Tuesday, September 29, 2009

เดินจงกรม (6)...เดินอย่างสมถะและวิปัสสนา



เดินจงกรมอย่างสมถะและวิปัสสนา



ความเห็นที่ 3 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน ศุกร์ ที่ 24 มีนาคม 2543 11:26:20

ในหลักการแล้ว การเดินจงกรมที่ถูกต้องคือการเดินอย่างมีสติสัมปชัญญะ
เช่นเดียวกับการนั่งที่ถูกต้อง คือการนั่งอย่างมีสติสัมปชัญญะ


ถ้ามีสติสัมปชัญญะ จะปฏิบัติธรรมในอิริยาบถใดก็ถูกต้องทั้งสิ้น
ถ้าขาดสติสัมปชัญญะ ต่อให้เดินจงกรมจนเท้าแตก
ก็ยังไม่ใช่การปฏิบัติธรรมแท้จริงในทางพระพุทธศาสนา


******************************

การเดินจงกรมนั้น จะเดินให้เป็นสมถกรรมฐานก็ได้
จะให้เป็นวิปัสสนากรรมฐานก็ได้
ทั้งที่เดินอยู่ในที่เดียวกัน และในท่าเดียวกันนั่นเอง


ท่าทางและสิ่งแวดล้อมภายนอก ไม่ใช่ตัวตัดสินว่าเป็นสมถะหรือวิปัสสนา
หากแต่ลักษณาการของจิตและอารมณ์ต่างหาก เป็นตัวตัดสิน
คือถ้ามีสติจดจ่อลงในสิ่งหนึ่งสิ่งใด
เช่นจดจ่อลงที่เท้าซึ่งเคลื่อนไหว
จดจ่อลงในคำบริกรรมอันเป็นสมมุติบัญญัติ
เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวเท้า เช่นยก ย่าง เหยียบ
หรือบริกรรมขวาพุท ซ้ายโธ อะไรก็แล้วแต่
ถ้าสติจดจ่อลงในสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้ว ล้วนเป็นสมถะทั้งหมด


แต่ถ้าในขณะนั้น จิตผู้รู้ทรงตัวอยู่ต่างหากเป็นธรรมเอก
มีสัมปชัญญะความไม่หลง และมีสติระลึกรู้การเดิน
รู้ปรมัตถ์ของกาย เวทนา จิต ธรรม
อันนั้นคือการเจริญวิปัสสนา


ถ้ากล่าวเช่นนี้ หมู่เพื่อนที่เคยฝึก "รู้"
จะสามารถแยกสภาวะ 2 อย่างนี้ออกจากกันได้อย่างชัดเจน
เพราะอย่างหนึ่งนั้น จิตเคลื่อนเข้าไปจดจ่อรวมกับสิ่งที่ถูกรู้
ในขณะที่อีกอย่างหนึ่ง จิตเป็นธรรมเอก ทรงตัวอย่างเบิกบานแยกออกจากสิ่งที่ถูกรู้
จิตก็อยู่ส่วนจิต อารมณ์ก็อยู่ส่วนอารมณ์
แล้วก็มีปัญญาเห็นความเป็นไตรลักษณ์ของจิตและอารมณ์ไปตามสภาพ


***********************************


เมื่อกล่าวถึงการเดินจงกรมอย่างเป็นวิปัสสนา
จะเดินเพื่อเจริญกายานุปัสสนาสติปัฏฐานก็ได้
จะเจริญเวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา
หรือธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานก็ได้เช่นกัน
ไม่ต่างกับการนั่งสมาธิ ที่จะเจริญสติปัฏฐานหมวดใดก็ได้


เช่นถ้าเดินจงกรมโดยเห็นกายอยู่ในอิริยาบถเดิน
โดยจิตเป็นผู้รู้การเดินของกาย
ก็เป็นการเจริญกายานุปัสสนา ในหมวดอิริยาบถบรรพ


ถ้าจิตเป็นผู้รู้การเคลื่อนไหวของกาย
ก็เป็นการเจริญกายานุปัสสนา ในหมวดสัมปชัญญบรรพ


ถ้าเดินแล้วเหงื่อไหลไคลย้อย และรู้ด้วยจิตผู้รู้
ก็เป็นการเจริญกายานุปัสสนา ในหมวดปฏิกูลมนสิการบรรพ
ถ้าเดินแล้วรู้ความแข็งของกายที่กระทบพื้น ก็เป็นการรู้ธาตุดิน เป็นต้น


ถ้าเดินแล้วจิตผู้รู้ รู้ถึงความสุขสบายในการเดิน
รู้เรื่อยไป จนเกิดปวดเมื่อย ก็รู้ความปวดเมื่อยเป็นทุกขเวทนา
เดินต่อไปอีกจนหายเมื่อย หรือไปนั่งพักจนหายเมื่อย
หรือเดินจงกรมไป ระลึกรู้ความทุกข์ในจิตใจไป
ในที่สุดความทุกข์ใจก็ดับ เกิดความสุขสงบในใจ
ก็รู้เรื่อยไป จนความสุขสงบก็ดับ
เหลือแต่จิตที่เป็นกลางเบิกบาน สงบ ผ่องใส ก็รู้ไปอีก
อันนี้ก็คือการเจริญเวทนานุปัสสนาในอิริยาบถเดิน(จงกรม)


ถ้าเดินแล้วจิตผู้รู้ รู้ถึงความรู้สึกเมื่อเท้ากระทบพื้น
ก็เฝ้ารู้ความรู้สึกนั้นเรื่อยไป จะเห็นความเกิดดับของมันชัดเจน
ทำมากเข้าก็จะเห็นความกระเทือน ความไหว ขึ้นมาถึงอก
แล้วก็เดินรู้ความรู้สึกในอกเรื่อยไป
ก็จะเห็นชัดถึงจิตสังขารนานาชนิดที่หมุนเวียนกันเกิดดับ
เช่นเห็นความเกียจคร้านเบื่อหน่ายที่จะเดินบ้าง
เห็นความซึมเซา และความฟุ้งซ่านของจิตบ้าง
เห็นความสงบสุขผ่องใสของจิตบ้าง
อันนี้ก็คือการดูจิตในอิริยาบถเดิน
เป็นการเจริญจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน


เมื่อเดินมากเข้า ดูจิตละเอียดเข้า ก็จะเห็นความอยากเกิดขึ้นบ้าง
จิตหลงตามความอยากไปยึดอารมณ์บ้าง
แล้วความทุกข์ก็เกิดขึ้น
ในที่สุดจะรู้ถึงกลไกการเกิดทุกข์ และกลไกของความดับทุกข์
การเฝ้ารู้อยู่นี้ คือการเจริญธัมมานุปัสสนาในระหว่างเดินจงกรม


***************************


สรุปแล้ว จงกรม ก็คือ "การก้าวไป" อันเป็นอิริยาบถหนึ่งของมนุษย์
ไม่ใช่เรื่องที่ประหลาดพิสดารอะไรเลย
ความอัศจรรย์ของการเดินจงกรม
อยู่ที่การนำวิธีการปฏิบัติธรรมทั้งสมถะ และวิปัสสนามาสวมลงในอริยาบถเดิน
แล้วทำให้มนุษย์ธรรมดาๆ คนหนึ่ง
สามารถเดินไปถึงสวรรค์ และพรหมโลก
หรือดับขันธ์เข้าถึงนิพพานที่ไม่มีการไปและไม่มีการมา


ที่เล่ามานี้เป็นเพียงหลักการนะครับ
ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยและกลวิธีเฉพาะตัว
ของการปฏิบัติธรรมในอิริยาบถเดิน
เป็นเรื่องที่แต่ละท่านมีประสบการณ์แตกต่างกันไป
และคุณพัลวันเชิญชวนให้มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันแล้ว



***************************


ความเห็นที่ 9 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน เสาร์ ที่ 25 มีนาคม 2543 15:49:55


เทคนิคการเดินมีหลากหลายครับ
ถ้าจิตฟุ้งซ่านมากนักก็เดินแบบสมถะเสียก่อน
เช่นเอาสติจดจ่อรู้การเคลื่อนไหวของเท้า
อาจจะบริกรรมกำกับเข้าไปด้วยก็ได้ตามถนัด
เมื่อจิตมีกำลังแล้ว จิตจะเขยิบขึ้นมารู้ตัวทั่วพร้อม
แล้วขยับมาดูจิตทำงาน ต่อไป


