที่มากระทบดีบ้าง ร้ายบ้าง

โลกมีอะไร?
โลกมีลาภ มียศ มีสรรเสริญ มีสุข
มีเสื่อมลาภ เสื่อมยศ มีนินทา มีทุกข์

โลกมันเป็นอย่างงั้น เราอยู่กับโลกเราก็ต้องรู้ว่าโลกเป็นอย่างงั้นนะ
โลกไม่ได้มีด้านเดียว มีแต่ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ด้านเดียว ไม่ได้เป็นอย่างงั้น

ทีนี้เราอยู่กับโลกเรารู้เท่าทันจิตตัวเอง

ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เกิดขึ้น.....ดีใจ
เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ เกิดขึ้น......เสียใจ

รู้ทันใจตัวเอง

ถ้าใจเข้าสู่ความเป็นกลางแล้ว เราจะอยู่กับโลกด้วยความเป็นกลาง
โลกไม่กระทบกระทั่งแล้ว
เรียกว่า...

คนพ้นโลก



==========


ธรรมเทศนาหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช สวนสันติธรรม 27 พฤศจิกายน 2552

กราบแทบเท้าหลวงพ่อครับ

-/\- -/\- -/\-

Saturday, November 7, 2009

พิมพ์หนังสือประมวลธรรมฯเล่ม 2

สวัสดีค่ะ

พอดีจุงได้รับอีเมล์FWจากกัลยามิตรท่านหนึ่งแจ้งข่าวเรื่องการพิมพ์หนังสือประมวลธรรมของหลวงพ่อปราโมทย์ค่ะ ก็เลยอยากจะกระจายข่าวต่อเผื่อมีผู้ใดสนใจอยากร่วมพิมพ์ในครั้งนี้ด้วย ขออนุญาตินำข้อความมาลงไว้ที่นี่นะคะ และขออนุโมทนาบุญกับผู้ที่ร่วมพิมพ์หนังสือในครั้งนี้ด้วยค่ะ

ข้อความทีได้รับทางอีเมล์มีดังนี้นะคะ

สำหรับผู้ที่ต้องการหนังสือ ประมวลธรรมเทศนา ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช  เล่ม ๒ ซึ่งทางวัดได้แจกครั้งแรกเมื่องานกฐินที่ผ่านมา

เพื่อไปฝากญาติมิตรพี่น้อง  หรือถวายพระ  ตอนนี้สามารถร่วมพิมพ์ได้นะคะ  โดยมีกติกาดังนี้ค่ะ
 
1. ป้อมจะปิดรับการโอนเงิน ในวันที่ 19 พ.ย.นี้ นะคะ  ไม่มีข้อแม้และยืดหยุ่น   เนื่องจากใกล้ช่วงปีใหม่ โรงพิมพ์จะมี
    งานเข้ามาก  หากแจ้งช้า  อาจทำให้หนังสือเสร็จไม่ทันปีใหม่  ซึ่งหลายคนที่ต้องการหนังสือไปแจกในช่วงปีใหม่ จะรับหนังสือไม่ทันค่ะ  หากมีการรอ และแจ้ง
    โรงพิมพ์ล่าช้า  จะทำให้ผู้ที่โอนตามเวลากำหนด ได้รับผลกระทบไปด้วยค่ะ
 
2. กำหนดหนังสือออก  หากไม่มีอะไรผิดพลาด   น่าจะได้หนังสือประมาณวันที่ 20 ธ.ค.นี้ค่ะ
 
3. หากผู้ร่วมพิมพ์มีความประสงค์จะฝากหนังสือส่วนที่เกินความต้องการเพื่อร่วมทำบุญ   ทางทีมงานมีโครงการต่อเนื่อง ของสำนักพิมพ์ฮาวฟาร์  คือ
    โครงการมอบหนังสือธรรมะให้กับสถานศึกษาระดับวิทยาลัยทั่วประเทศ  จำนวน 802 แห่งรองรับอยู่ค่ะ  (ไม่ใช่โครงการบังคับนะคะ  แล้วแต่ศรัทธาของ
    ผู้พิมพ์ล้วน ๆ เลยค่ะ)
4. ราคากลางที่โรงพิมพ์ประเมินที่จำนวนพิมพ์ 3,000 เล่ม  อยู่ที่เล่มละ 95 บาทค่ะ
 
5. โอนเงินเข้าบัญชีนี้นะคะ  (ถ้าเจอกันที่วัด  จะสะดวกให้ป้อมโดยตรงก็ได้ค่ะ)
 
      ทัศรา  กุลจิตติสุธีพร
      ไทยพาณิชย์  ถนนสีลม (ซีพีทาวเวอร์)
      168-211009-9
 
6. หลังจากโอนเงินแล้ว  กรุณาแจ้งชื่อและรายละเอียดการโอนดังนี้นะคะ
 
        6.1  ชื่อผู้โอน  ขอเน้นว่า ให้แจ้งชื่อ-สกุลตามบัตรประชาชนนะคะ  เพื่อสะดวกในการรับหนังสือค่ะ  ถ้าหากแน่ใจว่ามารับด้วยตัวเองไม่ได้ 
             จะแจ้งชื่อผู้มารับหนังสือแทนก็ได้ค่ะ    แต่ถ้ายังไม่ทราบว่าจะให้ใครมารับแทน  ก็แจ้งชื่อตัวไว้ก่อน  แล้วค่อยสำเนาบัตรประชาชนกับคนมารับแทนก็ได้ค่ะ
             ส่วนในกรณีที่ส่งรายชื่อผู้ร่วมพิมพ์เป็นกลุ่ม  ขอให้ระบุหัวหน้าทีมที่จะเป็นผู้รับผิดชอบไว้ด้วย   เพื่อสะดวกในการติดต่อและเช็ครายชื่อ
             รับหนังสือค่ะ  (ในชีทจะใส่รายชื่อให้ทุกชื่อตามที่แจ้งมาค่ะ)
 
        6.2  วันและเวลาที่โอน  ตรงนี้สำคัญในการตรวจสอบบัญชีอย่างยิ่งค่ะ  ไม่จำเป็นต้องส่งสำเนาสลิปมาให้ดูก็ได้  ถ้าหากแจ้งวันเวลาการโอนมาถูกต้องค่ะ
 
        6.3  จำนวนเล่มที่ต้องการรับ  หากต้องการหนังสือเต็มจำนวนที่โอนเงินมา  กรุณาแจ้งแต่ต้นว่า  ต้องการรับหนังสือ "เต็มจำนวน" ค่ะ 
              เพราะหากไม่แจ้งแต่ต้น แล้วมีการปรับราคาหนังสือ เนื่องจากจำนวนพิมพ์เพิ่มขึ้น  (ซึ่งก็คงบวกลบไม่เกิน 5 บาท)  จะขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยน
              ยอดรับหนังสือ   เนื่องจากการขอแจ้งเปลี่ยนแปลงใด ๆ จะทำให้เกิดความล่าช้าในการแจ้งยอดหนังสือกับโรงพิมพ์ได้ค่ะ
 
        6.4  เบอร์อีเมล์และ/หรือ เบอร์โทรศัพท์เพื่อติดต่อ   หากใครไม่ค่อยได้เช็คเมล์  ในระยะใกล้กำหนดหนังสือออก  ก็ช่วยเช็คเมล์เป็นระยะ ๆ ด้วยนะคะ  เพราะ
               หากป้อมแจ้งข่าวตามอีเมล์ที่ให้ไว้  แต่ผู้ร่วมพิมพ์ไม่ได้เช็คเอง  ก็ขออนุญาตไม่ปรับเปลี่ยนแก้ไขการรับให้นะคะ
 
        6.5  สถานที่รับหนังสือ  ซึ่งครั้งนี้ก็ได้รับความเอื้อเฟื้อจากคุณครูซุปเคเหมือนเดิม  แต่จะขอแจกแค่ 2 สาขา คือ สาขาสีลม  และสาขาพญาไท เท่านั้นนะคะ
               (ควรแจ้งมาพร้อมกับการแจ้งการโอน)  หากไม่ได้แจ้งที่รับมาในเวลาที่กำหนด  จะขออนุญาตจัดหนังสือไว้ที่สาขาพญาไทค่ะ
               
 
               ข้อมูลสำหรับท่านที่ยังไม่เคยไปซุปเค  มีดังนี้  (กรุณาจัดเก็บแผนที่ไว้ด้วยนะคะ)
               (ทั้ง 2 สาขา หยุดวันพุธ  วันธรรมดาเปิด เที่ยงถึงสองทุ่มครึ่ง  วันเสาร์อาทิตย์+วันหยุด  เปิดแปดโมงเช้าถึงสองทุ่ม)
 
สถาบัน Sup'K Center สำนักงานใหญ่ สีลม-สาทร
เบอร์โทร 02-636-8232, 02-636-8297
 สามารถจอดรถได้ที่ตึกตรีนิตี้(เสียค่าจอด)ติดกับอาคารSup'k Center
(สะดวกที่จะมารับด้วย รถไฟฟ้า BTS ลงสถานีช่องนนทรี)  ไม่ค่อยเหมาะที่จะรับหนังสือจำนวนมาก ๆ ค่ะ
แต่ถ้าได้ที่จอดหน้าโรงเรียน ก็จะไม่ลำบากมากนัก




