Friday, December 25, 2009

VDO หลวงพ่อปราโมทย์ แสดงธรรม ณ ราชวิทยาลัยจิตแพทย์






VDO หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แสดงธรรมเทศนา ณ ราชวิทยาลัยจิตแพทย์ เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2552

แนะนำให้ชมทั้งหมดด้วย Youtube ครับ ขอบคุณ คุณ sweetwinter2 ที่นำขึ้น youtube เป็นตอน ๆ ครับ -/\-

ขอบคุณทุกท่านที่แวะมารับชมครับ



ตอนที่ 1


ตอนที่ 2


ตอนที่ 3


ตอนที่ 4


ตอนที่ 5


ตอนที่ 6


ตอนที่ 7

Thursday, December 24, 2009

ด้วยรอยยิ้มอิ่มปัญญา: อารมณ์ขันพระอรหันต์

Rating:★★★★★
Category:Books
Genre: Religion & Spirituality
Author:วีระวัฒน์ ชลสวัสดิ์
ในเล่มไม่ได้มีแต่อารมณ์ขันพระอรหันต์เท่านั้น แต่ให้แง่คิดและคำสอนต่าง ๆ ของท่านด้วย ทำให้ทราบว่าครูบาอาจารย์สมัยก่อนท่านลำบากในการเผยแพร่ธรรมะมีญาติโยมต่อ ต้านถึงขนาดตักอุจจาระห่อใส่ในบาตรกันเลย แต่ปฎิปทาครูบาอาจารย์ทุกท่านยังงดงาม เมตตาต่อทุกคน กราบครูบาอาจารย์ทุกท่านครับ -/\- -/\- -/\-

ยกตัวอย่างมาให้อ่านสักเรื่องหนึ่ง พอเป็นพิธี


==========


ตอบได้หมด


แล้วหลวงปู่ตื้อท่านก็พูดขึ้นมาอีกว่า "ไหน ใครมีปัญหาอะไรอยากถาม ถามมาได้เลย กูเนี่ยตอบได้หมด ยิ่งถ้าเป็นปัญหาเป็นพัน ๆ ปีก็ยิ่งตอบได้ถนัดเลย"


"โอโฮ้ ! ขนาดนั้นเลยเหรอหลวงปู่" โยมคนเดิมกล่าวขึ้น


โยมคนอื่น ๆ ที่ฟังอยู่ตรงนั้น มองหลวงปู่ตาเชื่อม นึกศรัทธาในใจอย่างบอกไม่ถูก


"ก็เออสิวะ....กูตอบได้หมด ปัญหาในโลกนี้ ยิ่งนานเป็นพันปี กูยิ่งตอบได้ถนัด เต็มปากเต็มคำเลย"


"ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นล่ะเจ้าคะ หลวงปู่" โยมผู้หญิงถามขึ้นมาบ้าง


"อ้าว! ก็มันนานมาแล้ว ไม่มีคนไปรู้กับกูหรอก ไม่มีคนไปค้นได้ ไอ้คนที่ถามกูมันก็ไม่รู้เรื่องเหมือนกันล่ะวะ !"

==========


อนุโมทนาผู้เขียนและเรียบเรียงด้วยครับ< /span>


Tuesday, December 15, 2009

พระอานนท์ พุทธอนุชา

Rating:★★★★★
Category:Books
Genre: Religion & Spirituality
Author:วศิน อินทสระ



อ่านคุณ Ying LeoLino นำเรื่องพระอานนท์ พุทธอนุชา บางตอนมาเขียนใน facebook แล้วติดใจ เจอที่ร้านหนังสืออีกวันเลยซื้อมาอ่านด้วย ชอบมากเหมือนกัน เป็นเรื่องเล่าของพระอานนท์สมัยพุทธกาลและหลังพระพุทธเจ้าปรินิพพาน อ่านสนุกได้เนื้อหาสาระ นำตัวอย่างจากคุณหญิงมาให้อ่านกันนะครับ

อนุโมทนาหญิงด้วย

http://www.facebook.com/notes/ying-leolino/bim-hnng-k-mx/200320243866


==========


ได้อ่านบทความหนึ่งแล้วรู้สึกซาบซึ้งมาก เลยขอเอามาแบ่งปันให้ทุกคนได้อ่านด้วยนะคะ

จากหนังสือ พระอานนท์ พุทธอนุชา โดย วศิน อินทสระ



“ภิกษุทั้งหลาย ปัญหาที่เผชิญอยู่เบื้องหน้าของทุกๆคน คือปัญหาเรื่องทุกข์และความดับทุกข์”

มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายถูกความทุกข์เสียบอยู่ทั้งทางกายและทางใจ อุปมาเหมือนผู้ถูกยิงด้วยลูกศรซึ่งกำซาบด้วยยาพิษแล้ว ญาติมิตรเห็นเข้าเกิดความกรุณา จึงพยายามจะช่วยกันถอนลูกศร แต่บุรุษผู้โง่เขลาบอกว่าต้องไปลืบให้ได้เสียก่อนว่าใครเป็นคนยิงและยิงมาจากทิศไหน ลูกศรทำด้วยไม้อะไร แล้วจึงจะค่อยมาถอนลูกศรออก

ภิกษุทั้งหลาย บุรุษผู้นั้นจะต้องตายเสียก่อนเป็นแน่แท้ ความจริงเมื่อถูกยิงแล้ว หน้าที่ของเขาก็คือ ควรพยายามถอนลูกศรออกเสียทันที ชำระแผลให้สะอาดแล้วใส่ยาและรักษาแผลให้หายสนิท

หรืออีกอุปมาหนึ่งเหมือนบุคคลที่ไฟไหม้อยู่บนศีรษะควรรีบดับเสียโดยพลัน ไม่ควรเที่ยววิ่งหาคนผู้เอาไฟมาเผาศีรษะตน ทั้งๆที่ไฟลุกไหม้อยู่

..........


ภิกษุทั้งหลาย สังสารวัฏนี้โพลงอยู่ด้วยเพลิงทุกข์นานาประการโหมให้ร้อนอยู่ทั่ว สัตว์ทั้งหลายดิ้นทุรนทุรายอยู่ในกองทุกข์แห่งสังสารวัฏนี้ ใครเล่าจะเป็นผู้ดับ ถ้าทุกคนไม่ช่วยกันดับทุกข์แห่งตน

อุปมาเหมือนบุรุษ สตรี ผู้รวมกันอยู่ในบริเวณกว้างแห่งหนึ่ง และต่างคนต่างถือดุ้นไฟใหญ่อันไฟลุกโพลงอยู่ทั่วแล้ว ต่างคนต่างก็วิ่งวนกันอยู่ในบริเวณนั้น และร้องกันว่า “ร้อน ร้อน”

ภิกษุทั้งหลาย คราวนั้นมีบุรุษผุ้หนึ่งเป็นผู้ฉลาดร้องบอกให้ทุกๆคนทิ้งดุ้นไฟในมือของตนเสีย ผู้ที่ยอมเชื่อ ทิ้งดุ้นไฟก็ได้ประสบความเย็น ส่วนผู้ไม่เชื่อก็ยังคงวิ่งถือดุ้นไฟพร้อมด้วยร้องตะโกนว่า ร้อน ร้อน อยู่นั่นเอง

ภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตได้ทิ้งดุ้นไฟแล้ว และร้องบอกให้เธอทั้งหลายทิ้งเสียด้วย ดุ้นไฟที่กล่าวถึงนี้คือกิเลสทั้งมวล อันเป็นสิ่งที่เผาลนสัตว์ให้เร่าร้อนกระวนกระวาย

.........


ภิกษุทั้งหลาย อายตนะภายใน6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ อายตนะภายนอก6 คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธัมมารมณ์ เป็นของร้อน ร้อนเพราะไฟ คือ ราคะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง

ภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตไม่พิจารณาเห็นรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะใดๆที่จะครอบงำรึงรัดใจของบุรุษได้มากเท่ารูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะแห่งสตรี

ภิกษุทั้งหลาย เราไม่พิจารณาเห็นรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะใดๆที่จะครอบงำรึงรัดใจของสตรีได้มากเท่ารูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะแห่งบุรุษ

ภิกษุทั้งหลาย กามคุณนี้เรากล่าวว่าเป็นเหยื่อแห่งมาร เป็นดอกไม้แห่งมาร เป็นกำลังพลแห่งมาร ภิกษุผู้ปรารถนาจะประหารมาร พึงสลัดเหยื่อแห่งมาร ขยี้พวงดอกไม้แห่งมาร และทำลายกำลังพลแห่งมารเสีย

ภิกษุทั้งหลาย เราเคยเยาะเย้ยกามคุณ ณ โพธิมณฑลในวันที่เราตรัสรู้นั้นเองว่า ดูก่อนกาม เราได้เห็นต้นเค้าของเจ้าแล้ว เจ้าเกิดจากความดำริคำนึงถึงนั้นเอง เราจักไม่ดำริถึงเจ้าอีก ด้วยประการฉะนี้ กามเอย เจ้าจะเกิดอีกไม่ได้

..........