หรืออย่างการเดินรู้ความรู้สึกที่เท้ากระทบพื้นนั้น
ถ้าสติจ่อเข้าไปที่ความรู้สึก ก็เป็นสมถะได้เหมือนกัน
แต่เมื่อทำมากเข้า ความรู้ตัวค่อยแจ่มชัดขึ้น
ก็จะรู้การกระทบนั้นไปอย่างสบายๆ โดยจิตไม่ไหลเข้าไปในความรู้สึกนั้น
ต่อมาเมื่อเกิดกิเลสตัณหาใดๆ ขึ้น ก็จะรู้ชัดเจนต่อไป
สำหรับประเด็นที่รู้ขึ้นมาที่อกนั้น ไม่อยากให้พวกเรากังวลถึงมากนัก
เอาเป็นว่า กิเลสตัณหาเกิดดับที่ไหน ก็รู้อยู่ตรงนั้นดีกว่าครับ
แล้วมันจะเข้ามารู้ที่หทยวัตถุที่อกหรือไม่ ก็ช่างมันเถอะครับ
ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติธรรมดาดีกว่า



***************************

จากเวป http://www.bangkokmap.com/pm/content/view/136/38/

อนุโมทนาผู้จัดทำเวป bangkokmap ด้วยครับ
-/\-

Tuesday, September 22, 2009

เดินจงกรม (5)...เท้าใหม่หัดเดินจงกรม



ตอนนี้ผมกำลังเป็นเท้าใหม่หัดเดินจงกรมอยู่
ที่ว่าเป็นเท้าใหม่ ก็เพราะหยุดเดินจงกรมไปตั้ง ๘-๙ ปีเลย
เพราะก่อนหน้านี้เดินแล้วไปเพ่งกายเพ่งจิต
ซึ่งเป็นการเดินที่ผิด ผิดจนเครียด ผิดจนหนักตื้อไปหมด
แม้หลังจากดูจิตเป็นแล้ว พอจะเดินจงกรมทีไร
ก็จะต้องมีอันเพ่งไปตามความเคยชินซะทุกที
ลองสังเกตมาตลอด ๘-๙ ปี จึงเพิ่งเห็นว่า
ช่วงนี้จิตเริ่มทิ้งความเคยชินที่ผิด ๆ ลงบ้างแล้ว
ก็เลยพอจะเริ่มกลับมาหัดเดินจงกรมได้กับเค้าซะที

เอาละครับ มาเริ่มเดินจงกรมกันเลยดีกว่า

ช้าก่อน...
ก่อนเริ่มเดินจงกรม สังเกตดูใจตัวเองซิว่า
มีความอยากเดินจงกรมหรือเปล่า
มีความคาดหวังว่าเดินแล้วจิตต้องสงบ
เดินแล้วจิตต้องมีกำลัง ต้องตั้งมั่น อะไรทำนองนี้หรือเปล่า
หลายคนจะมีความอยาก
มีความคาดหวังอะไรทำนองนี้ไม่มากก็น้อย

ใครรู้สึกอยากเดิน รู้สึกคาดหวังผลอะไรอยู่
ก็อย่าเพิ่งเริ่มก้าวเท้าเดิน ทั้งที่ยังอยากยังคาดหวัง
ให้หัดดูจิตที่มีความอยากก่อน ให้หัดดูจิตที่มีความคาดหวังก่อน
พอรู้สึกว่าความอยาก ความคาดหวัง เบาบางลง
หรือหายไปแล้ว จึงเริ่มเดินได้นะครับ
อันนี้เป็นเทคนิคของการเดินจงกรมที่สำคัญมาก
ถ้าพลาดไปเริ่มเดินทั้งที่มีความอยาก มีความคาดหวังครอบงำจิต
ก็จะพลาดไปติดเพ่งเอาง่าย ๆ แบบที่ผมพลาดมาแล้วนั่นเอง

ก่อนเริ่มเดินก้าวแรก...
ให้ยืนรู้สึกตัวสบาย ๆ ก่อน อย่าพรวดพราดเริ่มก้าวเท้าเดิน
ยืนรู้สึกตัวสบาย ๆ ก่อน แล้วจึงเริ่มก้าวเท้าเดิน

เดินท่าไหนดีละ?...
ให้เดินด้วยท่าทางที่สบาย ๆ
(เราจะเดินจงกรม ไม่ใช่ย่องจงกรมนะครับ)
ถ้าชอบเดินเอามือไปจับกันไว้ข้างหลัง ก็เอาไว้แบบนี้
ถ้าชอบเดินเอามือมากุมไว้ข้างหน้า ก็เอาไว้แบบนี้
ถ้าจะเดินกอดอก เดินล้วงกระเป๋า หรือเอามือไว้อย่างไร
แม้แต่จะเปลี่ยนท่าทางสลับไปมา
หรือเดินแบบไร้ท่าทางที่ตายตัว ก็ได้ตามใจชอบเลยครับ


ต้องเดินช้าหรือเร็ว?...
อันนี้ต้องทดลองดูเองครับ
ทดลองเดินช้าก่อนก็ได้ หรือจะทดลองเดินเร็วก่อนก็ได้
ถ้าเดินช้าแล้วรู้สึกอึดอัด เคร่งเครียดไป ก็เดินให้เร็วขึ้น
ถ้าเดินเร็วแล้ว รู้สึกใจจะลอยๆ ก็ให้เดินช้าลง
เดินช้า เร็ว ประมาณไหนแล้วรู้สึกได้ว่า
เดินแล้วใจสบาย ๆ ไม่เคร่งเครียด ไม่ล่อยลอยเกินไป
ก็ให้เดินช้า เร็ว ประมาณนั้นแหละครับ

ต้องเดินไปกลับ หรือเดินวนไปเรื่อย ๆ?...
อันนี้ก็แล้วแต่สถานที่จะเอื้ออำนวย
หรือจะเอาแบบที่ชอบก็ได้ครับ
แต่ถ้าเดินวนไปเรื่อย ๆ ขอแนะนำว่า
ให้มีตำแหน่งหยุดยืนเป็นระยะ ๆ
เพราะตรงที่มีการหยุดยืนนี่เอง
ที่จะเป็นจุดที่จิตจะกลับมามีสติได้ง่าย หลังจากที่เผลอไป
ส่วนการเดินไปกลับ จะมีจุดที่ต้องหยุดยืนก่อนกลับตัวอยู่แล้ว
และควรใช้ระยะทางเดินที่ไม่ยาวเกินไปนะครับ
คือถ้าตอนหัดเดินใหม่ๆ แล้วเดินเป็นระยะทางที่ยาวเกินไป
ก็จะเดินแบบไม่มีสติหรือเผลอนานเกินไป

เดินแล้วต้องดูอะไร ต้องรู้อะไร?...
ก็ให้รู้ร่างกายที่กำลังเดินซิครับ
รู้นะ ไม่ใช่เพ่งจ้องจนเคร่งเครียด
รู้แบบสบาย ๆ นุ่มนวล
แล้วก็ ไม่ฝืน ไม่บังคับจิต ถ้าจิตจะคิดก็ให้คิดได้ตามปกติ
ถ้าจิตจะเผลอ-ลืมกาย แล้วไปมอง ฟังเสียง สนใจสิ่งอื่น
ก็ให้จิตเผลอไปได้ ให้จิตลืมกายไปได้
ไม่ต้องกังวล ไม่ต้องกลัวนะว่า จะเผลอนาน
เพราะจิตที่เผลอไปนั้น จะเผลอไม่นานหรอก
และในจังหวะที่หยุดยืน จิตก็จะกลับมารู้กายได้เองไม่ยาก

ขณะเดินจงกรมก็แค่...
เดินไปรู้สึกไปสบาย ๆ ว่ามีร่างกายกำลังเดินไป
เดี๋ยวจิตก็จะเผลอไป ลืมกายไป
เผลอไปคิดบ้าง เผลอไปมองบ้าง เผลอไปฟังเสียงบ้าง
ซึ่งในขณะกำลังเผลอ จิตจะไม่รู้สึกว่ามีร่างกายกำลังเดิน
หรือถ้ารู้สึกก็ไม่ชัด รู้แบบเบลอๆ มัวๆ
พอเผลอไปเดี๋ยวก็จะ รู้ว่าเผลอไป
พอรู้ว่าเผลอไป ก็เริ่มมารู้สึกว่ามีร่างกายกำลังเดินใหม่
เดินไปรู้สึกว่ามีร่างกายกำลังเดิน สลับกับรู้ว่าเผลอไป ...เท่านี้เอง

ข้อสังเกต!...
๑. ถ้าเดินแล้วเครียด แน่น จุก อึดอัด แสดงว่า เพ่งมากไปแล้ว
ให้หยุดพักก่อน พอหายเครียด หายแน่น หายเพ่งแล้ว
ก็ค่อยกลับเริ่มต้นใหม่ อย่าฝืนเดินไปทั้งที่เพ่ง
เพราะถ้าฝืนเดินแล้วไม่หายเพ่ง ก็จะกลายเป็นเพ่งเคยชิน
แล้วจะไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการเดินจงกรม
แย่หน่อยก็แบบผมเองที่เพ่งจนชิน
กว่าจะเลิกเพ่งก็เสียเวลาไปตั้งหลายปีทีเดียว