สถาบัน Sup'K Center สาขาพญาไท
เบอร์โทร 02-306-0886-9
สาขาพญาไท  เหมาะที่จะรับหนังสืออย่างยิ่ง เพราะมีที่จอดรถฟรี ขนถ่ายสะดวก
สามารถรับหนังสือจำนวนมากได้ดีกว่าสาขาอื่น
หรือถ้ารับหนังสือไม่มาก  ก็สะดวกที่จะเดินทางมาด้วยรถไฟฟ้า BTS

 

7.  สำหรับการจัดส่ง  ขอสงวนสิทธิ์เฉพาะคนที่อยู่ต่างจังหวัดไกล ๆ เท่านั้นนะคะ และขอจำกัดจำนวนเล่มที่รับ  ไม่เกิน 10 เล่มด้วยค่ะ  
     ผู้ที่อยู่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล   ขอความกรุณาไปรับที่ซุปเค ตามที่แจ้งด้านบนนะคะ 
     ส่วนคนที่อยู่ชลบุรี และจังหวัดใกล้เคียง ที่สามารถมารับที่ชลบุรีได้สะดวก  กรุณาติดต่อรับกับป้อมเองได้เลยค่ะ (ป้อมอยู่ที่ศรีราชาค่ะ)
 
     ค่าจัดส่งสำหรับคนต่างจังหวัด  ป้อมจะขอเวลาเช็คราคาแน่นอน พรุ่งนี้ก่อนนะคะ  แต่เท่าที่ประเมินจากน้ำหนักหนังสือ  (1 กิโลกรัมพอดีค่ะ)
     น่าจะตกอยู่ที่เล่มละ 40 บาท  รวมค่ากล่อง  และหากเพิ่มจำนวนเล่มขึ้น  อาจมีค่ากล่องที่เพิ่มขึ้นกว่านี้อีกด้วย
 
8.  หลังจากหนังสือเสร็จและประกาศแจกได้แล้ว  ขอให้ทุกท่านช่วยไปรับหนังสือภายใน 1 เดือน นะคะ  (หากกำหนดหนังสือเสร็จไม่เปลี่ยนแปลง 
     ก็ควรไปรับหนังสือไม่เกินวันที่ 20 มกราคม 53)  หากท่านไม่มีการติดต่อกลับมาภายในระยะเวลาที่กำหนด  ขอถือว่าท่านสละสิทธิ์ในการรับหนังสือ
     ทีมงานจะขออนุญาตนำหนังสือนั้นเข้าโครงการบริจาคตามที่เห็นสมควรต่อไปค่ะ
      
9.  สำหรับผู้ที่ตกขบวน  โอนเงินไม่ทันวันปิดรับ  (19 พ.ย.52)  คงต้องขอให้ติดต่อกับทางโรงพิมพ์เองต่อไปค่ะ
 
สำหรับการกระจายข่าวร่วมพิมพ์  ขอให้ส่งต่อเฉพาะทางเมล์นะคะ  อย่านำขึ้นเว็บบอร์ดใด ๆ เพื่อไม่ให้เป็นที่เอิกเกริกค่ะ
 
ขออนุโมทนาทุกท่านล่วงหน้านะคะ
 
ป้อม

Thursday, November 5, 2009

อย่าภาวนาเพื่อจะได้อะไร เพราะไม่มีอะไรให้ได้


อย่าภาวนาเพื่อจะได้อะไร เพราะไม่มีอะไรให้ได้ให้เอา




"เรา" เป็นเพียงสภาวะที่จิตปรุงแต่งขึ้นแล้วก็ดับไปเป็นคราวๆ ไม่ต่างจากสภาวะอื่นๆ หรือแม้แต่ตัว "จิต" ก็เป็นเพียงสภาวะหนึ่ง ที่เกิดขึ้น แล้วก็ดับลงไป ไม่คงทน ถาวรใดๆ

ดังนั้นการภาวนา เราก็ภาวนาเพื่อให้เห็นความจริง คือ เพื่อให้จิตเห็นความจริง
เห็นบ่อยๆ เห็นเนืองๆ จนจิตยอมรับความจริงหมดจด

เมื่อใดที่จิตยอมรับความจริงหมดจดแล้ว
เมื่อนั้นจิตก็จะมีปัญญาแล้วสลัดทิ้งซึ่งความเห็นผิดในเบื้องต้น
สลัดทิ้งความยึดถือในเบื้องปลาย


==========


เคยสังเกตมั้ยครับว่าทำไมการโฆษณาประชาสัมพันธ์ การโฆษณาชวนเชื่อ จึงเป็นเรื่องหนึ่งที่ยังคงยืนยงและยิ่งใหญ่เสมอมาใน "โลก" ก็เพราะธรรมชาติของจิตเขานี่เองไงครับ

จิตเขาเห็นอะไรบ่อยๆ เขาก็จะเชื่อว่าสิ่งนั้นเป็นของจริง เป็นความจริง

ก็หากเราเอาความลวงมาให้จิตเห็น จิตรู้ ได้บ่อยๆ จิตเขาก็จะเชื่อว่าความลวงนี่เป็นความจริง การโฆษณา การประชาสัมพันธ์ การโฆษณาชวนเชื่อ การตลาด ก็ใช้ประโยชน์จากตรงนี้ เพื่อชักจูงเราไปสู่เป้าหมายของเขา

หากถอดความมาอีกชั้น ก็จะบอกว่า
"มนุษย์เป็นสัตว์ที่บอกว่าตนเองมีเหตุผล แต่ความจริงแล้วมนุษย์เป็นสัตว์ที่แค่คิดว่าตัวเองมีเหตุผล"

หากได้หัดตามรู้ตามดูไปจริงๆแล้ว เราจะเห็นได้เองเลยครับว่า เราไม่ได้ใช้เหตุผลในการตัดสินใจหรอกนะครับ แต่เราใช้เหตุผลมาสนับสนุนการตัดสินใจของเราเท่านั้นเอง เพราะความจริงแล้ว เราตัดสินใจกันด้วย "ความชอบใจ" "ความไม่ชอบใจ" หรือ "ความยินดี" "ความยินร้าย"

อย่าเห็นว่าความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ความยินดี ความยินร้าย ไม่น่าจะมีผลอะไร เพราะที่เราต้องเวียนว่ายตายเกิดกันทุกวันนี้ และยังเวียนว่ายตายเกิดกันต่อๆไป แม้กระทั่งไปเกิดในสวรรค์ ในนรก หรือแม้แต่โลกที่วุ่นวายรบราฆ่าฟันกันอยู่ทุกวันนี้ หรือก่อให้เกิดธุรกิจระดับพันล้านเหรียญ หมื่นล้านเหรียญ ก็เพราะ "ความชอบใจ" "ความไม่ชอบใจ" นี่ล่ะครับ

ดังนั้น หากเราไม่ต้องการไหลไปตามกระแสโลกแล้ว เราจะเป็นผู้ทวนกระแสโลกแล้ว เราก็ต้องมี "วิญญาณขบถ" เล็กน้อย คือ แทนที่จะปล่อยให้จิตอยู่กับความฝัน ความหลง อยู่กับความลวง ที่โลก(และเรา)เสกสรรปั้นแต่งกันขึ้นมา เราก็เปิดโอกาสให้จิตได้ "เรียนรู้ความเป็นจริง" ของกาย ของใจ ไปเรื่อยๆ

เมื่อ จิตเขาได้เรียนรู้ความเป็นจริงของกายของใจไปเรื่อยๆ จิตเขาก็จะพิจารณาธรรมด้วยตัวของเขาเอง เขาจะเริ่มอบรมบ่มเพาะปัญญาด้วยตัวของเขาเอง พอถึงวันหนึ่ง ปัญญาแก่รอบแล้ว มีกำลังเต็มที่แล้ว ปัญญาจะประหารสังโยชน์ที่ร้อยรัดจิตเอาไว้ให้ขาดไปตามลำดับครับ ซึ่งทั้งหมดนั่น เราทำหน้าที่เพียงแค่ "เปิดโอกาสให้จิตได้รู้ได้เห็นความเป็นจริงเนืองๆ" เท่านั้นเอง ส่วนการพิจารณาธรรม เป็นหน้าที่ เป็นงานในพระพุทธศาสนา ของจิตเขาครับ

การเปิดโอกาสให้จิตได้เรียนรู้ความเป็นจริงของกายของใจที่ว่านี้ ก็มีชื่อในตำราของพระพุทธศาสนาว่า "เจริญสติปัฏฐาน ๔" นี่ล่ะครับ



เขียน มาถึงตรงนี้ นึกถึงเรื่อง "ไม้สีไฟ" ที่หลวงปู่ชาท่านแสดงเอาไว้หนหนึ่ง ได้ยินได้ฟังผ่านเทปที่มีท่านผู้ปราถนาดีเอามาฝากนะครับ ท่านบอกว่า...