อารมณ์อันวิจิตร สิ่งสวยงามในโลกนี้มิใช่กาม แต่ความกำหนัดยินดีที่เกิดขึ้นเพราะความดำริต่างหากเล่าเป็นกามของคน
เมื่อกระชากความพอใจออกเสียได้แล้ว สิ่งวิจิตรและรูปที่สวยงามก็คงอยู่อย่างเก้อๆทำพิษอะไรมิได้อีกต่อไป

โกกิลาเอย มนุษย์ทั้งหลายผู้ยังมีอวิชชาเป็นฝ้าบังปัญญาจักษุนั้น เป็นเสมือนทารกน้อยผู้หลงเข้าไปในป่าใหญ่อันรกทึบซึ่งเต็มไปด้วยอันตรายอันน่าหลาดกลัวและว้าเหว่เงียบเหงา

มนุษย์ส่วนใหญ่แม้จะร่าเริงแจ่มใสอยู่ในหมู่ญาติและเพื่อนฝูง แต่ใครเล่าจะทราบว่าในส่วนลึกแห่งหัวใจเขาจะว้าเหว่และเงียบเหงาสักปานใด แทบทุกคนว้าเหว่ ไม่แน่ใจว่าจะยึดเอาอะไรเป็นหลักของชีวิตที่แน่นอน เธอปรารถนาจะเป็นอย่างนั้นด้วยหรือ?

น้องหญิง บัดนี้เธอมีธรรมะเป็นเกาะที่พึ่งแล้ว จงยึดธรรมเป็นที่พึ่งต่อไปเถิด อย่าหวังอย่างอื่นเป็นที่พึงเลย ดดยเฉพาะความรักความเสน่หาไม่เคยเป็นที่พึ่งจริงจังให้แก่ใครได้ มันเป็นเสมือนตอที่ผุ จะล้มลงทันทีเมื่อถูกคลื่นซัดสาด

ธรรมเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตมนุษย์ ไม่ว่าเขาจะอยู่ในเพศใดภาวะใด การกระทำที่นึกถึงภายหลังแล้วต้องเสียใจนั้น พระศาสดาทรงสอนให้เว้นเสีย เพราะฉะนั้นแม้จะประสบปัญหาหัวใจ หรือได้รับความทุกข์ยากลำบากสักปานใด ก็ต้องไม่ทิ้งธรรม

_/\_ _/\_ _/\_


Friday, December 11, 2009

คิริมานนทสูตร

Rating:★★★★★
Category:Books
Genre: Religion & Spirituality
Author:แปลโดยเจ้าพระคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์



คิริมานนทสูตร

มีโอกาสได้อ่านไปครึ่งเล่ม ชอบมากมายแต่ไปหาซื้อที่ร้านหนังสือไม่มีเลย โชคดีหาเจอใน Internet อนุโมทนาผู้จัดทำด้วยครับ อยากให้ลองอ่านกันนะครับ :)


...พระมหากัสสปะเจ้าถามพระอานนท์ว่า "ดูกรอานนท์ พระสูตรอันชื่อว่าคิริมานนทสูตรนั้น พระพุทธเจ้าแสดงแก่บุคคลใด และตรัสเทศนา ณ ที่ไหน ปรารถอะไรให้เป็นเหตุจึงได้ตรัสเทศนา มีวิตถารพิศดารอย่างไร? ขอให้พระอานนท์เจ้าจงแสดงต่อไปในกาลบัดนี้..."

อ่านต่อได้จาก pdf นะ อนุโมทนาทุกท่านครับ -/\-


Sunday, December 6, 2009

จิตเหมือนท่อนไม้ลอยน้ำ



จิตเหมือนท่อนไม้ลอยน้ำ

ถ้าไม่ติดข้องในสิ่งเจ็ดประการจะถึงนิพพานด้วยตัวเอง


มีครั้งนึงพระพุทธเจ้าอยู่ริมแม่น้ำคงคากับพระกลุ่มใหญ่แล้วท่านก็ชี้ให้พระดูท่อนไม้ลอยน้ำมา ชี้บอก


ภิกษุทั้งหลาย ท่อนไม้นี้ลอยอยู่ในแม่น้ำคงคา
ถ้าท่อนไม้นี้ไม่ติดฝั่งซ้ายไม่ติดฝั่งขวา
ไม่ไปเกยตื้น เกยตื้นอยู่ตามเกาะตามแก่งอะไรอย่างนี้
ไม่ติดฝั่งซ้าย ไม่ติดฝั่งขวา ไม่ไปเกยตื้น
ไม่ถูกคนหรืออมนุษย์จับเอาไว้
ไม่ถูกน้ำวนดูดจมลงไปหรือวนอยู่ที่เดิมไปไหนไม่ได้
ไม่ผุพังเน่าเสียก่อน
ท่อนไม้นี้ก็จะลอยไปสู่มหาสมุทร