๒. ถ้าเดินแล้ว เกิดรู้สึกว่าร่างกายมีแค่เท้า มีแค่ขา
มีแค่ตัว หรือมีแค่ส่วนเดียว ไม่รู้สึกว่ามีส่วนอื่นๆ อยู่ด้วย
เช่นมีแต่ตัว ไม่รู้สึกว่ามีหัว ก็แสดงว่า จิตไหลไปแช่ที่จุดใดจุดหนึ่ง
ก็ให้ทราบด้วยว่า การเดินแบบนี้อาจพลิกไปเป็นสมถะได้
แต่ไม่ใช่การเดินเพื่อมีสติรู้กายรู้ใจแบบวิปัสสนา

ต้องเดินนานแค่ไหน?...
เรื่องเวลานี่ ใครจะตั้งใจเดินนานสักกี่นาที ก็ตามสบายเลยครับ
แต่อย่าตั้งเวลาไว้นานเกินไปนะครับ
เพราะถ้าเดินไม่ไหว ก็จะบั่นทอนกำลังใจตัวเองซะเปล่าๆ
หรือจะเริ่มสัก ๕ นาที ๑๐ นาที ก่อนก็ได้ครับ
ส่วนวันไหนเดินแล้วมีสติบ่อย จะเดินมากกว่าที่ตั้งเวลาไว้ก็ได้
หรือพอเดินชำนาญแล้วจะเพิ่มเป็นกี่นาทีก็ได้เลยครับ

เอ้า...ใครจะหัดเดินจงกรมแบบเท้าใหม่หัดเดิน
ก็ลงเท้าเริ่มหัดเดินกันได้เลยครับ

==========

จาก blog อ.สุรวัฒน์ครับ


_/\_
ขอบพระคุณอ.สุรวัฒน์ครับ

========

เดินจงกรม (4)...จังหวะหมุนตัวกลับ...

http://gotoknow.org/file/sasinanda/Serenity.jpg


หลายครั้งได้มีโอกาสดูสหธรรมิกหลายท่านเดินจงกรม
เห็นจุดที่ก่อให้เกิดความเหม่อ ไม่รู้เนื้อรู้ตัวแบบสั่งสมในทุกคน
วันนี้มีโอกาสเฝ้าชมอีกครั้ง
แม้แต่คนที่นึกว่าน่าจะเดินถูกก็ผิดเหมือนคนอื่น
เลยคิดว่าควรตั้งเป็นกระทู้โดยเฉพาะขึ้นมา
น่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนผู้แสวงที่สุดทุกข์ทั้งหลาย


ความผิดประการแรก



หลายคนสร้างภาพนักเดินจงกรมขึ้นมา
แทนที่จะกำหนดใจไว้ ว่าจะเดินเพื่อความรู้ที่เท้า
ผลคือจะเดินแบบแมวย่องขโมยปลาบ้าง
เดินแบบผีดิบกระตุกไปกระตุกมาบ้าง
หรือเดินแบบนักบุญผู้มีจิตใจเปี่ยมด้วยคุณธรรมบ้าง
นั่นเป็นการเดินด้วยจินตนาการในหัวทั้งสิ้น
ขอให้สังเกตว่าเมื่อเกิดความคิดฟุ้ง
ความฟุ้งนั้นจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับภาพนักเดินจงกรมที่สร้างขึ้นมาทันที
เพราะเส้นแบ่งระหว่างจินตนาการกับความคิดฟุ้งซ่านนั้นบางเฉียบ
วิธีแก้คือเดินเหินให้เป็นธรรมชาติ เดินแบบคนดีๆเขาเดินกัน
ต่างจากทั่วไปคือไม่เร่งรีบเหมือนตามโจร
แล้วก็ไม่ช้าเหมือนคนตกงาน
ให้ความสำคัญกับใจ ใจต้องจ่ออยู่กับเท้า


ความผิดประการที่สอง



หลายคนยกและเหยียบแบบเกร็งนิดๆ
ผลคือใจพลอยเกร็งตามกาย นานๆเข้าก็รู้สึกว่าการเดินจงกรมเป็นของหนัก
เป็นภาระไม่สบาย น่าอึดอัด ทำให้อยากเลิกเร็วๆ
แล้วไม่นึกพิศวาสจะกลับมาเดินอีก
บางคนอาจได้ความสงบ แต่ไม่ได้ความสบาย
เพราะใจที่กดอยู่ตลอดนั้น แม้นิ่ง ก็ไม่ใช่แบบรวมดวงหนักแน่น
ไม่ใช่แบบจิตใสใจเบา และยิ่งไม่ใช่แบบที่จะรู้ทั่วพร้อม
(บางจังหวะอาจฟลุกเข้าโฟกัสตั้งมั่น เห็นทั่วเหมือนกัน
แต่จิตจะกระด้าง แห้งแล้ง ด้วยความเกร็งสั่งสม)
วิธีแก้คือปล่อยเท้าสบายๆ เหมือนคนเดินเตะเท้าเล่นตอนยก
และเหมือนคนชอบวางเท้าลงเต็มๆฝ่าเท้า
ใจเย็นสังเกตทุกฝีก้าว อย่าให้หลุดจากความสบายเป็นความเครียดเกร็ง
เดินอย่างนี้แค่สองสามรอบก็จะเป็นอัตโนมัติ ไม่ได้ฝืนอะไร
ถ้าเหยียบลงเต็มฝ่าเท้าสบายๆอย่างต่อเนื่อง
สะท้อนให้เห็นว่าใจลงมาอยู่กับเท้าไม่ขาดระยะ



ความผิดประการที่สาม



ทุกคน (ที่ผมมีโอกาสเฝ้าชมการเดินจงกรมสด)
หมุนตัวกลับแบบเปิดโอกาส หรือสร้างช่องโหว่ให้ความเหม่อมาครอบงำ
กล่าวคือสมมุติว่าเท้าขวาเป็นก้าวเหยียบสุดท้ายของรอบ
ก็จะใช้เท้าขวานั้นเป็นจุดหมุนตัวทันที
และหมุนแบบครึ่งเร็วครึ่งช้า
ผมเห็นว่าด้วยอาการที่ว่านั้น สติของทุกคนหายไป หรืออย่างน้อยเลือนไป
เพราะจังหวะที่คงเส้นคงวามาตลอด ถูกทำให้ขาดสาย หรือชะงักลง


ความเหม่อสั่งสมนี้มีผลเสียหลายอย่าง
ระยะสั้นคือทำให้จิตขาดความต่อเนื่อง ต้องพยายามดึงกลับมาใหม่
ระยะยาวคือทำให้สติไม่เชื่อมกันสนิท
เหมือนเส้นทางยาวที่มีหลุมมีบ่อเป็นพักๆ
วิธีหมุนตัวกลับที่ถูกจึงควรหยุดก่อนหมุนนิดหนึ่งเพื่อตั้งหลักรู้
กล่าวคือสมมุติว่าเท้าขวาเป็นก้าวสุดท้ายที่ถึงจุดหยุด
ต้องให้เท้าซ้ายตามเข้ามาชิดอย่างมีวินัย แล้วพักจังหวะหนึ่ง
(จังหวะใจจะนับเท่ากับก้าวเท้าหนึ่งก้าว)
แล้วหมุนตัวแบบที่ใจจะนับจังหวะเดียวเท่ากับหนึ่งก้าวเช่นกัน
(อาจไม่ต้องดูทะมัดทะแมงถึงขนาดลูกเสือ-เนตรนารีกลับหลังหัน)
พอหันกลับมาต้องตั้งหลักหยุดเพื่อนับในใจเท่ากับหนึ่งจังหวะก้าวด้วย


ความคงเส้นคงวาและจังหวะจะโคนที่สม่ำเสมอนั้น
ถ้าทำได้อย่างต่อเนื่องจะเห็นผลเปลี่ยนแปลงทันตาเห็น
ทดลองดูนะครับ ด้วยความปรารถนาดี.


จากคุณ : ดังตฤณ [ 14 ก.พ. 2543 / 00:25:17 น. ]

==========

มาจากกระทู้เดียวกับ เดินจงกรม (3) ครับ ^^

อนุโมทนาทีมงานทุก ๆ ท่านจากเวปลานธรรมด้วยครับ

เดินจงกรม (3)...ความต่อเนื่องของสติ...

