Thursday, June 25, 2009

มนุษย์

เอามาจากบ้านของคุณอร อ่านแล้วรู้สึกสะเทือนใจอย่างมากกับการใช้ชีวิตแบบหายใจทิ้งไปวันๆของคนเรา
=====================================================================

พระอานนท์เคยถามพระพุทธเจ้าว่า "โอกาสเกิดของมนุษย์ ยากเพียงใด"
พระพุทธองค์มิทรงตรัสตอบ แต่ทรงก้มลงเอานิ้วสัมผัสพื้นดิน
และกล่าวกับพระอานนท์ว่า  "มีเพียงเท่านี้"
 
พระอานนท์ถึงทราบความจริงว่า
 
"การเกิดมาเป็นมนุษย์นั้นยากยิ่งนัก มีโอกาสเทียบเท่าเพียงผงดินที่ติดมากับนิ้วของพระพุทธองค์ เทียบกับจำนวนพื้นดินบนโลกทั้งหมด"

Friday, June 19, 2009

เกิดเป็นมนุษย์ พบพุทธศาสนา วาสนาสูงขนาดไหน?

เกิดเป็นมนุษย์ พบพุทธศาสนา วาสนาสูงขนาดไหน?

    หลายคนคงเคยได้ยินว่าเกิดเป็นมนุษย์นั้นยาก
    เหมือนเต่าตาบอดบังเอิญโผล่ขึ้นกลางมหาสมุทรเจอห่วงคล้องคอพอดี
    ความจริงแล้วเรื่องนี้พระพุทธเจ้าผู้ทรงญาณหยั่งรู้สูงสุดเป็นผู้ตรัส
    แต่ตรัสโดยนัยวิบากแห่งพาล
    คือใช่ว่าสังสารสัตว์ทั้งปวงจะสบช่องได้เกิดเป็นมนุษย์ยากเย็นเท่าเทียมกัน
    ความนี้มาจากพาลบัณฑิตสูตร เล่ม 14 ขึ้นต้นปฐมบทดังคือ...

    พาลบัณฑิตสูตร  (๑๒๙)

              [๔๖๗]  ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
              สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน
    อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี  เขตพระนครสาวัตถี  สมัยนั้นแล  พระ
    ผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุเหล่านั้น
    ทูลรับพระดำรัสแล้ว  ฯ

              [๔๖๘]  พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย
    ลักษณะเครื่องหมาย  เครื่องอ้าง  ว่าเป็นพาลของคนพาลนี้มี  ๓  อย่าง
    ๓  อย่างเป็นไฉน  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  คนพาลในโลกนี้มักคิดความคิดที่
    ชั่ว  มักพูดคำพูดที่ชั่ว  มักทำการทำที่ชั่ว  ถ้าคนพาลจักไม่เป็นผู้คิด
    ความคิดที่ชั่ว  พูดคำพูดที่ชั่ว  และทำการทำที่ชั่ว  บัณฑิตพวกไหนจะ
    พึงรู้จักเขาได้ว่า  ผู้นี้เป็นคนพาล  เป็นอสัตบุรุษเพราะคนพาลมักคิด
    ความคิดที่ชั่ว  มักพูดคำพูดที่ชั่ว  และมักทำการทำที่ชั่ว  ฉะนั้น  พวก
    บัณฑิตจึงรู้ได้ว่า  นี่เป็นคนพาล  เป็นอสัตบุรุษ  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  คน
    พาลนั้นนั่นแล  ย่อมเสวยทุกข์โทมนัส  ๓  อย่างในปัจจุบัน  ฯ

    ในตอนกลางพระองค์ตรัสถึงโทษในนรกของผู้เป็นพาลไว้คือ...

    [๔๗๔]  ครั้งนั้นแล  พระผู้มีพระภาคทรงหยิบแผ่นหินย่อมๆ
    ขนาดเท่าฝ่ามือ  แล้วตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  พวก
    เธอจะสำคัญความ  ข้อนั้นเป็นไฉน  แผ่นหินย่อมๆ  ขนาดเท่าฝ่ามือที่
    เราถือนี้กับภูเขาหลวงหิมพานต์อย่างไหนหนอแลใหญ่กว่ากัน  ฯ