จิตของเรานี้เหมือนกัน มีแนวโน้มที่จะไปสู่มหาสมุทรคือมรรคผลนิพพาน


ถ้าไม่ติดฝั่งซ้ายไม่ติดฝั่งขวา
ไม่ไปเกยตื้น
ไม่ถูกมนุษย์และอมนุษย์จับไว้
ไม่ถูกน้ำวนดูดไว้
ไม่เน่าในเสียก่อน


ถ้าจิตของเรามีคุณสมบัติอย่างนี้นะ
การจะบรรลุมรรคผลนิพพานมันจะเป็นไปเอง
มันจะเป็นไปเอง มันมีแนวโน้ม โน้มน้อมไปสู่มรรคผลนิพพานโดยตัวของมันเอง
เพราะฉะนั้นคนที่สกัดกั้นมันไว้ส่วนมากก็คือตัวเรานี่เอง


คำว่า ฝั่งซ้ายและฝั่งขวา ก็คือการที่จิตของเราไปหลงติดอยู่ในสิ่งที่เป็นคู่ๆ

บางคนยึดในความดี เกลียดความชั่วรุนแรงนี่ติดนะ
บางคนยึดชั่วเกลียดดี ก็ติดอีกนะ
บางคนยึดสุขเกลียดทุกข์ ก็ติดอีก
ติดคู่ที่สำคัญมากเลย ก็คือติดในการเผลอไปกับติดในการเพ่งไว้
ติดในกามสุขัลลิกานุโยค คือจิตใจหลงตามกิเลสไป
เพลิดเพลินไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย
แล้วก็เพ่งเอาไว้ นั่งปฏิบัติเกือบทั้งหมดคือเพ่งอยู่นะ
เพราะฉะนั้นติดฝั่งอยู่นะ ไปไหนไม่ได้หรอก
นักเพ่งทั้งหลายก็ติดอยู่บนฝั่งข้างหนึ่งนั่นเอง
ท่านไม่ได้บอกนะ ว่าข้างซ้ายหรือข้างขวา
ท่านแค่ว่ามันมีสองฝั่งแล้วติดฝั่ง คือติดในธรรมที่มันเป็นคู่ๆ


เกยตื้น คือไปติดอยู่ในภพอะไรอย่างหนึ่งที่เราสร้างขึ้นมา

หลายคนภาวนาจนจิตว่าง โล่ง สว่างไสวนะ แล้วก็เพลิดเพลินพอใจอยู่ในภพอันนั้น
นี่เกยตื้นแล้ว ชาตินี้ไม่ไปไหนแล้ว
บางคนดูจิตดูใจนะ จิตใจว่างสว่างอยู่ข้างหน้าอย่างนี้
ที่หลวงพ่อพูดว่าจิตไม่ถึงฐาน ไม่ถึงฐาน คือจิตไปสร้างภพอันนึงอยู่ข้างนอก
แล้วจิตก็ไปเกาะนิ่งๆ อยู่ในภพอันนั้น นี่เกยตื้นแล้ว เดินปัญญาต่อไปไม่ได้


ถูกมนุษย์จับไว้ ก็คือติดหมู่คณะ ติดพรรคติดพวก

ไปไหนก็กะเตงกันไปเป็นกลุ่มเบ้อเร่อเลย
เมื่อก่อนอยู่วัดป่านะ มีรถทัวร์เข้าไปกันเยอะ
พอรถทัวร์เข้ามา คนในวัดจะคุยกันแล้ว โอ้ พวกอรหันต์ทัวร์มาอีกแล้ว
นี่พวกอรหันต์ทัวร์ เพราะชอบไปหาข่าวลือว่าวัดไหนมีพระอรหันต์นะ จัดทัวร์ไป
อรหันต์หนึ่งวัด สองวัด สามวัด นี่วันนี้ไหว้อรหันต์เจ็ดวัดแล้ว ชาตินี้ไม่ตกนรกแล้ว
นี่ติดหมู่ติดคณะนะ

บางคนก็ห่วงคนอื่น ห่วงคนอื่นไม่ห่วงตนเอง
ห่วงหมู่คณะ ห่วงพรรคพวก
เห็นพรรคพวกติดกรรมฐานพยายามไปแก้ ตัวเองเลยติดด้วย อย่างนี้ก็มีนะ