ขอบคุณภาพจาก อ.อ้อม ครับ



ผมเดินจงกรมเหมือนกับนั่งสมาธิครับ

เพียงแต่ตอนเดิน จะรู้การเคลื่อนไหวของกายกับจิต
(แล้วแต่ว่า ขณะนั้น สติจะจดจ่อลงที่ใด)
ส่วนตอนนั่งและนอน จะรู้ลมหายใจกับจิต


จุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่การยืน เดิน นั่ง นอน
แต่อยู่ที่ความต่อเนื่องของสติและสัมปชัญญะ


ระดับความเร็วของการเดิน เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีปัญหามาก
บางคนจะพยายามเดินช้า - ช้ามาก - ช้าที่สุด
ก้าวหนึ่งกำหนดได้ 6 - 7 จังหวะ
แต่บางคนก็เดินเร็วเหมือนตามควาย (คุณดังตฤณใช้คำว่าตามโจร
ซึ่งผมเห็นว่า ตามโจรบางทีก็ต้องซุ่ม ต้องย่องย่าง ไม่เร็วเสมอไปหรอก :) )


การเดินเร็วโดยนับจังหวะก้าวไปด้วย หรือบริกรรมไปด้วย
อาจจะมีประโยชน์บ้าง ในตอนที่จิตฟุ้งซ่าน
คือเดินและนับหรือบริกรรมเร็วๆ จิตจะได้ไม่มีเวลาไปคิดเรื่องอื่น


ส่วนการเดินช้า - ช้ามาก - ช้าที่สุด นั้น
เขาว่ากันว่าเพื่อให้กำหนดสติทัน
แต่ผมเดินแบบนั้นไม่เป็น จึงไม่เห็นประโยชน์ของการเดินช้าเพื่อให้สติตามทัน
กลับเห็นว่า เราควรฝึกสติสัมปชัญญะให้ไว ให้ทันการเดินปกติให้ได้
เพื่อจะเจริญสติสัมปชัญญะได้จริงในชีวิตประจำวัน
แต่อันนี้ เป็นเรื่องความถนัดส่วนตัวครับ ใครอยากเดินอย่างไรก็ไม่ว่ากัน
ให้มีสติสัมปชัญญะให้ต่อเนื่องได้จริงๆ ก็แล้วกัน


ถ้าสติไวจริงๆ แค่เอื้อมมือหยิบแก้วน้ำมาดื่มด้วยความเร็วปกติ
หรือก้าวเท้าเดินจงกรมด้วยความเร็วปกติ
ก็จะเห็นรูปเกิดดับต่อเนื่องกันถี่ยิบ ไม่ผิดกับภาพการ์ตูนเลย
นับไม่ทันด้วยซ้ำไปว่า มันกี่สิบกี่ร้อยจังหวะกันแน่
และการไล่นับ ก็จะเป็นภาระอันใหญ่หลวง เข้าขั้นทรมานจิตทีเดียว
เหมือนกับการพยายามนับเม็ดฝนที่ตกลงต่อหน้าเรา


เวลาเดินจงกรมนั้น จุดสำคัญอยู่ตอนที่จะหยุด หมุนตัว และเริ่มก้าวเดินใหม่
อันนี้จริงอย่างที่คุณดังตฤณกล่าวไว้
ยิ่งถ้าอายุมากแบบผม ขืนเดินพรวดพราดไปสุดทางจงกรม
ก็เหวี่ยงเท้าหมุนตัวกลับหลังหันทันที
ถึงสติจะไม่เคลื่อน แต่สังขารร่างกายเคลื่อนแน่นอน
ดีไม่ดีหน้ามืด ล้มคว่ำเอาง่ายๆ


ดังนั้นเดินไปสุดทางจงกรมแล้วหยุดอย่างสบายๆ เสียก่อน
ทำความรู้ตัวทั่วพร้อม แล้วค่อยหมุนตัวกลับ
จะเห็นรูปกายเกิดดับต่อเนื่องกันถี่ยิบในตอนหมุนตัว
แล้วก็มาหยุดรู้รูปยืนสักหน่อยหนึ่ง พอตั้งมั่นไม่ซวนเซแล้วจึงค่อยเดินต่อไป


งานกรรมฐานเป็นงานละเอียด
ปฏิบัติไปอย่างสบายๆ ประณีต เป็นธรรมชาติธรรมดา
อย่าไปปฏิบัติด้วยแรงจูงใจของกิเลส จนต้องวางมาดเป็นผู้ปฏิบัติ
แต่ถ้ากำลังจงใจ กำลังวางมาด กำลังกดข่มบังคับกายและจิต
ก็ให้คอยรู้เท่าทันไว้
เดี๋ยวมันก็เป็นธรรมดาเองแหละครับ


==========

คำแนะนำการเดินจงกรมโดย สันตินนท์ ในปี 2543


ขอบคุณกระทู้เก่าจากเวปลานธรรมครับ


http://larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/000935.htm

ปล. series การเดินจงกรมนี้ ไม่ได้ต่อเนื่องว่าจะต้องอ่านหรือเดิน เรียงลำดับจาก 1, 2, 3 นะครับ ผมเพียงแต่นำวิธีการเดินจงกรมโดยครูบาอาจารย์และผู้รู้ หลาย ๆ ท่านมารวบรวมไว้

อนุโมทนาทุกท่านครับ

เดินจงกรม (2)...เมื่อเดินก็รู้ว่าเดิน...


ท่าทางในการเดินที่สนับสนุนให้เกิดสติคือหัวตั้งตรง ตัวตั้งตรง สองขาเตะไปข้างหน้าสลับกัน โดยมีสัมผัสที่ฝ่าเท้ากระทบพื้นเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาที่ดำเนินไป ฉะนั้น หากมีสติเดินอย่างรู้ว่าเดิน ก็ย่อมต้องรู้สึกถึงฝ่าเท้ากระทบพื้นไม่ขาด เพราะเท้ากระทบพื้นเป็นสัมผัสที่เกิดขึ้นจริงโดยไม่ต้องใช้จินตนาการ


การเดินไม่ใช่เรื่องยาก ไม่ต้องฝึกก็เดินกันได้ แต่ที่จะรู้อาการเดินให้ถูกต้องตามจริงนั้น จำเป็นต้องฝึกกัน มิฉะนั้นระหว่างเดินมักจินตนาการไปต่างๆ เช่น จินตนาการไปว่าเรากำลังเดินอยู่ด้วยบุคลิกสงบสำรวม  เรากำลังเดินด้วยท่าทีที่น่าเกรงขาม  เรากำลังเดินอย่างมีความสุขล้นเหลือ  เรากำลังเดินไปสู่มรรคผลนิพพานที่รออยู่ไม่กี่ก้าวข้างหน้า หรือในทางตรงข้ามคือจินตนาการไปว่าเรากำลังเดินอย่างคนทอดอาลัยตายอยาก เรากำลังเดินอย่างคนแพ้ที่ไม่มีวันชนะ เรากำลังเดินอย่างคนที่ไม่มีทางไปถึงจุดหมาย ฯลฯ


การแกะเอาจิตออกมาจากจินตนาการ กลับสู่โลกความจริงที่กำลังปรากฏอยู่เฉพาะหน้า ก็ต้องอาศัยของจริงเช่นสัมผัสกระทบระหว่างเท้ากับพื้น เมื่อใดมีสติอยู่กับสัมผัสกระทบตามจริง เมื่อนั้นจินตนาการจะหายไป และจินตนาการหายไปนานขึ้นเท่าใด ใจเราก็จะอยู่ในภาวะรู้จริงไม่ผิดเพี้ยนนานขึ้นเท่านั้น


นี่จึงเป็นที่มาของการเดินจงกรม นักเจริญสติตั้งแต่สมัยพุทธกาลเป็นต้นมาจะให้เวลากับการเดินจงกรม เพื่อให้แน่ใจว่าสติไม่หายไปไหนเป็นเวลานานพอ ซึ่งเมื่อบ่มเพาะกำลังสติให้แข็งแรงดีแล้ว ต่อไปไม่ว่าเดินที่ไหน ใกล้ไกลเพียงใด ก็จะเป็นโอกาสของการเจริญสติได้หมด


จงกรมคือการเดินกลับไปกลับมาบนทางเท่าที่จะหาได้ อาจเป็นในร่มหรือกลางแจ้ง อาจสั้นเพียงสิบก้าวหรือยาวถึงห้าสิบก้าว ความยาวและสภาพของทางจงกรมไม่สำคัญไปกว่าวิธีรู้เท้ากระทบอย่างถูกต้อง


การจะรู้เท้ากระทบอย่างถูกต้องนั้น เริ่มแรกควรเน้นที่ใจอันเปิดกว้างสบาย ทำนองเดียวกับเดินเล่นชมสวน ขอให้เอามือไพล่หลัง เงยหน้ามองตรงแบบไม่จดจ้องเพ่งเล็งจุดใดจุดหนึ่ง ก้าวเท้าแบบเดียวกับทอดน่องเดินเพื่อความผ่อนคลาย แต่ในการเดินอย่างผ่อนคลายนั่นเอง ให้กำหนดรู้ผัสสะระหว่างเท้ากับพื้นไปด้วย ขอให้สังเกตว่าถ้าเท้าเกร็ง จะรู้กระทบไม่ชัด แต่ถ้าเท้าอ่อนและวางเหยียบพื้นได้เต็มฝ่าเท้าจะรู้สึกถึงกระทบได้ชัด ยิ่งรู้ต่อเนื่องนานเท่าใด เท้าก็ยิ่งปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆเท่านั้น