เปรียบไม้สีไฟ บางคนสีๆอยู่แล้วหยุด หยุดแล้วสีใหม่ ไฟก็ไม่ติดสักที เพราะพอสีไปได้หน่อยแต่ความร้อนไม่พอ ไฟก็ยังไม่ติด พอเลิกสีไฟ ความร้อนก็ไม่มี พอมาเริ่มใหม่ ก็ต้องตั้งกันใหม่ แต่กับบางคนสีไปเรื่อยๆ พอความร้อนมากพอ ไฟก็ติดของมันเอง

(กับความเห็นของตนเอง การรู้ทันนี่ล่ะวิเศษสุดแล้วครับ วันใดที่รู้ทันอย่างเป็นธรรมชาติ ลงไปที่กายใจ อันเป็นปัจจุบัน แม้ไม่ได้อะไร แต่ก็มีความสุข ความอิ่มเอมใจ ไปทั้งวันแล้วนะครับ มีเงินพันล้านก็ยังมาซื้อไปไม่ได้ มีอำนาจขนาดนายพล ก็ไม่สามารถสั่งให้ใครมาพรากไปจากเราได้เลย แต่ว่าความสุขนี้จะพรากจากไป เพียงแค่เราไม่เจริญสติปัฏฐานน่ะครับ)

ขอให้เจริญในธรรมครับ  

=========

อ่านเจอคำตอบของคุณวัชรพลที่ตอบกระทู้ผู้หนึ่งจากเวปลานธรรม http://larndham.net/index.php?showtopic=37059 ผมเอามาจัดหน้าใหม่ แนะนำให้ไปอ่านกระทู้จากต้นฉบับด้วยครับ

อนุโมทนาพี่เจ้าของกระทู้และพี่ตึก (http://vacharaphol.multiply.com/) ด้วยครับ

Monday, October 26, 2009

นับหนึ่ง


...นับหนึ่ง...


"การปฏิบัตินะ เราต้อง "นับหนึ่ง" ทุกวันเลย
ไม่ใช่ว่าภาวนาไปนานๆแล้วถึงจะมานับหนึ่งใหม่"



"นับหนึ่ง" หมายถึงอะไร?


หมายถึง "อยู่กับปัจจุบัน" ไปเรื่อย


ปัจจุบันนี้ กิเลสอะไรเกิดขึ้นก็ "รู้"
ปัจจุบันจิตเป็นยังไงก็ "รู้"
พยายามอยู่กับปัจจุบันไปเรื่
อย
ตามรู้ความเปลี่ยนแปลงของจิ
ตใจในปัจจุบันนี้ไปเรื่อยๆ


ไม่ต้องสนใจหรอกว่า จะรู้ไปถึงเมื่อไร
ไม่สนใจว่า จะรู้แล้วได้อะไร
มีความสุขที่ได้ "รู้" อยู่กับปัจจุบันนี่แหละ


===========


(ธรรมเทศนา หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วันที่ 14 มิถุนายน 2552)
ขอบคุณคุณวิทย์ที่นำมาลงใน facebook นะครับ -/\-

Tuesday, October 20, 2009

ปฎิบัติธรรมแล้วมีความรักได้ไหม??

http://larndham.net/narupan/PantipSakajcha02.htm



ในระหว่างเส้นทางเดินนั้น หากพบคนที่ควรร่วมทางไปด้วยกัน ก็เดินเป็นเพื่อนกันไป
แต่หากไม่พบเพื่อนร่วมทางที่ดี ก็ควรนึกถึงภาษิตบทหนึ่งที่ว่า
"เอโก จเร ขักคะ วิสานะ กัปโป - พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด"





อ่านคุณดังตฤณและคุณสันตินันท์เขียนเกี่ยวกับความรักกับการปฎิบัติธรรมได้จากกระทู้เก่าที่ลานธรรมนำมาเก็บไว้

(อย่าลืมอ่านที่คุณดังตฤณและคุณสันตินันท์ตอบกระทู้ล่าง ๆ ด้วยนะ ^^)

อนุโมทนาพี่ ๆ เพื่อน ๆ ที่โพส link ให้ผมได้ไปอ่าน และขอบคุณทีมงานทุก ๆ ท่านที่เก็บกระทู้มีค่าเหล่านี้ไว้ครับ -/\-

Friday, October 2, 2009

ระเบิดสามลูก!!!

ขอบคุณภาพจากเวปพลังจิตครับ


คราวหนึ่ง.....มีนักเรียนแพทย์ที่จบจากศิริราช จะออกไปเป็นแพทย์ฝึกหัดตามโรงพยาบาลต่าง ๆ ได้มาขอโอวาทจากท่าน
ขอให้ท่านกรุณาให้โอวาทด้วยเพราะจะออกไปปฏิบัติหน้าที่แล้ว




ท่านธมมวิตกโก ได้ให้โอวาทว่า



==========



ถ้าจะมาขอโอวาท ก็จะเตือนให้ระวังระเบิดสามลูก มีชื่อ "ราคะ" "โทสะ" และ "โมหะ"

ระเบิดสามลูกนี้ร้ายกาจมาก เป็นรากเง่าของความชั่วร้าย



เรื่อง
"โทสะ" เห็นจะไม่มีใครชอบเพราะเป็นของร้อนและเห็นได้ง่ายว่าเป็นทุกข์

 แต่ "ราคะ" และ "โมหะ" ให้ระวังให้มาก เพราะมาในรูปของไฟเย็น ให้ความสุขได้, มองไม่ค่อยเห็นความทุกข์
 
และ "ราคะ" นั้นเมื่อมี "โมหะ" เข้าช่วยจะไปกันใหญ่ เพราะจะพากันหลงรักหลงชัง"








เมื่อท่านให้โอวาทจบได้ถามแพทย์ผู้หนึ่งว่าจะไปอยู่ไหน นายแพทย์ผู้นั้นตอบว่าไปอยู่โรงพยาบาลเชียงใหม่


ท่านธมมวิตกโก
บอกว่า คุณต้องระวังให้มากนะ เพราะจะเดือดร้อนจากระเบิดสามลูกนี้โดยเฉพาะลูกที่ชื่อราคะ



==========



ธรรมะจากเจ้าคุณนรฯ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จาก ที่นี่ ครับ (ขออภัย post url link แล้วเป็นภาษาต่างด้าว)

อนุโมทนาผู้จัดทำเวปประวัติและธรรมะเจ้าคุณนรฯ ด้วยครับ -/\-

Thursday, October 1, 2009

ธรรมะจากสมเด็จย่า








"แม่นี้เกิดมาก็แก่มากแล้ว จะตายเมื่อไหร่ก็ได้ แล้วตายแล้วห้ามร้องไห้ ไม่ให้ร้องไห้เพราะเป็นของธรรมดา คนเราก็ต้องตาย"

-/\-

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ


Tuesday, September 29, 2009

เดินจงกรม (6)...เดินอย่างสมถะและวิปัสสนา



เดินจงกรมอย่างสมถะและวิปัสสนา



ความเห็นที่ 3 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน ศุกร์ ที่ 24 มีนาคม 2543 11:26:20

ในหลักการแล้ว การเดินจงกรมที่ถูกต้องคือการเดินอย่างมีสติสัมปชัญญะ
เช่นเดียวกับการนั่งที่ถูกต้อง คือการนั่งอย่างมีสติสัมปชัญญะ


ถ้ามีสติสัมปชัญญะ จะปฏิบัติธรรมในอิริยาบถใดก็ถูกต้องทั้งสิ้น
ถ้าขาดสติสัมปชัญญะ ต่อให้เดินจงกรมจนเท้าแตก
ก็ยังไม่ใช่การปฏิบัติธรรมแท้จริงในทางพระพุทธศาสนา


******************************

การเดินจงกรมนั้น จะเดินให้เป็นสมถกรรมฐานก็ได้
จะให้เป็นวิปัสสนากรรมฐานก็ได้
ทั้งที่เดินอยู่ในที่เดียวกัน และในท่าเดียวกันนั่นเอง


ท่าทางและสิ่งแวดล้อมภายนอก ไม่ใช่ตัวตัดสินว่าเป็นสมถะหรือวิปัสสนา
หากแต่ลักษณาการของจิตและอารมณ์ต่างหาก เป็นตัวตัดสิน
คือถ้ามีสติจดจ่อลงในสิ่งหนึ่งสิ่งใด
เช่นจดจ่อลงที่เท้าซึ่งเคลื่อนไหว
จดจ่อลงในคำบริกรรมอันเป็นสมมุติบัญญัติ
เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวเท้า เช่นยก ย่าง เหยียบ
หรือบริกรรมขวาพุท ซ้ายโธ อะไรก็แล้วแต่
ถ้าสติจดจ่อลงในสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้ว ล้วนเป็นสมถะทั้งหมด


แต่ถ้าในขณะนั้น จิตผู้รู้ทรงตัวอยู่ต่างหากเป็นธรรมเอก
มีสัมปชัญญะความไม่หลง และมีสติระลึกรู้การเดิน
รู้ปรมัตถ์ของกาย เวทนา จิต ธรรม
อันนั้นคือการเจริญวิปัสสนา


ถ้ากล่าวเช่นนี้ หมู่เพื่อนที่เคยฝึก "รู้"
จะสามารถแยกสภาวะ 2 อย่างนี้ออกจากกันได้อย่างชัดเจน
เพราะอย่างหนึ่งนั้น จิตเคลื่อนเข้าไปจดจ่อรวมกับสิ่งที่ถูกรู้
ในขณะที่อีกอย่างหนึ่ง จิตเป็นธรรมเอก ทรงตัวอย่างเบิกบานแยกออกจากสิ่งที่ถูกรู้
จิตก็อยู่ส่วนจิต อารมณ์ก็อยู่ส่วนอารมณ์
แล้วก็มีปัญญาเห็นความเป็นไตรลักษณ์ของจิตและอารมณ์ไปตามสภาพ