ถูกอมนุษย์จับไว้ อะไรคืออมนุษย์ ชื่อเสียง เกียรติยศทั้งหลาย

ภาวนาไปแล้วดัง เป็นอาจารย์ใหญ่ดัง ขี่หลังเสือลงไม่ได้แล้ว
ชาตินี้ก็เลยอยู่บนหลังเสือตลอดไป มีนะ ไม่ใช่ไม่มี


ถูกน้ำวนคืออะไร น้ำวนคือกามนะ

น้ำวนคือกาม
ถ้าภาวนาดูจิตดูใจเป็นจะเห็นเลย จิตของเราจะหมุนอยู่ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ตลอดเวลา
หมุนติ้วๆ เลยนะ
คือเดี๋ยวก็วิ่งหาอารมณ์ทางตา เดี๋ยวก็วิ่งหาอารมณ์ทางหู
เดี๋ยววิ่งหาอารมณ์ทางจมูก ไปดมกลิ่น
เดี๋ยวก็วิ่งหารสที่เพลิดเพลิน หาสัมผัสที่ถูกอกถูกใจ
นี่จิตจะหมุนติ้วๆ หาอารมณ์อยู่อย่างนี้ ไปไหนไม่รอดหรอก
ยังติดอยู่ในกาม คือถูกน้ำวนไว้

จิตเน่าใน คือพวกไม่มีศีลธรรม ก่อกรรมทำชั่ว

บางคนดูถูกศีลนะ เจริญปัญญาได้แล้ว ไม่ต้องถือศีล เข้าใจผิด
ไม่ถือศีลไม่ได้ ถ้าเราไม่ถือศีลนะ ปัญญาของเราจะเป็นปัญญาของมหาโจร
เพราะฉะนั้นเราต้องมีศีล ถ้าเราทุศีลเมื่อไหร่นะ ก็เน่าอยู่ข้างใน
เปลือกนอกดูสวยงาม แต่เน่าอยู่ข้างใน นี่บรรลุมรรคผลไม่ได้

เพราะฉะนั้นพวกเรานะ สำรวจตัวเอง
เราติดฝั่งซ้ายฝั่งขวาไหม
เราไปเกยตื้น คือเราไปติดอยู่ในภพใดภพหนึ่งที่เราสร้างขึ้นเองหรือเปล่า
เราพัวพันในหมู่คณะ ปล่อยวางไม่ได้ จะหอบกระเตงกระเตงกันไป
หรือเราติดในชื่อเสียง
บางคนไปพูดธรรมะแล้วสนุกนะ
นี่ ได้แสดงธรรมะแล้วสนุก เพลิดเพลิน มีความสุข ติดอยู่ในความสุข
นี่ถูกอมนุษย์จับไว้
หรือใจของเราวันๆ หมกมุ่นในกามไหม
หมกมุ่นอยู่ในกามไปไม่รอดหรอก
ใจของเรามีศีลมีธรรมไหม
สำรวจนะ ลองไปสำรวจตัวเองเป็นการบ้าน


ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้แล้วนี่ ให้รู้กายแบบสบายๆ รู้จิตใจไปอย่างสบายๆ
ถึงวันนึงท่อนไม้นี้จะลอยไปถึงแม่น้ำ ถึงมหาสมุทรนะ
ออกจากแม่น้ำคงคา ถึงมหาสมุทร
ใจเราก็จะออกจากที่คับแคบไปสู่ที่กว้างไร้ขอบไร้เขต
จิตใจของเราแต่ละคนอยู่ในที่ขังนะ มีกรอบมีขัง มีจุดมีดวง มีกรอบขังอยู่แคบๆ
ถ้าภาวนาไปถึงช่วงนึงจะเห็นใจเราอยู่ในแคปซูล ใจเหมือนมีเปลือกหุ้มอยู่ ใจไม่มีอิสระ
วันใดที่เราออกสู่ทะเลได้ คือเข้าถึงธรรมแท้ๆ นะ ใจจะโล่งว่างเลยนะ
กว้างขวางไร้ขอบไร้เขต ไม่มีจุดไม่มีดวง ไม่มีที่ตั้ง

_/|\_ _/|\_ _/|\_


==========


พระธรรมเทศนาโดย หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

ที่มาบทความ: นิตยสารธรรมะใกล้ตัว
(http://dungtrin.com/mag/?64.pra)

ขอบคุณน้องอ้อมที่นำมาลงใน Facebook ครับ


ที่มาภาพประกอบ: http://www.flickr.com/photos/14302299@N05/2915155336/