ที่เท้าจะอ่อนและวางเหยียบได้เต็มฝ่าเท้า นั้น ต้องไม่มีความเร่งร้อน ไม่มีความเพ่งเล็งเคร่งเครียด ไม่มีความฟุ้งซ่านซัดส่ายออกนอกตัว ใจต้องอ่อนโยนอยู่กับเรื่องเฉพาะหน้าคือเท้ากระทบก้าวต่อก้าวอย่างเดียว


หากกำลังฟุ้งซ่านจัด ขอให้ลองเดินด้วยอัตราเร็วขึ้นกว่าปกติ การรู้สัมผัสกระทบถี่ๆตามจริงจะช่วยลดคลื่นความฟุ้งลงมาได้ เท้าจะลดความกระด้างลง และแม้กายเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างเร็ว ก็ไม่มีความกำเกร็งที่ส่วนใดส่วนหนึ่ง เมื่อรู้สึกถึงเท้ากระทบพื้นชัดเจนอย่างสบาย ตลอดกายช่วงบนปลอดโปร่งดีแล้ว ก็ค่อยลดระดับความเร็วลงมาเป็นปกติเหมือนทอดน่องเช่นเคย


จังหวะกลับตัวที่ปลายทางจงกรมก็สำคัญ หากรีบเร่งกลับตัวแบบไม่ทันรู้เท้ากระทบจะมีผลเสียระยะยาว เช่น ทำให้เคว้ง งง หรือทำให้สติขาดลอยไปทีละน้อยรอบต่อรอบ ทางที่ดีคือเมื่อหยุดที่ปลายทางควรให้เท้าเสมอกัน แน่ใจว่ารู้สึกถึงฝ่าเท้าที่เหยียบยืนหยุดนิ่งชั่วขณะนั้น แล้วจึงกลับหลังหันโดยแบ่งออกเป็นขวาหันสองครั้ง เท้าขวานำเท้าซ้าย แต่ละการขยับเท้ายกเหยียบให้รู้สึกถึงสัมผัสกระทบไม่ต่างจากก้าวเดินธรรมดา


การฝึกเดินจงกรมในที่เฉพาะเป็นเรื่องดี แต่จะดียิ่งขึ้นถ้าเราทำทุกก้าวในชีวิตประจำวันให้เหมือนเดินในทางจงกรม เพราะสติรู้เท้ากระทบจะนำไปสู่ความรู้ตัวว่ากำลังเดิน และความรู้ตัวว่ากำลังเดินจะนำไปสู่ความรู้อิริยาบถต่างๆอย่างทั่วถึงในที่สุด


==========


จาก มหาสติปัฎฐานสูตร โดยคุณดังตฤณ / นิตรสารธรรมะใกล้ตัวฉบับที่ 27

http://dungtrin.com/mag/?27.prepare

อนุโมทนาทุกท่านด้วยครับ -/\-


Monday, September 14, 2009

เดินจงกรม.....จากครูบาอาจารย์

source pic: http://gotoknow.org/file/sasinanda/เดินจงกรม.jpg

เทคนิคการเดินจงกรมสำหรับผู้เริ่มต้น ในช่วงแรก ๆ



เอาแรงใจเข้าช่วย โดยพนมมือ มนสิการ (น้อมจิต) อธิษฐานว่า
ขอปฏิบัติข้อวัตร ด้วยการเดินเพื่อบูชาถวายพระพุทธเจ้า
(แม้เทวดาที่อยากทำ ก็ยังทำไม่ได้เลย)
แล้วลงมือเดินเสมือนพระองค์ทอดพระเนตรมอง
(ไม่ต้องเครียด แค่รู้สึกว่าท่านมองอยู่ จะทำให้เรามีความตั้งใจขึ้น)


    ที่ปลายทางจงกรม ให้หยุดนิดหนึ่งตอนกลับตัว
    หมุนตัวกลับมาแล้ว สำรวจสติที่หล่นหายไปกลางทา

    เรียกความพร้อมกายใจกลับมาอี
    กครั้ง (เอาล่ะ...)
    ทุกรอบ คือรอบใหม่ ตรึงขั้วขึงหัวท้าย มั่นคงกว่ากัน



    เวลาเดิน ไม่ต้องสนใจอะไรทั้งนั้น นอกจากฝ่าเท้ากระทบปึ้บ ๆ ๆ ๆ ๆ
    ไม่ต้องสนแม้ก้าวซ้ายขวา ไม่ต้องสนแม้เย็นร้อนอ่อนแข็

    ไม่ต้องสนใจทำให้รู้สึกว่าก
    ายเคลื่อนไหว ไม่ต้องคิดอะไรทั้งนั้น
    รู้เท้าแค่นั้น ปึ้บ ๆ ๆ ๆ เผลอไปคิดเมื่อไหร่ ก็กลับมารู้อยู่ที่เท้า



    เมื่อรู้ของหยาบเช่นนี้ได้ชั
    ดขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว
    มันจะย้อนกลับมาดูใจได้ง่าย
    ขึ้นเอง
    เริ่มต้นก็เอาอย่างนี้ก่อน เอากำลังก่อน



    ถ้าฟุ้งซ่านแรง ให้ลงเท้าให้หนักขึ้นอีกนิด
    (อย่ากระแทกแรงเกิน ดูสุขภาพตัวเองด้วย) : )
    วิหารธรรมก็คือตัวที่กระทบพื้
    น ปึ้บ ๆ ๆ ๆ นี่แหละ
    ให้น้ำหนักนี้เรียกสติเรากลั
    บคืนมา



    ระยะทางในการเดินที่เหมาะสมที่สุดคือ 25 ก้าว
    มากไปเผลอนานไม่รู้ตัว น้อยไปเวียนหัว : )
    (ทางเดินจงกรมที่เคยไปเดินม

    เขาทำไว้เดินได้ 25 ก้าว พอเหมาะพอดีจริง ๆ ด้วยค่ะ
    ส่วนใครเดินที่บ้านไม่ถึง 25 ก้าว ก็ไม่เป็นไรนะคะ
    เอาแบบไม่สั้นไปก็น่าจะพอโอ
    เค ^^")



    ใช้วิ่ง หรือว่ายน้ำ เพื่อให้รู้กายได้ไหม "ได้"
    ทำได้เหมือนกัน ดีเหมือนกัน
    แต่อย่าลืมกลับมาเดินจงกรมด้ว

    เพราะจะเป็นรูปแบบที่ให้ควา
    มมั่นคงกว่ากัน



    เดินไป เปิดธรรมะของครูบาอาจารย์ฟั
    งไปด้วยได้ไหม "ไม่ควร"
    เอาเท้ากระทบที่เรารู้นี่แหละ ให้ชัดที่สุด พอแล้ว
    เดี๋ยวอีกหน่อยฟังไปด้วยก็จ
    ะติด เป็นมีอามิสไปด้วย
    เอาแค่เดินรู้เท้าเราอย่างเ
    ดียวพอแล้ว


ชีวิตนี้ น้อยนัก สั้นนัก แต่สำคัญนัก

"ไปทำให้มาก ๆ นะ..."

_/|\_


==========


ขอบคุณพี่แต้วสำหรับวิธีการเดินจงกรมจากครูบาอาจารย์

ใครสนใจอ่านฉบับเต็มอ่านได้ที่
http://www.facebook.com/home.php#/note.php?note_id=156245307624

อนุโมทนาพี่แต้วด้วยครับ -/\-

Sunday, September 13, 2009

กฐินสวนสันติธรรม

Start:     Oct 11, '09 05:00a
End:     Oct 11, '09 11:00a
Location:     สวนสันติธรรม

งานกฐินสวนสันติธรรมประจำปี 2552

เจ้าภาพกฐินปีนี้ คือ คุณสุภาวรรณ พวงงาม (คุณจูน) ดร. เพิ่มพูน อู่ทองทรัพย์ (อ.ตู่) และคณะศิษย์

กำหนดการณ์งานกฐินครับ



ขอบคุณ http://wimutti.net สำหรับข้อมูลครับ

กัลยาณมิตร

 

กัลยาณมิตร



เพื่อน
ผู้ร่วมธุระร่วมกิจร่วมการหรือร่วมอยู่ในสภาพอย่างเดียวกัน, ผู้ชอบพอรักใคร่คบหากัน, ในทางธรรม เนื้อแท้ของความเป็นเพื่อน อยู่ที่ความมีใจหวังดีปรารถนาดีต่อกัน กล่าวคือ เมตตา หรือไมตรี เพื่อนที่มีคุณสมบัติเช่นนี้ เรียกว่า
มิตร


การคบเพื่อนเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งอย่างหนึ่ง ที่จะนำชีวิตไปสู่ความเสื่อมความพินาศ หรือสู่ความเจริญงอกงาม พึงหลีกเลี่ยงมิตรเทียมและเลือกคบหาคนที่เป็นมิตรแท้