***********************************


เมื่อกล่าวถึงการเดินจงกรมอย่างเป็นวิปัสสนา
จะเดินเพื่อเจริญกายานุปัสสนาสติปัฏฐานก็ได้
จะเจริญเวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา
หรือธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานก็ได้เช่นกัน
ไม่ต่างกับการนั่งสมาธิ ที่จะเจริญสติปัฏฐานหมวดใดก็ได้


เช่นถ้าเดินจงกรมโดยเห็นกายอยู่ในอิริยาบถเดิน
โดยจิตเป็นผู้รู้การเดินของกาย
ก็เป็นการเจริญกายานุปัสสนา ในหมวดอิริยาบถบรรพ


ถ้าจิตเป็นผู้รู้การเคลื่อนไหวของกาย
ก็เป็นการเจริญกายานุปัสสนา ในหมวดสัมปชัญญบรรพ


ถ้าเดินแล้วเหงื่อไหลไคลย้อย และรู้ด้วยจิตผู้รู้
ก็เป็นการเจริญกายานุปัสสนา ในหมวดปฏิกูลมนสิการบรรพ
ถ้าเดินแล้วรู้ความแข็งของกายที่กระทบพื้น ก็เป็นการรู้ธาตุดิน เป็นต้น


ถ้าเดินแล้วจิตผู้รู้ รู้ถึงความสุขสบายในการเดิน
รู้เรื่อยไป จนเกิดปวดเมื่อย ก็รู้ความปวดเมื่อยเป็นทุกขเวทนา
เดินต่อไปอีกจนหายเมื่อย หรือไปนั่งพักจนหายเมื่อย
หรือเดินจงกรมไป ระลึกรู้ความทุกข์ในจิตใจไป
ในที่สุดความทุกข์ใจก็ดับ เกิดความสุขสงบในใจ
ก็รู้เรื่อยไป จนความสุขสงบก็ดับ
เหลือแต่จิตที่เป็นกลางเบิกบาน สงบ ผ่องใส ก็รู้ไปอีก
อันนี้ก็คือการเจริญเวทนานุปัสสนาในอิริยาบถเดิน(จงกรม)


ถ้าเดินแล้วจิตผู้รู้ รู้ถึงความรู้สึกเมื่อเท้ากระทบพื้น
ก็เฝ้ารู้ความรู้สึกนั้นเรื่อยไป จะเห็นความเกิดดับของมันชัดเจน
ทำมากเข้าก็จะเห็นความกระเทือน ความไหว ขึ้นมาถึงอก
แล้วก็เดินรู้ความรู้สึกในอกเรื่อยไป
ก็จะเห็นชัดถึงจิตสังขารนานาชนิดที่หมุนเวียนกันเกิดดับ
เช่นเห็นความเกียจคร้านเบื่อหน่ายที่จะเดินบ้าง
เห็นความซึมเซา และความฟุ้งซ่านของจิตบ้าง
เห็นความสงบสุขผ่องใสของจิตบ้าง
อันนี้ก็คือการดูจิตในอิริยาบถเดิน
เป็นการเจริญจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน


เมื่อเดินมากเข้า ดูจิตละเอียดเข้า ก็จะเห็นความอยากเกิดขึ้นบ้าง
จิตหลงตามความอยากไปยึดอารมณ์บ้าง
แล้วความทุกข์ก็เกิดขึ้น
ในที่สุดจะรู้ถึงกลไกการเกิดทุกข์ และกลไกของความดับทุกข์
การเฝ้ารู้อยู่นี้ คือการเจริญธัมมานุปัสสนาในระหว่างเดินจงกรม


***************************


สรุปแล้ว จงกรม ก็คือ "การก้าวไป" อันเป็นอิริยาบถหนึ่งของมนุษย์
ไม่ใช่เรื่องที่ประหลาดพิสดารอะไรเลย
ความอัศจรรย์ของการเดินจงกรม
อยู่ที่การนำวิธีการปฏิบัติธรรมทั้งสมถะ และวิปัสสนามาสวมลงในอริยาบถเดิน
แล้วทำให้มนุษย์ธรรมดาๆ คนหนึ่ง
สามารถเดินไปถึงสวรรค์ และพรหมโลก
หรือดับขันธ์เข้าถึงนิพพานที่ไม่มีการไปและไม่มีการมา


ที่เล่ามานี้เป็นเพียงหลักการนะครับ
ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยและกลวิธีเฉพาะตัว
ของการปฏิบัติธรรมในอิริยาบถเดิน
เป็นเรื่องที่แต่ละท่านมีประสบการณ์แตกต่างกันไป
และคุณพัลวันเชิญชวนให้มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันแล้ว



***************************


ความเห็นที่ 9 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน เสาร์ ที่ 25 มีนาคม 2543 15:49:55


เทคนิคการเดินมีหลากหลายครับ
ถ้าจิตฟุ้งซ่านมากนักก็เดินแบบสมถะเสียก่อน
เช่นเอาสติจดจ่อรู้การเคลื่อนไหวของเท้า
อาจจะบริกรรมกำกับเข้าไปด้วยก็ได้ตามถนัด
เมื่อจิตมีกำลังแล้ว จิตจะเขยิบขึ้นมารู้ตัวทั่วพร้อม
แล้วขยับมาดูจิตทำงาน ต่อไป


หรืออย่างการเดินรู้ความรู้สึกที่เท้ากระทบพื้นนั้น
ถ้าสติจ่อเข้าไปที่ความรู้สึก ก็เป็นสมถะได้เหมือนกัน
แต่เมื่อทำมากเข้า ความรู้ตัวค่อยแจ่มชัดขึ้น
ก็จะรู้การกระทบนั้นไปอย่างสบายๆ โดยจิตไม่ไหลเข้าไปในความรู้สึกนั้น
ต่อมาเมื่อเกิดกิเลสตัณหาใดๆ ขึ้น ก็จะรู้ชัดเจนต่อไป
สำหรับประเด็นที่รู้ขึ้นมาที่อกนั้น ไม่อยากให้พวกเรากังวลถึงมากนัก
เอาเป็นว่า กิเลสตัณหาเกิดดับที่ไหน ก็รู้อยู่ตรงนั้นดีกว่าครับ
แล้วมันจะเข้ามารู้ที่หทยวัตถุที่อกหรือไม่ ก็ช่างมันเถอะครับ
ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติธรรมดาดีกว่า



***************************

จากเวป http://www.bangkokmap.com/pm/content/view/136/38/

อนุโมทนาผู้จัดทำเวป bangkokmap ด้วยครับ
-/\-

Tuesday, September 22, 2009

เดินจงกรม (5)...เท้าใหม่หัดเดินจงกรม



ตอนนี้ผมกำลังเป็นเท้าใหม่หัดเดินจงกรมอยู่
ที่ว่าเป็นเท้าใหม่ ก็เพราะหยุดเดินจงกรมไปตั้ง ๘-๙ ปีเลย
เพราะก่อนหน้านี้เดินแล้วไปเพ่งกายเพ่งจิต
ซึ่งเป็นการเดินที่ผิด ผิดจนเครียด ผิดจนหนักตื้อไปหมด
แม้หลังจากดูจิตเป็นแล้ว พอจะเดินจงกรมทีไร
ก็จะต้องมีอันเพ่งไปตามความเคยชินซะทุกที
ลองสังเกตมาตลอด ๘-๙ ปี จึงเพิ่งเห็นว่า
ช่วงนี้จิตเริ่มทิ้งความเคยชินที่ผิด ๆ ลงบ้างแล้ว
ก็เลยพอจะเริ่มกลับมาหัดเดินจงกรมได้กับเค้าซะที

เอาละครับ มาเริ่มเดินจงกรมกันเลยดีกว่า

ช้าก่อน...
ก่อนเริ่มเดินจงกรม สังเกตดูใจตัวเองซิว่า
มีความอยากเดินจงกรมหรือเปล่า
มีความคาดหวังว่าเดินแล้วจิตต้องสงบ
เดินแล้วจิตต้องมีกำลัง ต้องตั้งมั่น อะไรทำนองนี้หรือเปล่า
หลายคนจะมีความอยาก
มีความคาดหวังอะไรทำนองนี้ไม่มากก็น้อย

ใครรู้สึกอยากเดิน รู้สึกคาดหวังผลอะไรอยู่
ก็อย่าเพิ่งเริ่มก้าวเท้าเดิน ทั้งที่ยังอยากยังคาดหวัง
ให้หัดดูจิตที่มีความอยากก่อน ให้หัดดูจิตที่มีความคาดหวังก่อน
พอรู้สึกว่าความอยาก ความคาดหวัง เบาบางลง
หรือหายไปแล้ว จึงเริ่มเดินได้นะครับ
อันนี้เป็นเทคนิคของการเดินจงกรมที่สำคัญมาก
ถ้าพลาดไปเริ่มเดินทั้งที่มีความอยาก มีความคาดหวังครอบงำจิต
ก็จะพลาดไปติดเพ่งเอาง่าย ๆ แบบที่ผมพลาดมาแล้วนั่นเอง

ก่อนเริ่มเดินก้าวแรก...
ให้ยืนรู้สึกตัวสบาย ๆ ก่อน อย่าพรวดพราดเริ่มก้าวเท้าเดิน
ยืนรู้สึกตัวสบาย ๆ ก่อน แล้วจึงเริ่มก้าวเท้าเดิน