              ภิ.  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  แผ่นหินย่อมๆ  ขนาดเท่าฝ่ามือที่ทรง
    ถือนี้  มีประมาณน้อยนัก  เปรียบเทียบภูเขาหลวงหิมพานต์แล้ว  ย่อม
    ไม่ถึงแม้ความนับ  ย่อมไม่ถึงแม้ส่วนแห่งเสี้ยว  ย่อมไม่ถึงแม้การเทียบ
    กันได้  ฯ

              พ.  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ฉันนั้นเหมือนกันแล  ทุกข์โทมนัสที่
    บุรุษถูกแทง  ด้วยหอกสามร้อยเล่มเป็นเหตุ  กำลังเสวยอยู่นั้น  เปรียบ
    เทียบทุกข์ของนรกยังไม่ถึงแม้ความนับ  ยังไม่ถึงแม้ส่วนแห่งเสี้ยว  ยัง
    ไม่ถึงแม้การเทียบกันได้  ฯ

    และในที่สุดของบทว่าด้วยความเป็นพาล พระองค์ตรัสไว้คือ...

    [๔๘๑]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เปรียบเหมือนบุรุษโยนทุ่นมีบ่วง
    ตาเดียวไปในมหาสมุทร  ทุ่นนั้นถูกลมตะวันออกพัดไปทางทิศตะวัน
    ตก  ถูกลมตะวันตกพัดไปทางทิศตะวันออก  ถูกลมเหนือพัดไปทางทิศ
    ใต้  ถูกลมใต้พัดไปทางทิศเหนือ มีเต่าตาบอดอยู่ในมหาสมุทรนั้น  ล่วง
    ไปร้อยปีจึงจะผุดขึ้นครั้งหนึ่ง  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  พวกเธอจะสำคัญ
    ความข้อนั้นเป็นไฉน  เต่าตาบอดตัวนั้นจะพึงเอาคอสวมเข้าที่ทุ่นมีบ่วง
    ตาเดียวโน้นได้บ้างไหมหนอ  ฯ

              ภิกษุเหล่านั้นทูลว่า  ข้อนั้นเป็นไปไม่ได้เลย  พระพุทธเจ้าข้า
    ข้าแต่  พระองค์ผู้เจริญ  ถ้าจะเป็นไปได้บ้างในบางครั้งบางคราว  ก็โดย
    ล่วงระยะกาลนานแน่นอน  ฯ

              พ.  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เต่าตาบอดตัวนั้นจะพึงเอาคอสวมเข้าที่
    ทุ่นมีบ่วงตาเดียวโน้นได้  ยังจะเร็วกว่า  เรากล่าวความเป็นมนุษย์ที่ คน
    พาลผู้ไปสู่วินิบาตคราวหนึ่งแล้วจะพึงได้  ยังยากกว่านี้  นั่นเพราะเหตุ
    ไร  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เพราะในตัวคนพาลนี้ไม่มีความประพฤติธรรม
    ความประพฤติสงบ  การทำกุศล  การ  ทำบุญ  มีแต่การกินกันเอง  การ
    เบียดเบียนคนอ่อนแอ  ฯ

              [๔๘๒]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  คนพาลนั้นนั่นแล  ถ้าจะมาสู่ความ
    เป็นมนุษย์ในบางครั้งบางคราว  ไม่ว่ากาลไหนๆ  โดยล่วงระยะกาล
    นาน  ก็ย่อมเกิดในสกุลต่ำ  คือ  สกุลคนจัณฑาล  หรือสกุลพรานล่าเนื้อ
    หรือสกุลคนจักสานหรือสกุลช่างรถ  หรือสกุลคนเทขยะ  เห็นปานนั้น
    ในบั้นปลาย  อันเป็นสกุลคนจน  มีข้าวน้ำและโภชนาหารน้อย  มีชีวิต
    เป็นไปลำบาก  ซึ่งเป็นสกุลที่จะได้ของ  กิน  และเครื่องนุ่งห่มโดยฝืด
    เคือง  และเขาจะมีผิวพรรณทราม  น่าเกลียดชัง  ร่างม่อต้อ  มีโรคมาก
    เป็นคนตาบอดบ้าง  เป็นคนง่อยบ้าง  เป็นคนกะจอกบ้าง  เป็นคนเปลี้ย
    บ้าง  ไม่ได้ข้าว  น้ำ  ผ้า  ยาน  ดอกไม้  ของหอม  เครื่องลูบไล้  ที่นอน
    ที่อยู่อาศัย  และเครื่องตามประทีป  เขาจะประพฤติกายทุจริต  วจีทุจริต
    มโนทุจริต  ครั้นแล้วเมื่อตายไป  จะเข้าถึงอบาย  ทุคติ  วินิบาต  นรก  ฯ