บุคคลที่ช่วยชี้แนะแนวทาง ชักจูงตลอดจนแนะนำสั่งสอน ชักนำผู้อื่นให้ดำเนินชีวิตที่ดีงาม ให้ประสบผลดีและความสุข ให้เจริญก้าวหน้า ให้พัฒนาในธรรม แม้จะเป็นบุคคลเสมอกัน หรือเป็นมารดาบิดาครูอาจารย์ ตลอดทั้งพระสงฆ์ จนถึงพระพุทธเจ้า ก็นับว่าเป็นเพื่อน แต่เป็นเพื่อนใจดี หรือเพื่อนมีธรรม เรียกว่า กัลยาณมิตร แปลว่า มิตรดีงาม

 

กัลยาณมิตรมีคุณสมบัติที่เรียกว่า
กัลยาณมิตรธรรม
หรือธรรมของกัลยาณมิตร ๗ ประการ คือ


       "๑.ปิโย"
น่ารัก ด้วยมีเมตตา เป็นที่สบายจิตสนิทใจ ชวนให้อยากเข้าไปหา


      "๒.ครุ"
น่าเคารพ ด้วยความประพฤติหนักแน่น เป็นที่พึงอาศัยได้
ให้รู้สึกอบอุ่นใจ


       "๓. ภาวนีโย"
น่าเจริญใจ ด้วยความเป็นผู้ฝึกฝนปรับปรุงตน
ควรเอาอย่างให้ระลึกและเอ่ยอ้างด้วยซาบซึ้งภูมิใจ


  "๔. วัตตา"
รู้จักพูดให้ได้ผล รู้จักชี้แจงแนะนำ เป็นที่ปรึกษาที่ดี


      "๕. วจนักขโม"
อดทนต่อถ้อยคำ พร้อมที่จะรับฟังคำปรึกษาซักถาม
ตลอดจนคำเสนอแนะวิพากย์วิจารณ์


       "๖. คัมภีรัญจะ กถัง กัตตา"
แถลงเรื่องล้ำลึกได้ สามารถอธิบาย
เรื่องยุ่งยากซับซ้อนให้เข้าใจ
          และสอนให้เรียนรู้เรื่องราวที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไป


       "๗. โน จัฏฐาเน นิโยชเย"
ไม่ชักนำในอฐาน คือ ไม่ชักจูงไปในทางเสื่อมเสียหรือ
เรื่องเหลวไหลไม่สมควร



Source: http://84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=เพื่อน



 

Tuesday, September 8, 2009

อยากให้พ่อแม่สนใจธรรมะบ้าง ทำอย่างไรดี?

source picture: http://gotoknow.org/file/mrschuai/preview/Grass_Roots.jpg



คำถาม:

ทำอย่างไรให้คุณพ่อคุณแม่มีความสนใจทางด้านธรรมะได้บ้างครับ?



คุณดังตฤณตอบ:


การที่เราจะให้คนอื่นมาสนใจในเรื่องทางธรรมเนี่ย เรื่องธรรมะไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ นะ
 เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องของการเปลี่ยนชีวิต



เราคิดอย่างงี้ได้ไหมละ
ถ้าอยากจะเปลี่ยนชีวิตคุณพ่อคุณแม่เนี่ยมันเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็ก
มันเห็นชัดขึ้นนะ มันไม่ใช่บอกว่าทำอย่างไรให้พวกท่านมาสนใจธรรมะ
คุณพูดว่า ทำอย่างไรที่จะเปลี่ยนชีวิตพ่อแม่



คน ๆ หนึ่งหวงตัวเองอยู่นะ หวงวิธีที่ตัวเองคิด วิธีที่ตัวเองพูด วิธีที่ตัวเองทำ
 แล้วคุณจะไปเปลี่ยนเนี่ย มันเรื่องง่ายหรือเรื่องยาก
คิดแบบนี้มันจะได้แบบค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป



ไม่ใช่อยู่ ๆ ไปตั้งโจทย์ว่า ทำยังใงให้มาสนใจธรรมะ
แต่ทำยังไงให้ค่อย ๆ ฟัง เงี่ยหูฟังอะไรที่มันน่าฟังหน่อย
ค่อย ๆ พูดอะไรทีมันเป็นในทางที่เป็นเหตุเป็นผล เป็นไปในทางธรรมะหน่อย
เพราะว่าวิธีพูดของคนปกติเนี่ยมันจะพูดตามใจ พูดตามกิเลสสั่ง



รามีอะไรต่อมิอะไรของครูบาอาจารย์เนี่ย ไม่ใช่อยู่ ๆ เหมือนกับไปยัด
เหมือนกับบอกว่าพ่อพูดอย่างงี้ แม่พูดอย่างงั้น
ห้ามทำอย่างโง้น ห้ามทำอย่างงี้
นั่นไม่ใช่ธรรมะนะ นั่นไม่ใช่การให้ธรรมะ นั่นคือการไปฝึนใจกัน

นั่นคือการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลให้กลายไปเป็นคนอื่น



เอาวิธีที่ถูกต้อง ค่อย ๆ กล่อม
เนี่ยเปิด CD ธรรมะให้ท่านฟัง
ถ้าท่านไม่ฟังก็ไม่ต้องไปฝืนใจ ไม่ต้องอะไรทั้งสิ้น
แต่ใช้วิธีแบบน้ำหยอดลงหิน ค่อย ๆ ซึมไป นะ



==========



เป็นเสียงแกะจากเทป ไมได้นำมาจากข้อเขียน ลักษณะการตอบจึงไม่เหมือนเวลาคุณดังตฤณเขียนตอบนะครับ

ชม VDO คุณดังตฤณตอบปัญหาได้ที่ http://www.baanaree.net/media/articleList.php?pg=articlenew&cid=6 ครับ

อนุโมทนาผู้จัดทุกท่านด้วยครับ

Monday, September 7, 2009

หลวงปู่กับยอดคนแห่งแผ่นดิน




หลวงปู่กับยอดคนแห่งแผ่นดิน
(จากหนังสือหลวงปู่ขาว อนาลโย หน้า ๔๖๓-๔๖๔)




ทั้ง ชื่อหัวข้อและข้อความในเรื่อง คัดลอกมาจากหนังสือ ฐานสโมบูชา เป็นประวัติของหลวงปู่ชอบ ฐานสโม เขียนโดย คุณหญิงสุรีพันธ์ มณีวัต ในหัวข้อที่เขียนรวมทั้ง หลวงปู่ขาว และหลวงปู่ชอบ รวมทั้งสององค์


ผม (รศ.ดร.ปฐม นิคมานนท์) ขออนุญาตคัดลอกนำมาเสนอ ดังต่อไปนี้....


หลวงปู่เป็นพระป่าอยู่แต่ในป่าในเขาจนชิน และดูเหมือนจะไม่รู้จักโลกภายนอกที่ว่าเจริญของคนกรุง ท่านมักจะอยู่กับพวกยาง พวกกะเหรี่ยง พวกชาวไร่ชาวนาเป็นปกติ ไม่คุ้นเคยต่อการพบคนใหญ่โตมีชื่อเสียงของจังหวัดหรือบ้านเมืองเลย


ดัง นั้น วันหนึ่งเมื่อท่าน (หลวงปู่ชอบ) ไปเยี่ยมหลวงปู่ขาว อนาลโย ที่วัดถ้ำกลองเพล ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จพระราชดำเนินมากราบหลวงปู่ขาวเป็น วาระแรก ทางบ้านเมืองจึงมาส่งข่าวให้ทางวัดเตรียมตัวรับเสด็จ


หลวงปู่ชอบทราบว่าเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินจะเสด็จ ก็เตรียมหนีทันที หลวงปู่ขาวจึงบ่นเช่นกันว่า ไม่ทราบจะพูดด้วยอย่างไร ขอให้หลวงปู่ชอบอยู่ด้วยกันเป็นเพื่อน


อ้อนวอนกันจนสุดท้าย หลวงปู่ชอบก็ใจอ่อนยอมอยู่ด้วย โดยเป็นที่เข้าใจว่าท่านจะไม่ต้องพูดอะไรเลย และหลวงปู่ขาวก็ต้องไม่พูดอะไรเท่าไรนัก ด้วยทางบ้านเมืองจะมาช่วยดูแลกำกับด้วย


ถึงวันที่กำหนด หลวงปู่ทั้งสององค์ ก็ครองจีวรอย่างเรียบร้อย รออยู่จนเย็น ท่านก็บ่นกันว่า


"ไม่เห็นมา ให้รออยู่" องค์หนึ่งบ่น


"นั่นซี ไม่เห็นมา มีแต่ทหารสองคนพ่อลูกมาคุยอยู่เป็นนานสองนาน"


"คนพ่อเพิ่นงามกว่าลูกนะ" ท่านวิจารณ์กัน


หลวงปู่ทั้งสององค์ หัวเราะกันจนงอหาย เมื่อพระเณรช่วยกันชี้แจงว่า


"พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินแล้ว...! พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช" ที่หลวงปู่ว่าทหารสองคนพ่อลูกนั่นแหละ...!!