เดินท่าไหนดีละ?...
ให้เดินด้วยท่าทางที่สบาย ๆ
(เราจะเดินจงกรม ไม่ใช่ย่องจงกรมนะครับ)
ถ้าชอบเดินเอามือไปจับกันไว้ข้างหลัง ก็เอาไว้แบบนี้
ถ้าชอบเดินเอามือมากุมไว้ข้างหน้า ก็เอาไว้แบบนี้
ถ้าจะเดินกอดอก เดินล้วงกระเป๋า หรือเอามือไว้อย่างไร
แม้แต่จะเปลี่ยนท่าทางสลับไปมา
หรือเดินแบบไร้ท่าทางที่ตายตัว ก็ได้ตามใจชอบเลยครับ


ต้องเดินช้าหรือเร็ว?...
อันนี้ต้องทดลองดูเองครับ
ทดลองเดินช้าก่อนก็ได้ หรือจะทดลองเดินเร็วก่อนก็ได้
ถ้าเดินช้าแล้วรู้สึกอึดอัด เคร่งเครียดไป ก็เดินให้เร็วขึ้น
ถ้าเดินเร็วแล้ว รู้สึกใจจะลอยๆ ก็ให้เดินช้าลง
เดินช้า เร็ว ประมาณไหนแล้วรู้สึกได้ว่า
เดินแล้วใจสบาย ๆ ไม่เคร่งเครียด ไม่ล่อยลอยเกินไป
ก็ให้เดินช้า เร็ว ประมาณนั้นแหละครับ

ต้องเดินไปกลับ หรือเดินวนไปเรื่อย ๆ?...
อันนี้ก็แล้วแต่สถานที่จะเอื้ออำนวย
หรือจะเอาแบบที่ชอบก็ได้ครับ
แต่ถ้าเดินวนไปเรื่อย ๆ ขอแนะนำว่า
ให้มีตำแหน่งหยุดยืนเป็นระยะ ๆ
เพราะตรงที่มีการหยุดยืนนี่เอง
ที่จะเป็นจุดที่จิตจะกลับมามีสติได้ง่าย หลังจากที่เผลอไป
ส่วนการเดินไปกลับ จะมีจุดที่ต้องหยุดยืนก่อนกลับตัวอยู่แล้ว
และควรใช้ระยะทางเดินที่ไม่ยาวเกินไปนะครับ
คือถ้าตอนหัดเดินใหม่ๆ แล้วเดินเป็นระยะทางที่ยาวเกินไป
ก็จะเดินแบบไม่มีสติหรือเผลอนานเกินไป

เดินแล้วต้องดูอะไร ต้องรู้อะไร?...
ก็ให้รู้ร่างกายที่กำลังเดินซิครับ
รู้นะ ไม่ใช่เพ่งจ้องจนเคร่งเครียด
รู้แบบสบาย ๆ นุ่มนวล
แล้วก็ ไม่ฝืน ไม่บังคับจิต ถ้าจิตจะคิดก็ให้คิดได้ตามปกติ
ถ้าจิตจะเผลอ-ลืมกาย แล้วไปมอง ฟังเสียง สนใจสิ่งอื่น
ก็ให้จิตเผลอไปได้ ให้จิตลืมกายไปได้
ไม่ต้องกังวล ไม่ต้องกลัวนะว่า จะเผลอนาน
เพราะจิตที่เผลอไปนั้น จะเผลอไม่นานหรอก
และในจังหวะที่หยุดยืน จิตก็จะกลับมารู้กายได้เองไม่ยาก

ขณะเดินจงกรมก็แค่...
เดินไปรู้สึกไปสบาย ๆ ว่ามีร่างกายกำลังเดินไป
เดี๋ยวจิตก็จะเผลอไป ลืมกายไป
เผลอไปคิดบ้าง เผลอไปมองบ้าง เผลอไปฟังเสียงบ้าง
ซึ่งในขณะกำลังเผลอ จิตจะไม่รู้สึกว่ามีร่างกายกำลังเดิน
หรือถ้ารู้สึกก็ไม่ชัด รู้แบบเบลอๆ มัวๆ
พอเผลอไปเดี๋ยวก็จะ รู้ว่าเผลอไป
พอรู้ว่าเผลอไป ก็เริ่มมารู้สึกว่ามีร่างกายกำลังเดินใหม่
เดินไปรู้สึกว่ามีร่างกายกำลังเดิน สลับกับรู้ว่าเผลอไป ...เท่านี้เอง

ข้อสังเกต!...
๑. ถ้าเดินแล้วเครียด แน่น จุก อึดอัด แสดงว่า เพ่งมากไปแล้ว
ให้หยุดพักก่อน พอหายเครียด หายแน่น หายเพ่งแล้ว
ก็ค่อยกลับเริ่มต้นใหม่ อย่าฝืนเดินไปทั้งที่เพ่ง
เพราะถ้าฝืนเดินแล้วไม่หายเพ่ง ก็จะกลายเป็นเพ่งเคยชิน
แล้วจะไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการเดินจงกรม
แย่หน่อยก็แบบผมเองที่เพ่งจนชิน
กว่าจะเลิกเพ่งก็เสียเวลาไปตั้งหลายปีทีเดียว

๒. ถ้าเดินแล้ว เกิดรู้สึกว่าร่างกายมีแค่เท้า มีแค่ขา
มีแค่ตัว หรือมีแค่ส่วนเดียว ไม่รู้สึกว่ามีส่วนอื่นๆ อยู่ด้วย
เช่นมีแต่ตัว ไม่รู้สึกว่ามีหัว ก็แสดงว่า จิตไหลไปแช่ที่จุดใดจุดหนึ่ง
ก็ให้ทราบด้วยว่า การเดินแบบนี้อาจพลิกไปเป็นสมถะได้
แต่ไม่ใช่การเดินเพื่อมีสติรู้กายรู้ใจแบบวิปัสสนา

ต้องเดินนานแค่ไหน?...
เรื่องเวลานี่ ใครจะตั้งใจเดินนานสักกี่นาที ก็ตามสบายเลยครับ
แต่อย่าตั้งเวลาไว้นานเกินไปนะครับ
เพราะถ้าเดินไม่ไหว ก็จะบั่นทอนกำลังใจตัวเองซะเปล่าๆ
หรือจะเริ่มสัก ๕ นาที ๑๐ นาที ก่อนก็ได้ครับ
ส่วนวันไหนเดินแล้วมีสติบ่อย จะเดินมากกว่าที่ตั้งเวลาไว้ก็ได้
หรือพอเดินชำนาญแล้วจะเพิ่มเป็นกี่นาทีก็ได้เลยครับ

เอ้า...ใครจะหัดเดินจงกรมแบบเท้าใหม่หัดเดิน
ก็ลงเท้าเริ่มหัดเดินกันได้เลยครับ

==========

จาก blog อ.สุรวัฒน์ครับ


_/\_
ขอบพระคุณอ.สุรวัฒน์ครับ

========

เดินจงกรม (4)...จังหวะหมุนตัวกลับ...

http://gotoknow.org/file/sasinanda/Serenity.jpg


หลายครั้งได้มีโอกาสดูสหธรรมิกหลายท่านเดินจงกรม
เห็นจุดที่ก่อให้เกิดความเหม่อ ไม่รู้เนื้อรู้ตัวแบบสั่งสมในทุกคน
วันนี้มีโอกาสเฝ้าชมอีกครั้ง
แม้แต่คนที่นึกว่าน่าจะเดินถูกก็ผิดเหมือนคนอื่น
เลยคิดว่าควรตั้งเป็นกระทู้โดยเฉพาะขึ้นมา
น่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนผู้แสวงที่สุดทุกข์ทั้งหลาย


ความผิดประการแรก



หลายคนสร้างภาพนักเดินจงกรมขึ้นมา
แทนที่จะกำหนดใจไว้ ว่าจะเดินเพื่อความรู้ที่เท้า
ผลคือจะเดินแบบแมวย่องขโมยปลาบ้าง
เดินแบบผีดิบกระตุกไปกระตุกมาบ้าง
หรือเดินแบบนักบุญผู้มีจิตใจเปี่ยมด้วยคุณธรรมบ้าง
นั่นเป็นการเดินด้วยจินตนาการในหัวทั้งสิ้น
ขอให้สังเกตว่าเมื่อเกิดความคิดฟุ้ง
ความฟุ้งนั้นจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับภาพนักเดินจงกรมที่สร้างขึ้นมาทันที
เพราะเส้นแบ่งระหว่างจินตนาการกับความคิดฟุ้งซ่านนั้นบางเฉียบ
วิธีแก้คือเดินเหินให้เป็นธรรมชาติ เดินแบบคนดีๆเขาเดินกัน
ต่างจากทั่วไปคือไม่เร่งรีบเหมือนตามโจร
แล้วก็ไม่ช้าเหมือนคนตกงาน
ให้ความสำคัญกับใจ ใจต้องจ่ออยู่กับเท้า