              [๔๘๓]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เหมือนนักเลงการพนัน  เพราะ
    เคราะห์ร้ายประการแรกเท่านั้น  จึงต้องเสียลูกบ้าง  เสียเมียบ้าง  เสีย
    สมบัติทุกอย่างบ้างยิ่งขึ้นไปอีก  ต้องถึงถูกจองจำ  เคราะห์ร้ายของนัก
    เลงการพนันที่ต้องเสียไปดังนั้น  เพียงเล็กน้อย  ที่แท้แลเคราะห์ร้ายอัน
    ใหญ่หลวงกว่านั้น  คือ  เคราะห์ที่คนพาลนั้นประพฤติกายทุจริต  วจี
    ทุจริต  มโนทุจริตแล้ว  ตายไป  เข้าถึงอบาย  ทุคติวินิบาต  นรก  นั่นเอง
    ฯ
              ดูกรภิกษุทั้งหลาย  นี้ภูมิของคนพาลครบถ้วนบริบูรณ์  ฯ

    สรุปว่าการคิดชั่ว พูดชั่ว และทำชั่วนั้น แม้ให้ผลในปัจจุบันขณะเป็นมนุษย์ก็นับว่าน้อย
    ที่นับว่าเป็นโทษใหญ่จริงๆคือไปเจอทุคติอันหนักหนาสาหัส
    แล้วกว่าจะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ได้ก็ยากแสนยาก
    อันนี้พระพุทธองค์ไม่ได้ข่มขู่ เพราะพระองค์ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสีย
    หากใครจะเล่นพนัน พูดชั่ว ทำชั่ว
    หากใครจะงดอบายมุข พูดดี ทำดี ไม่ได้เข้าเนื้อพระองค์แม้แต่น้อย
    จึงเป็นการเชื่อได้ว่าพระองค์ตรัสเพื่อบอกทาง ตรัสเพื่อให้รู้ความจริง
    ว่าของมันเป็นอย่างนี้ พึงสังวรระวัง

    คราวนี้ลองมองโลกด้วยตาเปล่า ทุกวันนี้ ที่เห็นกันจะจะ
    อย่างน้อยแม้ใครไม่เชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด
    ก็เห็นแน่นอนล่ะว่าภูมิมนุษย์นั้นมีอยู่จริง ภูมิแห่งสัตว์เดรัจฉานนั้นมีอยู่จริง
    สำหรับมนุษย์นั้น กลางปี 1999 ปาเข้าไปแล้ว 6,000 ล้านคน
    ส่วนสิงสาราสัตว์ไม่ต้องพูดถึง เอาแค่มด แมลงอย่างเดียวเกินล้านๆๆๆไม่รู้เท่าไหร่
    บ้านคนอาจมีคนอยู่สองสามคน แต่เฉพาะมดนี่ก็อาจร่วมแสนร่วมล้าน

    แค่สิ่งมีชีวิตที่รู้เห็นได้ด้วยตาเปล่ายังประมาณไม่ถ้วน
    สมมุติว่ามีวิญญาณอื่น ภพภูมิอื่นอยู่จริง คงเกินจะจินตนาการ
    ฟังพระผู้มีอภิญญาร่วมสมัยท่านกล่าวถึงนรกแล้วสังเวชใจ
    ขณะท่านกล่าวว่าอย่าได้บอก ว่ามากเท่านั้นเท่านี้
    มันล้นหลาม มันมากเกินจะกำหนด ยิ่งกว่าจำนวนสัตว์และคนในโลกนี้กี่แสนกี่ล้านเท่า
    จิตที่พูดด้วยความทรงจำเห็นจริงนั้น สื่อให้เรารับรู้ตามถนัดถึงความไพศาลเป็นอนันต์
    ซึ่งเมื่อนำมาเทียบกับที่พระพุทธองค์ตรัสไว้แล้ว ก็ประจวบเข้ากันได้เป็นอันดี
    นั่นคือมนุษย์ในโลกนี้ ที่ตายไปแล้วเข้าถึงทุคติมีมากเท่าขนของวัว
    ส่วนมนุษย์ที่ตายไปแล้วเข้าถึงสุคติมีน้อยเท่าเขาของวัว
   