เป็นเรื่องที่เล่ากันขบขันตลอดมา ผู้เขียนซึ่งปกติปากอยู่ไม่เป็นสุข ภายหลังได้มีโอกาสกราบเรียนถามหลวงปู่ขาว


ทำไมหลวงปู่ไม่รู้จักพระเจ้าอยู่หัว และทูลกระหม่อมฟ้าชายล่ะเจ้าคะ (ขณะนั้น ท่านยังมิได้ดำรงยศพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร)


ท่านว่า "ไม่เห็นขบวนแห่ !"


ส่วนหลวงปู่ชอบ เมื่อกราบเรียนถามคำถามเดียวกันนั้น ท่านก็ยิ้มอายๆ ตอบผู้เขียนว่า


"นึกว่าจะใส่ชฎา"


==========

อ่านเจอมาจากพันทิป http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A8262823/A8262823.html

อยากให้ตามไปอ่าน link มีภาพครูบาอาจารย์กับพระเจ้าอยู่หัวจำนวนมากครับ

อนุโมทนาทุก ๆ ท่านที่โพสรูปและเนื้อหาด้วยครับ -/\-


Tuesday, September 1, 2009

สรภัญญะ



ท่ามกลางกระแสความร้อน...ทั้งภายนอกและภายในใจของเรา...

ขออัญเชิญบทสวดทำนองสรภัญญะที่ฟังแล้วเย็นกาย เย็นใจ ให้เพื่อน ๆ ได้ฟังกันครับ

แนะนำให้สวดออกเสียงตามไปด้วยจะซาบซึ้งถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ยิ่งขึ้นครับ



ขอบคุณและอนุโมทนาคุณกวิน ฉัตรานนท์ สำหรับ VDO และคุณอ้อมที่นำ link มาลงใน facebook ให้ผมได้ชื่นใจ, ขอบคุณ http://www.oknation.net/blog/buddhamantra/video/7339 สำหรับเนื้อบทสวดครับ -/\-


===========


บูชาพระรัตนตรัย


อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา, พุทธัง ภะควันตัง อะภิวาเทมิ.
ข้าพเจ้าขออภิวาทกราบไหว้ สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้เป็นพระอรหันต์ หมดจดจากกิเลศเครื่องเศร้าหมอง
ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง

สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, ธัมมัง นะนัสสามิ.
ข้าพเจ้าขอนอบน้อมนมัสการพระธรรม
อันสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า, ตรัสดีแล้ว ;

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สังฆัง นะมามิ.
ข้าพเจ้าขอนอบน้อมนมัสการพระสงฆ์.
สาวกของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า, ผู้ปฏิบัติดีแล้ว ;

.......................................................


 นมัสการพระพุทธเจ้า


นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ( ว่า ๓ จบ )
( ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์พระองค์นั้น
ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง )


บทพระพุทธคุณ


อิติปิ โส ภะคะวา , อะระหัง , สัมมาสัมพุทโธ , วิชชาจะระณะสัมปันโน
สุคะโต , โลกะวิทู , อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ
สัตถา เทวะมะนุสสานัง , พุทโธ , ภะคะวา ติ.

สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์
ตรัสรู้ดีโดยชอบด้วยพระองค์เอง
ทรงถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ คือความรู้และความประพฤติ
เสด็จไปดี คือไปในที่ใด ยังประโยชน์ให้ที่นั้น ทรงรู้แจ้งโลก
ทรงเป็นสารถีฝึกคนที่ควรฝึก หาผู้อื่นเปรียบมิได้
ทรงเป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
ทรงเป็นผู้ตื่น ทรงเป็นผู้แจกจ่ายธรรมะ


บทสวดสรรเสริญพระพุทธคุณทำนองสรภัญญะ


องค์ใดพระสัมพุทธ สุวิสุทธสันดาน
ตัดมูลเกลศมาร บ มิหม่นมิหมองมัว
หนึ่งในพระทัยท่าน ก็เบิกบานคือดอกบัว
ราคี บ พันพัว สุวคนธกำจร
องค์ใดประกอบด้วย พระกรุณาดังสาคร
โปรดหมู่ประชากร มละโอฆกันดาร
ชี้ทางบรรเทาทุกข์ และชี้สุขเกษมสานต์
ชี้ทางพระนฤพาน อันพ้นโศกวิโยคภัย
พร้อมเบญจพิธจัก- ษุจรัสวิมลใส
เห็นเหตุที่ใกล้ไกล ก็เจนจบประจักษ์จริง
กำจัดน้ำใจหยาบ สันดานบาปแห่งชายหญิง
สัตว์โลกได้พึ่งพิง มละบาปบำเพ็ญบุญ
ข้าขอประณตน้อม ศิรเกล้าบังคมคุณ
สัมพุทธการุญ- ญภาพนั้นนิรันดร

.......................................................


บทพระธรรมคุณ


สฺวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม
สันทิฏฐิโก, อะกาลิโก, เอหิปัสสิโก, โอปะนะยิโก,
ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหี ติ.

พระธรรม อันสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสดีแล้ว
อันผู้ปฏิติเห็นชอบได้ด้วยตนเอง
ไม่ประกอบด้วยกาลเวลา ควรเรียกมาดูได้
ควรน้อมเข้าไปหา อันผู้รู้พึงรู้ได้ ด้วยตนเอง


บทสวดสรรเสริญพระธรรมคุณทำนองสรภัญญะ


(นำ) ธรรมะคือคุณากร (รับพร้อมกัน) ส่วนชอบสาธร
ดุจดวงประทีปชัชวาล
แห่งองค์พระศาสดาจารย์ ส่องสัตว์สันดาน
สว่างกระจ่างใจมล
ธรรมใดนับโดยมรรคผล เป็นแปดพึงยล
และเก้านับทั้งนฤพาน
สมญาโลกอุดรพิสดาร อันลึกโอฬาร
พิสุทธิ์พิเศษสุกใส
อีกธรรมต้นทางครรไล นามขนานขานไข
ปฏิบัติปริยัติเป็นสอง
คือทางดำเนินดุจครอง ให้ล่วงลุปอง
ยังโลกอุดรโดยตรง
ข้าขอโอนอ่อนอุตมงค์ นบธรรมจำนง
ด้วยจิตและกายวาจาฯ (กราบ)

.......................................................


บทสวดสรรเสริญพระสังฆคุณ


สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
ยะทิทัง, จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา,
เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
อาหุเนยโย, ปาหุเนยโย, ทักขิเณยโย, อัญชะลิกะระณีโย,
อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ.

พระสงฆ์สาวกของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นปฏิบัติดีแล้ว
เป็นผู้ปฏิบัติตรง เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความรู้ เป็นผู้ปฏิติชอบ
จัดเป็นบุรุษ ๔ คู่, เป็นบุคคล ๘
เป็นผู้ควรบูชา เป็นผู้ควรรับทักษิณา
เป็นผู้ควรทำกราบไหว้ เป็นเนื้อนาบุญของโลก, หาสิ่งอื่นเปรียบมิได้


บทสวดสรรเสริญพระสังฆคุณทำนองสรภัญญะ


(นำ) สงฆ์ใดสาวกศาสดา (รับพร้อมกัน) รับปฏิบัติมา
แต่องค์สมเด็จภควันต์
เห็นแจ้งจตุสัจเสร็จบรร- ลุทางที่อัน
ระงับและดับทุกข์ภัย
โดยเสด็จพระผู้ตรัสไตร ปัญญาผ่องใส
สะอาดและปราศมัวหมอง
เหินห่างทางข้าศึกปอง บ มิลำพอง
ด้วยกายและวาจาใจ
เป็นเนื้อนาบุญอันไพ- ศาลแด่โลกัย
และเกิดพิบูลย์พูนผล
สมญาเอารสทศพล มีคุณอนนต์
อเนกจะนับเหลือตรา
ข้าขอนพหมู่พระศรา- พกทรงคุณา-
นุคุณประดุจรำพัน
ด้วยเดชบุญข้าอภิวันท์ พระไตรรัตน์อัน
อุดมดิเรกนิรัติศัย
จงช่วยขจัดโพยภัย อันตรายใดใด
จงดับและกลับเสื่อมสูญ (กราบ)

.......................................................


บทชยสิทธิคาถาทำนองสรภัญญะ


พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง
ครีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง
ทานาธิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะสิทธิ นิจจัง ฯ


( คำแปล )


ปางเมื่อพระองค์ปะระมะพุท ธะวิสุทธศาสดา
ตรัสรู้อนุตตระสมา - ธิ ณ โพธิบัลลังก์
ขุนมารสหัสสะพหุพา - หุวิชาวิชิตขลัง
ขี่คีริเมขละประทัง คชะเหี้ยมกระเหิมหาญ
แสร้งเสกสราวุธประดิษฐ์ กละคิดจะรอนราน
รุมพลพหลพยุหะปาน พระสมุททะนองมา
หวังเพื่อผจญวรมุนิน - ทะสุชินะราชา
พระปราบพหลพยุหะมา - ระมะเลืองมะลายสูญ
ด้วยเดชะองค์พระทศพล สุวิมละไพบูลย์
ทานาธิธรรมะวิธิกูล ชนะน้อมมโนตาม
ด้วยเดชะสัจจะวจนา และนมามิองค์สาม
ขอจงนิกรพละสยาม ชยะสิทธิทุกวาร
ถึงแม้จะมีอริวิเศษ พละเดชะเทียมมาร
ขอไทยผจญพิชิตะผลาญ อริแม้นมุนินทร

===========

...บทสวดสรภัญญะ...