ความผิดประการที่สอง



หลายคนยกและเหยียบแบบเกร็งนิดๆ
ผลคือใจพลอยเกร็งตามกาย นานๆเข้าก็รู้สึกว่าการเดินจงกรมเป็นของหนัก
เป็นภาระไม่สบาย น่าอึดอัด ทำให้อยากเลิกเร็วๆ
แล้วไม่นึกพิศวาสจะกลับมาเดินอีก
บางคนอาจได้ความสงบ แต่ไม่ได้ความสบาย
เพราะใจที่กดอยู่ตลอดนั้น แม้นิ่ง ก็ไม่ใช่แบบรวมดวงหนักแน่น
ไม่ใช่แบบจิตใสใจเบา และยิ่งไม่ใช่แบบที่จะรู้ทั่วพร้อม
(บางจังหวะอาจฟลุกเข้าโฟกัสตั้งมั่น เห็นทั่วเหมือนกัน
แต่จิตจะกระด้าง แห้งแล้ง ด้วยความเกร็งสั่งสม)
วิธีแก้คือปล่อยเท้าสบายๆ เหมือนคนเดินเตะเท้าเล่นตอนยก
และเหมือนคนชอบวางเท้าลงเต็มๆฝ่าเท้า
ใจเย็นสังเกตทุกฝีก้าว อย่าให้หลุดจากความสบายเป็นความเครียดเกร็ง
เดินอย่างนี้แค่สองสามรอบก็จะเป็นอัตโนมัติ ไม่ได้ฝืนอะไร
ถ้าเหยียบลงเต็มฝ่าเท้าสบายๆอย่างต่อเนื่อง
สะท้อนให้เห็นว่าใจลงมาอยู่กับเท้าไม่ขาดระยะ



ความผิดประการที่สาม



ทุกคน (ที่ผมมีโอกาสเฝ้าชมการเดินจงกรมสด)
หมุนตัวกลับแบบเปิดโอกาส หรือสร้างช่องโหว่ให้ความเหม่อมาครอบงำ
กล่าวคือสมมุติว่าเท้าขวาเป็นก้าวเหยียบสุดท้ายของรอบ
ก็จะใช้เท้าขวานั้นเป็นจุดหมุนตัวทันที
และหมุนแบบครึ่งเร็วครึ่งช้า
ผมเห็นว่าด้วยอาการที่ว่านั้น สติของทุกคนหายไป หรืออย่างน้อยเลือนไป
เพราะจังหวะที่คงเส้นคงวามาตลอด ถูกทำให้ขาดสาย หรือชะงักลง


ความเหม่อสั่งสมนี้มีผลเสียหลายอย่าง
ระยะสั้นคือทำให้จิตขาดความต่อเนื่อง ต้องพยายามดึงกลับมาใหม่
ระยะยาวคือทำให้สติไม่เชื่อมกันสนิท
เหมือนเส้นทางยาวที่มีหลุมมีบ่อเป็นพักๆ
วิธีหมุนตัวกลับที่ถูกจึงควรหยุดก่อนหมุนนิดหนึ่งเพื่อตั้งหลักรู้
กล่าวคือสมมุติว่าเท้าขวาเป็นก้าวสุดท้ายที่ถึงจุดหยุด
ต้องให้เท้าซ้ายตามเข้ามาชิดอย่างมีวินัย แล้วพักจังหวะหนึ่ง
(จังหวะใจจะนับเท่ากับก้าวเท้าหนึ่งก้าว)
แล้วหมุนตัวแบบที่ใจจะนับจังหวะเดียวเท่ากับหนึ่งก้าวเช่นกัน
(อาจไม่ต้องดูทะมัดทะแมงถึงขนาดลูกเสือ-เนตรนารีกลับหลังหัน)
พอหันกลับมาต้องตั้งหลักหยุดเพื่อนับในใจเท่ากับหนึ่งจังหวะก้าวด้วย


ความคงเส้นคงวาและจังหวะจะโคนที่สม่ำเสมอนั้น
ถ้าทำได้อย่างต่อเนื่องจะเห็นผลเปลี่ยนแปลงทันตาเห็น
ทดลองดูนะครับ ด้วยความปรารถนาดี.


จากคุณ : ดังตฤณ [ 14 ก.พ. 2543 / 00:25:17 น. ]

==========

มาจากกระทู้เดียวกับ เดินจงกรม (3) ครับ ^^

อนุโมทนาทีมงานทุก ๆ ท่านจากเวปลานธรรมด้วยครับ

เดินจงกรม (3)...ความต่อเนื่องของสติ...

ขอบคุณภาพจาก อ.อ้อม ครับ



ผมเดินจงกรมเหมือนกับนั่งสมาธิครับ

เพียงแต่ตอนเดิน จะรู้การเคลื่อนไหวของกายกับจิต
(แล้วแต่ว่า ขณะนั้น สติจะจดจ่อลงที่ใด)
ส่วนตอนนั่งและนอน จะรู้ลมหายใจกับจิต


จุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่การยืน เดิน นั่ง นอน
แต่อยู่ที่ความต่อเนื่องของสติและสัมปชัญญะ


ระดับความเร็วของการเดิน เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีปัญหามาก
บางคนจะพยายามเดินช้า - ช้ามาก - ช้าที่สุด
ก้าวหนึ่งกำหนดได้ 6 - 7 จังหวะ
แต่บางคนก็เดินเร็วเหมือนตามควาย (คุณดังตฤณใช้คำว่าตามโจร
ซึ่งผมเห็นว่า ตามโจรบางทีก็ต้องซุ่ม ต้องย่องย่าง ไม่เร็วเสมอไปหรอก :) )


การเดินเร็วโดยนับจังหวะก้าวไปด้วย หรือบริกรรมไปด้วย
อาจจะมีประโยชน์บ้าง ในตอนที่จิตฟุ้งซ่าน
คือเดินและนับหรือบริกรรมเร็วๆ จิตจะได้ไม่มีเวลาไปคิดเรื่องอื่น


ส่วนการเดินช้า - ช้ามาก - ช้าที่สุด นั้น
เขาว่ากันว่าเพื่อให้กำหนดสติทัน
แต่ผมเดินแบบนั้นไม่เป็น จึงไม่เห็นประโยชน์ของการเดินช้าเพื่อให้สติตามทัน
กลับเห็นว่า เราควรฝึกสติสัมปชัญญะให้ไว ให้ทันการเดินปกติให้ได้
เพื่อจะเจริญสติสัมปชัญญะได้จริงในชีวิตประจำวัน
แต่อันนี้ เป็นเรื่องความถนัดส่วนตัวครับ ใครอยากเดินอย่างไรก็ไม่ว่ากัน
ให้มีสติสัมปชัญญะให้ต่อเนื่องได้จริงๆ ก็แล้วกัน


ถ้าสติไวจริงๆ แค่เอื้อมมือหยิบแก้วน้ำมาดื่มด้วยความเร็วปกติ
หรือก้าวเท้าเดินจงกรมด้วยความเร็วปกติ
ก็จะเห็นรูปเกิดดับต่อเนื่องกันถี่ยิบ ไม่ผิดกับภาพการ์ตูนเลย
นับไม่ทันด้วยซ้ำไปว่า มันกี่สิบกี่ร้อยจังหวะกันแน่
และการไล่นับ ก็จะเป็นภาระอันใหญ่หลวง เข้าขั้นทรมานจิตทีเดียว
เหมือนกับการพยายามนับเม็ดฝนที่ตกลงต่อหน้าเรา


เวลาเดินจงกรมนั้น จุดสำคัญอยู่ตอนที่จะหยุด หมุนตัว และเริ่มก้าวเดินใหม่
อันนี้จริงอย่างที่คุณดังตฤณกล่าวไว้
ยิ่งถ้าอายุมากแบบผม ขืนเดินพรวดพราดไปสุดทางจงกรม
ก็เหวี่ยงเท้าหมุนตัวกลับหลังหันทันที
ถึงสติจะไม่เคลื่อน แต่สังขารร่างกายเคลื่อนแน่นอน
ดีไม่ดีหน้ามืด ล้มคว่ำเอาง่ายๆ


ดังนั้นเดินไปสุดทางจงกรมแล้วหยุดอย่างสบายๆ เสียก่อน
ทำความรู้ตัวทั่วพร้อม แล้วค่อยหมุนตัวกลับ
จะเห็นรูปกายเกิดดับต่อเนื่องกันถี่ยิบในตอนหมุนตัว
แล้วก็มาหยุดรู้รูปยืนสักหน่อยหนึ่ง พอตั้งมั่นไม่ซวนเซแล้วจึงค่อยเดินต่อไป


งานกรรมฐานเป็นงานละเอียด
ปฏิบัติไปอย่างสบายๆ ประณีต เป็นธรรมชาติธรรมดา
อย่าไปปฏิบัติด้วยแรงจูงใจของกิเลส จนต้องวางมาดเป็นผู้ปฏิบัติ
แต่ถ้ากำลังจงใจ กำลังวางมาด กำลังกดข่มบังคับกายและจิต
ก็ให้คอยรู้เท่าทันไว้
เดี๋ยวมันก็เป็นธรรมดาเองแหละครับ


==========

คำแนะนำการเดินจงกรมโดย สันตินนท์ ในปี 2543


ขอบคุณกระทู้เก่าจากเวปลานธรรมครับ


http://larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/000935.htm

ปล. series การเดินจงกรมนี้ ไม่ได้ต่อเนื่องว่าจะต้องอ่านหรือเดิน เรียงลำดับจาก 1, 2, 3 นะครับ ผมเพียงแต่นำวิธีการเดินจงกรมโดยครูบาอาจารย์และผู้รู้ หลาย ๆ ท่านมารวบรวมไว้

อนุโมทนาทุกท่านครับ

เดินจงกรม (2)...เมื่อเดินก็รู้ว่าเดิน...