    ดูหน้าดูตา ดูใจของคนทั้งหลายแล้วก็ต้องเชื่อ เพราะคนเราอมทุกข์กันเป็นงานอดิเรก
    จมอยู่ในโลกแห่งความคิดหลง คิดเพ้อ คิดฟุ้งกันเป็นปกติ
    เมื่อจะตัดสินใจอะไร มักมีโลภะ โทสะ และโมหะเป็นตัวนำร่องเสมอ
    แม้คนสวยคนหล่อที่หลอกตาให้นึกถึงนางฟ้าเทวดา
    ลึกลงไปใต้หน้ากากมนุษย์ก็คือจิตใจที่ขุ่นมัว เคร่งเครียด
    เป็นทุกข์ตามวิถีกรรมของแต่ละคน
    จะให้หาเวลาทำจิตเบิกบานเป็นกุศลนั้น นานทีปีหนแท้ๆ
    แต่ก่อนไม่เข้าใจนักเรื่องกุศลจิตและอกุศลจิต
    นึกถึงได้แค่กุศลแรงๆเช่นทำบุญใส่บาตรและอกุศลหยาบๆเช่นด่าพ่อล่อแม่
    ต่อมาเมื่อศึกษาและลองปฏิบัติในจิตตานุปัสสนาจริงจังผ่านเดือนผ่านปี
    ก็ค่อยๆเห็นว่า โอย... พระพุทธเจ้าตรัสไว้นั้นของจริงแท้
    ทั้งเรา ทั้งคนอื่นนั้น จะเกิดกี่ร้อยล้านพันล้านคน มันก็เหมือนกันหมด
    วันๆหมกตัวอยู่แต่กับอกุศลจิต ฟุ้งขึ้นมาก็เป็นอกุศลแล้ว
    กลัวขึ้นมาก็เป็นอกุศลแล้ว ใจร้อนอยากถึงที่หมายไวๆก็เป็นอกุศลแล้ว
    แต่ที่จะมีโอกาสเป็นกุศล เช่นคิดอยากช่วยเหลือคนอื่น
    คนอื่นที่ว่านั้นก็ต้องเป็นญาติสนิทมิตรสหายเสียก่อน

    การตั้งจิตเป็นทาน เป็นศีล
    และการนั่งสมาธิ เดินจงกรม ภาวนาตามแนวมรรค 8 สติปัฏฐาน 4 นั้น
    ไม่ใช่แค่ทำให้ไปพ้นทุกข์ถึงที่สุดได้อย่างเดียว
    แม้ไม่ได้มรรคผลอะไรขึ้นมา ก็เป็นฐานตั้งจิตให้ดำรงอยู่ในกุศลเนืองๆทั้งวัน
    อันนี้เป็นคุณใหญ่ของแก่นพุทธศาสนาที่เห็นได้ชัดเมื่ออยู่ในครรลองนานไป
    แต่ถ้าไม่มีพระศาสดา ไม่มีการประกาศศาสนาพุทธล่ะ
    ของเหล่านี้จะเข้ามาประดิษฐานอยู่ในใจมนุษย์ได้อย่างไร
    ในเมื่อแต่ละคนปักใจอยู่กับแนวทางของโลภะ โทสะ โมหะกันทั้งสิ้น

    พวกเราได้ยินกันว่าพระพุทธศาสนานั้น
    อุบัติขึ้นเมื่อผู้มีบารมีมากอย่างพระนิยตโพธิสัตว์ได้สำเร็จพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
    โดยมากจะเกิดความชะล่า และหมั่นทำบุญ
    ตั้งความปรารถนาไว้ว่าขอให้ได้เกิดแล้วพบพระพุทธเจ้า ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า
    เช่นป้ายหน้านี้ ก็เป็นศาสนาของพระศรีอารย์
    ซึ่งคิดเป็นหน่วยปีจะหนึ่งล้านหรือห้าร้อยล้านอย่างไรก็ไม่มีใครรู้แน่
    เราจะระเหเร่ร่อนไปเสี่ยงผิดเสี่ยงถูกในภพไหนภูมิใดเท่าไหร่ก็ไม่ทราบ
    แต่ก็คิดๆกันว่าเอาล่ะ ชาตินี้ท้อแล้ว มรรคผลนิพพานไม่ได้กับเราแน่แล้ว
    ก็ขออธิษฐานไปเกิดใหม่ในพระศาสนาหน้า แล้วค่อยถึงมรรคผลนิพพานแล้วกัน
    หรือถ้าพลาดป้ายหน้า จับพลัดจับผลูตอนพระศรีอารย์มาโปรดเกิดอยู่ที่อื่น
    ขึ้นมารับแสงธรรมไม่ได้ ก็ขอให้ได้เจอพระพุทธเจ้าองค์ต่อๆไปแล้วกัน