ท่ามกลางกระแสความร้อน...ทั้งภายนอกและภาย ในใจของเรา...

ขออัญเชิญบทสวดทำนองสรภัญญะที่ฟังแล้ว เย็นกาย เย็นใจ ให้เพื่อน ๆ ได้ฟังกันครับ

แนะนำให้สวดออกเสียงตามไปด้วยจะซาบซึ้ง ถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ยิ่งขึ้นครับ



ขอบคุณและอนุโมทนาคุณ กวิน ฉัตรานนท์ สำหรับ VDO และคุณอ้อมที่นำ link มาลงใน facebook ให้ผมได้ชื่นใจ, ขอบคุณ http://www.oknation.net/blog/buddhamantra/video/7339 สำหรับเนื้อบทสวดครับ -/\-


===========


บูชาพระรัตนตรัย


อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา, พุทธัง ภะควันตัง อะภิวาเทมิ.
ข้าพเจ้าขออภิวาทกราบไหว้ สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้เป็นพระอรหันต์ หมดจดจากกิเลศเครื่องเศร้าหมอง
ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง

สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, ธัมมัง นะนัสสามิ.
ข้าพเจ้าขอนอบน้อมนมัสการพระธรรม
อันสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า, ตรัสดีแล้ว ;


สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สังฆัง นะมามิ.

ข้าพเจ้าขอนอบน้อมนมัสการพระสงฆ์.
สาวกของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า, ผู้ปฏิบัติดีแล้ว ;


.......................................................


 นมัสการพระพุทธเจ้า


นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ( ว่า ๓ จบ )
( ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์พระองค์นั้น
ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง )


บทพระพุทธคุณ


อิติปิ โส ภะคะวา , อะระหัง , สัมมาสัมพุทโธ , วิชชาจะระณะสัมปันโน
สุคะโต , โลกะวิทู , อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ
สัตถา เทวะมะนุสสานัง , พุทโธ , ภะคะวา ติ.

สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์
ตรัสรู้ดีโดยชอบด้วยพระองค์เอง
ทรงถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ คือความรู้และความประพฤติ
เสด็จไปดี คือไปในที่ใด ยังประโยชน์ให้ที่นั้น ทรงรู้แจ้งโลก
ทรงเป็นสารถีฝึกคนที่ควรฝึก หาผู้อื่นเปรียบมิได้
ทรงเป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
ทรงเป็นผู้ตื่น ทรงเป็นผู้แจกจ่ายธรรมะ


บทสวดสรรเสริญพระพุทธคุณทำนองสรภัญญะ


องค์ใดพระสัมพุทธ สุวิสุทธสันดาน
ตัดมูลเกลศมาร บ มิหม่นมิหมองมัว
หนึ่งในพระทัยท่าน ก็เบิกบานคือดอกบัว
ราคี บ พันพัว สุวคนธกำจร
องค์ใดประกอบด้วย พระกรุณาดังสาคร
โปรดหมู่ประชากร มละโอฆกันดาร
ชี้ทางบรรเทาทุกข์ และชี้สุขเกษมสานต์
ชี้ทางพระนฤพาน อันพ้นโศกวิโยคภัย
พร้อมเบญจพิธจัก- ษุจรัสวิมลใส
เห็นเหตุที่ใกล้ไกล ก็เจนจบประจักษ์จริง
กำจัดน้ำใจหยาบ สันดานบาปแห่งชายหญิง
สัตว์โลกได้พึ่งพิง มละบาปบำเพ็ญบุญ
ข้าขอประณตน้อม ศิรเกล้าบังคมคุณ
สัมพุทธการุญ- ญภาพนั้นนิรันดร

.......................................................


บทพระธรรมคุณ


สฺวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม
สันทิฏฐิโก, อะกาลิโก, เอหิปัสสิโก, โอปะนะยิโก,
ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหี ติ.

พระธรรม อันสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสดีแล้ว
อันผู้ปฏิติเห็นชอบได้ด้วยตนเอง
ไม่ประกอบด้วยกาลเวลา ควรเรียกมาดูได้
ควรน้อมเข้าไปหา อันผู้รู้พึงรู้ได้ ด้วยตนเอง


บทสวดสรรเสริญพระธรรมคุณทำนองสรภัญญะ< /font>


(นำ) ธรรมะคือคุณากร (รับพร้อมกัน) ส่วนชอบสาธร
ดุจดวงประทีปชัชวาล
แห่งองค์พระศาสดาจารย์ ส่องสัตว์สันดาน
สว่างกระจ่างใจมล
ธรรมใดนับโดยมรรคผล เป็นแปดพึงยล
และเก้านับทั้งนฤพาน
สมญาโลกอุดรพิสดาร อันลึกโอฬาร
พิสุทธิ์พิเศษสุกใส
อีกธรรมต้นทางครรไล นามขนานขานไข
ปฏิบัติปริยัติเป็นสอง
คือทางดำเนินดุจครอง ให้ล่วงลุปอง
ยังโลกอุดรโดยตรง
ข้าขอโอนอ่อนอุตมงค์ นบธรรมจำนง
ด้วยจิตและกายวาจาฯ (กราบ)

.......................................................


บทสวดสรรเสริญพระสังฆคุณ


สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
ยะทิทัง, จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา,
เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
อาหุเนยโย, ปาหุเนยโย, ทักขิเณยโย, อัญชะลิกะระณีโย,
อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ.

พระสงฆ์สาวกของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นปฏิบัติดีแล้ว
เป็นผู้ปฏิบัติตรง เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความรู้ เป็นผู้ปฏิติชอบ
จัดเป็นบุรุษ ๔ คู่, เป็นบุคคล ๘
เป็นผู้ควรบูชา เป็นผู้ควรรับทักษิณา
เป็นผู้ควรทำกราบไหว้ เป็นเนื้อนาบุญของโลก, หาสิ่งอื่นเปรียบมิได้


บทสวดสรรเสริญพระสังฆคุณทำนองสรภัญญะ< /font>


(นำ) สงฆ์ใดสาวกศาสดา (รับพร้อมกัน) รับปฏิบัติมา
แต่องค์สมเด็จภควันต์
เห็นแจ้งจตุสัจเสร็จบรร- ลุทางที่อัน
ระงับและดับทุกข์ภัย
โดยเสด็จพระผู้ตรัสไตร ปัญญาผ่องใส
สะอาดและปราศมัวหมอง
เหินห่างทางข้าศึกปอง บ มิลำพอง
ด้วยกายและวาจาใจ
เป็นเนื้อนาบุญอันไพ- ศาลแด่โลกัย
และเกิดพิบูลย์พูนผล
สมญาเอารสทศพล มีคุณอนนต์
อเนกจะนับเหลือตรา
ข้าขอนพหมู่พระศรา- พกทรงคุณา-
นุคุณประดุจรำพัน
ด้วยเดชบุญข้าอภิวันท์ พระไตรรัตน์อัน
อุดมดิเรกนิรัติศัย
จงช่วยขจัดโพยภัย อันตรายใดใด
จงดับและกลับเสื่อมสูญ (กราบ)

.......................................................


บทชยสิทธิคาถาทำนองสรภัญญะ


พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง
ครีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง
ทานาธิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะสิทธิ นิจจัง ฯ


( คำแปล )


ปางเมื่อพระองค์ปะระมะพุท ธะวิสุทธศาสดา
ตรัสรู้อนุตตระสมา - ธิ ณ โพธิบัลลังก์
ขุนมารสหัสสะพหุพา - หุวิชาวิชิตขลัง
ขี่คีริเมขละประทัง คชะเหี้ยมกระเหิมหาญ
แสร้งเสกสราวุธประดิษฐ์ กละคิดจะรอนราน
รุมพลพหลพยุหะปาน พระสมุททะนองมา
หวังเพื่อผจญวรมุนิน - ทะสุชินะราชา
พระปราบพหลพยุหะมา - ระมะเลืองมะลายสูญ
ด้วยเดชะองค์พระทศพล สุวิมละไพบูลย์
ทานาธิธรรมะวิธิกูล ชนะน้อมมโนตาม
ด้วยเดชะสัจจะวจนา และนมามิองค์สาม
ขอจงนิกรพละสยาม ชยะสิทธิทุกวาร
ถึงแม้จะมีอริวิเศษ พละเดชะเทียมมาร
ขอไทยผจญพิชิตะผลาญ อริแม้นมุนินทร

===========