ท่าทางในการเดินที่สนับสนุนให้เกิดสติคือหัวตั้งตรง ตัวตั้งตรง สองขาเตะไปข้างหน้าสลับกัน โดยมีสัมผัสที่ฝ่าเท้ากระทบพื้นเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาที่ดำเนินไป ฉะนั้น หากมีสติเดินอย่างรู้ว่าเดิน ก็ย่อมต้องรู้สึกถึงฝ่าเท้ากระทบพื้นไม่ขาด เพราะเท้ากระทบพื้นเป็นสัมผัสที่เกิดขึ้นจริงโดยไม่ต้องใช้จินตนาการ


การเดินไม่ใช่เรื่องยาก ไม่ต้องฝึกก็เดินกันได้ แต่ที่จะรู้อาการเดินให้ถูกต้องตามจริงนั้น จำเป็นต้องฝึกกัน มิฉะนั้นระหว่างเดินมักจินตนาการไปต่างๆ เช่น จินตนาการไปว่าเรากำลังเดินอยู่ด้วยบุคลิกสงบสำรวม  เรากำลังเดินด้วยท่าทีที่น่าเกรงขาม  เรากำลังเดินอย่างมีความสุขล้นเหลือ  เรากำลังเดินไปสู่มรรคผลนิพพานที่รออยู่ไม่กี่ก้าวข้างหน้า หรือในทางตรงข้ามคือจินตนาการไปว่าเรากำลังเดินอย่างคนทอดอาลัยตายอยาก เรากำลังเดินอย่างคนแพ้ที่ไม่มีวันชนะ เรากำลังเดินอย่างคนที่ไม่มีทางไปถึงจุดหมาย ฯลฯ


การแกะเอาจิตออกมาจากจินตนาการ กลับสู่โลกความจริงที่กำลังปรากฏอยู่เฉพาะหน้า ก็ต้องอาศัยของจริงเช่นสัมผัสกระทบระหว่างเท้ากับพื้น เมื่อใดมีสติอยู่กับสัมผัสกระทบตามจริง เมื่อนั้นจินตนาการจะหายไป และจินตนาการหายไปนานขึ้นเท่าใด ใจเราก็จะอยู่ในภาวะรู้จริงไม่ผิดเพี้ยนนานขึ้นเท่านั้น


นี่จึงเป็นที่มาของการเดินจงกรม นักเจริญสติตั้งแต่สมัยพุทธกาลเป็นต้นมาจะให้เวลากับการเดินจงกรม เพื่อให้แน่ใจว่าสติไม่หายไปไหนเป็นเวลานานพอ ซึ่งเมื่อบ่มเพาะกำลังสติให้แข็งแรงดีแล้ว ต่อไปไม่ว่าเดินที่ไหน ใกล้ไกลเพียงใด ก็จะเป็นโอกาสของการเจริญสติได้หมด


จงกรมคือการเดินกลับไปกลับมาบนทางเท่าที่จะหาได้ อาจเป็นในร่มหรือกลางแจ้ง อาจสั้นเพียงสิบก้าวหรือยาวถึงห้าสิบก้าว ความยาวและสภาพของทางจงกรมไม่สำคัญไปกว่าวิธีรู้เท้ากระทบอย่างถูกต้อง


การจะรู้เท้ากระทบอย่างถูกต้องนั้น เริ่มแรกควรเน้นที่ใจอันเปิดกว้างสบาย ทำนองเดียวกับเดินเล่นชมสวน ขอให้เอามือไพล่หลัง เงยหน้ามองตรงแบบไม่จดจ้องเพ่งเล็งจุดใดจุดหนึ่ง ก้าวเท้าแบบเดียวกับทอดน่องเดินเพื่อความผ่อนคลาย แต่ในการเดินอย่างผ่อนคลายนั่นเอง ให้กำหนดรู้ผัสสะระหว่างเท้ากับพื้นไปด้วย ขอให้สังเกตว่าถ้าเท้าเกร็ง จะรู้กระทบไม่ชัด แต่ถ้าเท้าอ่อนและวางเหยียบพื้นได้เต็มฝ่าเท้าจะรู้สึกถึงกระทบได้ชัด ยิ่งรู้ต่อเนื่องนานเท่าใด เท้าก็ยิ่งปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆเท่านั้น


ที่เท้าจะอ่อนและวางเหยียบได้เต็มฝ่าเท้า นั้น ต้องไม่มีความเร่งร้อน ไม่มีความเพ่งเล็งเคร่งเครียด ไม่มีความฟุ้งซ่านซัดส่ายออกนอกตัว ใจต้องอ่อนโยนอยู่กับเรื่องเฉพาะหน้าคือเท้ากระทบก้าวต่อก้าวอย่างเดียว


หากกำลังฟุ้งซ่านจัด ขอให้ลองเดินด้วยอัตราเร็วขึ้นกว่าปกติ การรู้สัมผัสกระทบถี่ๆตามจริงจะช่วยลดคลื่นความฟุ้งลงมาได้ เท้าจะลดความกระด้างลง และแม้กายเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างเร็ว ก็ไม่มีความกำเกร็งที่ส่วนใดส่วนหนึ่ง เมื่อรู้สึกถึงเท้ากระทบพื้นชัดเจนอย่างสบาย ตลอดกายช่วงบนปลอดโปร่งดีแล้ว ก็ค่อยลดระดับความเร็วลงมาเป็นปกติเหมือนทอดน่องเช่นเคย


จังหวะกลับตัวที่ปลายทางจงกรมก็สำคัญ หากรีบเร่งกลับตัวแบบไม่ทันรู้เท้ากระทบจะมีผลเสียระยะยาว เช่น ทำให้เคว้ง งง หรือทำให้สติขาดลอยไปทีละน้อยรอบต่อรอบ ทางที่ดีคือเมื่อหยุดที่ปลายทางควรให้เท้าเสมอกัน แน่ใจว่ารู้สึกถึงฝ่าเท้าที่เหยียบยืนหยุดนิ่งชั่วขณะนั้น แล้วจึงกลับหลังหันโดยแบ่งออกเป็นขวาหันสองครั้ง เท้าขวานำเท้าซ้าย แต่ละการขยับเท้ายกเหยียบให้รู้สึกถึงสัมผัสกระทบไม่ต่างจากก้าวเดินธรรมดา


การฝึกเดินจงกรมในที่เฉพาะเป็นเรื่องดี แต่จะดียิ่งขึ้นถ้าเราทำทุกก้าวในชีวิตประจำวันให้เหมือนเดินในทางจงกรม เพราะสติรู้เท้ากระทบจะนำไปสู่ความรู้ตัวว่ากำลังเดิน และความรู้ตัวว่ากำลังเดินจะนำไปสู่ความรู้อิริยาบถต่างๆอย่างทั่วถึงในที่สุด


==========


จาก มหาสติปัฎฐานสูตร โดยคุณดังตฤณ / นิตรสารธรรมะใกล้ตัวฉบับที่ 27

http://dungtrin.com/mag/?27.prepare

อนุโมทนาทุกท่านด้วยครับ -/\-


Monday, September 14, 2009

เดินจงกรม.....จากครูบาอาจารย์

source pic: http://gotoknow.org/file/sasinanda/เดินจงกรม.jpg

เทคนิคการเดินจงกรมสำหรับผู้เริ่มต้น ในช่วงแรก ๆ



เอาแรงใจเข้าช่วย โดยพนมมือ มนสิการ (น้อมจิต) อธิษฐานว่า
ขอปฏิบัติข้อวัตร ด้วยการเดินเพื่อบูชาถวายพระพุทธเจ้า
(แม้เทวดาที่อยากทำ ก็ยังทำไม่ได้เลย)
แล้วลงมือเดินเสมือนพระองค์ทอดพระเนตรมอง
(ไม่ต้องเครียด แค่รู้สึกว่าท่านมองอยู่ จะทำให้เรามีความตั้งใจขึ้น)


    ที่ปลายทางจงกรม ให้หยุดนิดหนึ่งตอนกลับตัว
    หมุนตัวกลับมาแล้ว สำรวจสติที่หล่นหายไปกลางทา

    เรียกความพร้อมกายใจกลับมาอี
    กครั้ง (เอาล่ะ...)
    ทุกรอบ คือรอบใหม่ ตรึงขั้วขึงหัวท้าย มั่นคงกว่ากัน



    เวลาเดิน ไม่ต้องสนใจอะไรทั้งนั้น นอกจากฝ่าเท้ากระทบปึ้บ ๆ ๆ ๆ ๆ
    ไม่ต้องสนแม้ก้าวซ้ายขวา ไม่ต้องสนแม้เย็นร้อนอ่อนแข็

    ไม่ต้องสนใจทำให้รู้สึกว่าก
    ายเคลื่อนไหว ไม่ต้องคิดอะไรทั้งนั้น
    รู้เท้าแค่นั้น ปึ้บ ๆ ๆ ๆ เผลอไปคิดเมื่อไหร่ ก็กลับมารู้อยู่ที่เท้า



    เมื่อรู้ของหยาบเช่นนี้ได้ชั
    ดขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว
    มันจะย้อนกลับมาดูใจได้ง่าย
    ขึ้นเอง
    เริ่มต้นก็เอาอย่างนี้ก่อน เอากำลังก่อน