    ความเชื่อชนิดนี้ฝังรากมานานสำหรับผู้ที่...
    1) มีใจเชื่อและเลื่อมใสพระพุทธเจ้า
    2) มีกำลังใจในการปฏิบัติธรรมอ่อน
    3) มีภาวะต้องพึ่งพาผู้อื่นสูง

    อยากยกพระสูตรหนึ่งมาชี้ให้เห็นว่า
    แม้พระพุทธเจ้าอุบัติแล้ว ก็ไม่ใช่ว่าทุกพระองค์จะออกสั่งสอนทั่วไป
    กับทั้งไม่ใช่จะได้เกณฑ์โชคดีกันถ้วนหน้าเสมอไป

    ส. อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ให้พระศาสนาของพระผู้มีพระ
    ภาคพระนามวิปัสสีพระนามสิขี และพระนามเวสสภู ไม่ดำรงอยู่นาน
    พระพุทธเจ้าข้า?

           ภ.  ดูกรสารีบุตร พระผู้มีพระภาคพระนามวิปัสสี พระนามสิขี
    และพระนามเวสสภู  ทรงท้อพระหฤทัยเพื่อจะทรงแสดงธรรมโดย
    พิสดารแก่สาวกทั้งหลาย อนึ่ง สุตตะ เคยยะเวยยากรณะ คาถา อุทาน
    อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ ของพระผู้มีพระภาคทั้งสาม
    พระองค์นั้นมีน้อย สิกขาบทก็มิได้ทรงบัญญัติ ปาติโมกข์ก็มิได้ทรง
    แสดงแก่สาวก เพราะ อันตรธานแห่งพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าเหล่านั้น
    เพราะอันตรธานแห่งสาวกผู้ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้าเหล่านั้น สาวกชั้น
    หลังที่ต่างชื่อกัน ต่างโคตรกัน ต่างชาติกัน ออกบวชจากตระกูลต่างกัน
    จึง  ยังพระศาสนานั้นให้อันตรธานโดยฉับพลัน ดูกรสารีบุตร ดอกไม้
    ต่างพรรณที่เขากองไว้บนพื้น กระดาน ยังไม่ได้ร้อยด้วยด้าย ลมย่อม
    กระจาย ขจัด กำจัด   ซึ่งดอกไม้เหล่านั้นได้    ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร
    เพราะเขาไม่ได้ร้อยด้วยด้าย ฉันใด เพราะอันตรธานแห่งพระผู้มีพระ
    ภาคพุทธเจ้าเหล่านั้น เพราะอันตรธานแห่งสาวกผู้ตรัสรู้ตามพระพุทธ
    เจ้าเหล่านั้น สาวกชั้นหลังที่ต่างชื่อกัน ต่างโคตรกัน ต่างชาติกัน ออก
    บวชจากตระกูลต่างกัน จึงยังพระศาสนานั้นให้อันตรธานโดยฉับพลัน
    ฉันนั้นเหมือนกัน    เพราะพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าเหล่านั้น   ทรงท้อ
    พระหฤทัย เพื่อจะทรงกำหนดจิตของสาวกด้วยพระหฤทัย   แล้วทรง
    สั่งสอนสาวก.