    ถ้าฟุ้งซ่านแรง ให้ลงเท้าให้หนักขึ้นอีกนิด
    (อย่ากระแทกแรงเกิน ดูสุขภาพตัวเองด้วย) : )
    วิหารธรรมก็คือตัวที่กระทบพื้
    น ปึ้บ ๆ ๆ ๆ นี่แหละ
    ให้น้ำหนักนี้เรียกสติเรากลั
    บคืนมา



    ระยะทางในการเดินที่เหมาะสมที่สุดคือ 25 ก้าว
    มากไปเผลอนานไม่รู้ตัว น้อยไปเวียนหัว : )
    (ทางเดินจงกรมที่เคยไปเดินม

    เขาทำไว้เดินได้ 25 ก้าว พอเหมาะพอดีจริง ๆ ด้วยค่ะ
    ส่วนใครเดินที่บ้านไม่ถึง 25 ก้าว ก็ไม่เป็นไรนะคะ
    เอาแบบไม่สั้นไปก็น่าจะพอโอ
    เค ^^")



    ใช้วิ่ง หรือว่ายน้ำ เพื่อให้รู้กายได้ไหม "ได้"
    ทำได้เหมือนกัน ดีเหมือนกัน
    แต่อย่าลืมกลับมาเดินจงกรมด้ว

    เพราะจะเป็นรูปแบบที่ให้ควา
    มมั่นคงกว่ากัน



    เดินไป เปิดธรรมะของครูบาอาจารย์ฟั
    งไปด้วยได้ไหม "ไม่ควร"
    เอาเท้ากระทบที่เรารู้นี่แหละ ให้ชัดที่สุด พอแล้ว
    เดี๋ยวอีกหน่อยฟังไปด้วยก็จ
    ะติด เป็นมีอามิสไปด้วย
    เอาแค่เดินรู้เท้าเราอย่างเ
    ดียวพอแล้ว


ชีวิตนี้ น้อยนัก สั้นนัก แต่สำคัญนัก

"ไปทำให้มาก ๆ นะ..."

_/|\_


==========


ขอบคุณพี่แต้วสำหรับวิธีการเดินจงกรมจากครูบาอาจารย์

ใครสนใจอ่านฉบับเต็มอ่านได้ที่
http://www.facebook.com/home.php#/note.php?note_id=156245307624

อนุโมทนาพี่แต้วด้วยครับ -/\-

Sunday, September 13, 2009

กฐินสวนสันติธรรม

Start:     Oct 11, '09 05:00a
End:     Oct 11, '09 11:00a
Location:     สวนสันติธรรม

งานกฐินสวนสันติธรรมประจำปี 2552

เจ้าภาพกฐินปีนี้ คือ คุณสุภาวรรณ พวงงาม (คุณจูน) ดร. เพิ่มพูน อู่ทองทรัพย์ (อ.ตู่) และคณะศิษย์

กำหนดการณ์งานกฐินครับ



ขอบคุณ http://wimutti.net สำหรับข้อมูลครับ

กัลยาณมิตร

 

กัลยาณมิตร



เพื่อน
ผู้ร่วมธุระร่วมกิจร่วมการหรือร่วมอยู่ในสภาพอย่างเดียวกัน, ผู้ชอบพอรักใคร่คบหากัน, ในทางธรรม เนื้อแท้ของความเป็นเพื่อน อยู่ที่ความมีใจหวังดีปรารถนาดีต่อกัน กล่าวคือ เมตตา หรือไมตรี เพื่อนที่มีคุณสมบัติเช่นนี้ เรียกว่า
มิตร


การคบเพื่อนเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งอย่างหนึ่ง ที่จะนำชีวิตไปสู่ความเสื่อมความพินาศ หรือสู่ความเจริญงอกงาม พึงหลีกเลี่ยงมิตรเทียมและเลือกคบหาคนที่เป็นมิตรแท้



บุคคลที่ช่วยชี้แนะแนวทาง ชักจูงตลอดจนแนะนำสั่งสอน ชักนำผู้อื่นให้ดำเนินชีวิตที่ดีงาม ให้ประสบผลดีและความสุข ให้เจริญก้าวหน้า ให้พัฒนาในธรรม แม้จะเป็นบุคคลเสมอกัน หรือเป็นมารดาบิดาครูอาจารย์ ตลอดทั้งพระสงฆ์ จนถึงพระพุทธเจ้า ก็นับว่าเป็นเพื่อน แต่เป็นเพื่อนใจดี หรือเพื่อนมีธรรม เรียกว่า กัลยาณมิตร แปลว่า มิตรดีงาม

 

กัลยาณมิตรมีคุณสมบัติที่เรียกว่า
กัลยาณมิตรธรรม
หรือธรรมของกัลยาณมิตร ๗ ประการ คือ


       "๑.ปิโย"
น่ารัก ด้วยมีเมตตา เป็นที่สบายจิตสนิทใจ ชวนให้อยากเข้าไปหา


      "๒.ครุ"
น่าเคารพ ด้วยความประพฤติหนักแน่น เป็นที่พึงอาศัยได้
ให้รู้สึกอบอุ่นใจ


       "๓. ภาวนีโย"
น่าเจริญใจ ด้วยความเป็นผู้ฝึกฝนปรับปรุงตน
ควรเอาอย่างให้ระลึกและเอ่ยอ้างด้วยซาบซึ้งภูมิใจ


  "๔. วัตตา"
รู้จักพูดให้ได้ผล รู้จักชี้แจงแนะนำ เป็นที่ปรึกษาที่ดี


      "๕. วจนักขโม"
อดทนต่อถ้อยคำ พร้อมที่จะรับฟังคำปรึกษาซักถาม
ตลอดจนคำเสนอแนะวิพากย์วิจารณ์


       "๖. คัมภีรัญจะ กถัง กัตตา"
แถลงเรื่องล้ำลึกได้ สามารถอธิบาย
เรื่องยุ่งยากซับซ้อนให้เข้าใจ
          และสอนให้เรียนรู้เรื่องราวที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไป


       "๗. โน จัฏฐาเน นิโยชเย"
ไม่ชักนำในอฐาน คือ ไม่ชักจูงไปในทางเสื่อมเสียหรือ
เรื่องเหลวไหลไม่สมควร



Source: http://84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=เพื่อน



 

Tuesday, September 8, 2009

อยากให้พ่อแม่สนใจธรรมะบ้าง ทำอย่างไรดี?

source picture: http://gotoknow.org/file/mrschuai/preview/Grass_Roots.jpg



คำถาม:

ทำอย่างไรให้คุณพ่อคุณแม่มีความสนใจทางด้านธรรมะได้บ้างครับ?



คุณดังตฤณตอบ:


การที่เราจะให้คนอื่นมาสนใจในเรื่องทางธรรมเนี่ย เรื่องธรรมะไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ นะ
 เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องของการเปลี่ยนชีวิต



เราคิดอย่างงี้ได้ไหมละ
ถ้าอยากจะเปลี่ยนชีวิตคุณพ่อคุณแม่เนี่ยมันเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็ก
มันเห็นชัดขึ้นนะ มันไม่ใช่บอกว่าทำอย่างไรให้พวกท่านมาสนใจธรรมะ
คุณพูดว่า ทำอย่างไรที่จะเปลี่ยนชีวิตพ่อแม่



คน ๆ หนึ่งหวงตัวเองอยู่นะ หวงวิธีที่ตัวเองคิด วิธีที่ตัวเองพูด วิธีที่ตัวเองทำ
 แล้วคุณจะไปเปลี่ยนเนี่ย มันเรื่องง่ายหรือเรื่องยาก
คิดแบบนี้มันจะได้แบบค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป



ไม่ใช่อยู่ ๆ ไปตั้งโจทย์ว่า ทำยังใงให้มาสนใจธรรมะ
แต่ทำยังไงให้ค่อย ๆ ฟัง เงี่ยหูฟังอะไรที่มันน่าฟังหน่อย
ค่อย ๆ พูดอะไรทีมันเป็นในทางที่เป็นเหตุเป็นผล เป็นไปในทางธรรมะหน่อย
เพราะว่าวิธีพูดของคนปกติเนี่ยมันจะพูดตามใจ พูดตามกิเลสสั่ง



รามีอะไรต่อมิอะไรของครูบาอาจารย์เนี่ย ไม่ใช่อยู่ ๆ เหมือนกับไปยัด
เหมือนกับบอกว่าพ่อพูดอย่างงี้ แม่พูดอย่างงั้น
ห้ามทำอย่างโง้น ห้ามทำอย่างงี้
นั่นไม่ใช่ธรรมะนะ นั่นไม่ใช่การให้ธรรมะ นั่นคือการไปฝึนใจกัน

นั่นคือการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลให้กลายไปเป็นคนอื่น



เอาวิธีที่ถูกต้อง ค่อย ๆ กล่อม
เนี่ยเปิด CD ธรรมะให้ท่านฟัง
ถ้าท่านไม่ฟังก็ไม่ต้องไปฝืนใจ ไม่ต้องอะไรทั้งสิ้น
แต่ใช้วิธีแบบน้ำหยอดลงหิน ค่อย ๆ ซึมไป นะ



==========



เป็นเสียงแกะจากเทป ไมได้นำมาจากข้อเขียน ลักษณะการตอบจึงไม่เหมือนเวลาคุณดังตฤณเขียนตอบนะครับ

ชม VDO คุณดังตฤณตอบปัญหาได้ที่ http://www.baanaree.net/media/articleList.php?pg=articlenew&cid=6 ครับ

อนุโมทนาผู้จัดทุกท่านด้วยครับ