           ดูกรสารีบุตร เรื่องเคยมีมาแล้ว พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัม
    พุทธเจ้าพระนาม  เวสสภู ทรงกำหนดจิตภิกษุสงฆ์ด้วยพระหฤทัยแล้ว
    ทรงสั่งสอน พร่ำสอน ภิกษุสงฆ์ประมาณพันรูป ในไพรสนฑ์อันน่าพึง
    กลัวแห่งหนึ่งว่า พวกเธอจงตรึกอย่างนี้ อย่าได้ตรึกอย่างนั้น   จงทำใน
    ใจอย่างนี้ อย่าได้ทำในใจอย่างนั้น จงละส่วนนี้  จงเข้าถึงส่วนนี้อยู่เถิด
    ดังนี้ ลำดับนั้นแล  จิตของภิกษุประมาณพันรูปนั้น อันพระผู้มีพระภาค
    อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามเวสสภูทรงสั่งสอนอยู่อย่างนั้น ทรง
    พร่ำสอนอยู่อย่างนั้น ได้หลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือ
    มั่น   ในเพราะความที่ไพรสณฑ์อันน่าพึงกลัวนั้นซิ    เป็นถิ่นที่น่าสยด
    สยอง จึงมีคำนี้ว่า ผู้ใดผู้หนึ่งซึ่ง ยังไม่ปราศจากราคะเข้าไปสู่ไพรสณฑ์
    นั้น โดยมากโลมชาติย่อมชูชัน.

           ดูกรสารีบุตร อันนี้แลเป็นเหตุ อันนี้แลเป็นปัจจัย   ให้พระศาสนา
    ของพระผู้มีพระภาค พระนามวิปัสสี พระนามสิขี และพระนามเวสสภู
    ไม่ดำรงอยู่นาน.

    ให้สรุปง่ายๆคือมีพระพุทธเจ้าหลายพระองค์ที่ประกาศศาสนาเฉพาะวงจำกัด
    คือช่วยให้เวไนยสัตว์บางหมู่เหล่าเข้าถึงพระสัทธรรมด้วยกำลังพระองค์เองโดยตรง
    คือด้วยวิธี "กำหนดจิตภิกษุสงฆ์ด้วยพระหฤทัยแล้ว
    ทรงสั่งสอน พร่ำสอน ภิกษุสงฆ์ประมาณพันรูป"
    แถมหลีกเร้นเข้าไปในป่าที่มนุษย์มนาทั่วไปเขาไม่อยู่กันอีกต่างหาก
    การกำหนดจิตแล้วสอนว่าอย่างนี้ถูก อย่างนั้นผิด
    ไม่บัญญัติเป็นหลักการที่สามารถเผยแผ่ไปได้กว้างๆนั้น
    หมดผู้สามารถกำหนดจิตและสอนโดยตรงแล้ว ก็เป็นอันหมดศาสนากันทันที

    บางพุทธกาลนั้น ท่านขนเวไนยสัตว์ไปกันแค่ "ประมาณพัน"
    ไม่ใช่เป็นแสนโกฏิตามสำนวน
    ถ้าเราเกิดในพุทธกาลดังกล่าว จะแน่ใจอย่างไรว่าเรามีวาสนาบารมีมาหนุน
    ให้นึกอยากเข้าไปฟังธรรมใน "ไพรสณฑ์อันน่าพึงกลัว ถิ่นที่น่าสยดสยอง"
    จากมหาบุรุษท่านหนึ่งที่ร่ำลือกันว่าเป็นพระพุทธเจ้า

    ผมว่าคนที่สั่งสมความเฉื่อย ความท้อถอยในการปฏิบัติ
    จะเอาแต่ทำบุญใส่บาตร อาจฟลุกได้เกิดในสมัยของพระพุทธเจ้าดังกล่าว
    แต่คงไปใส่บาตรต่ออยู่แถวๆราวป่า
    เผลอๆคนส่วนใหญ่ยุคนั้นไม่มีโอกาสได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับอริยสัจ 4 มรรค 8 เลยสักแอะ
    เนื่องจากพระพุทธเจ้าบางพระองค์ไม่สถาปนาพระศาสนาในรูปแบบเดียวกับพระโคดมเรา
    จะให้ผ่านหูผ่านตากันง่ายๆเหมือนอย่างที่พวกเรามีโอกาสเล่นเน็ต เปิดซีดีพระไตรปิฎกนั้น
    เห็นทีคงไม่ใช่

    หรือถ้าใครนึกว่าเกิดมาได้พบกับพระพุทธเจ้าที่มีกำลังพระทัยสูงแล้วนับเป็นโชคดีเสมอไป
    ก็น่าคิดใหม่ ดังจะยกตัวอย่างมาสักสองสามบุคคล
    คนแรกได้แก่เวรัญชพราหมณ์ ซึ่งมีใจเป็นอคติต่อพระพุทธองค์รุนแรงมาก
    ยังเคราะห์ดีที่เกิดร่วมสมัยกับพระองค์ท่าน
    และมีใจเป็นอคติรุนแรงขนาดผลักดันให้เดินทางไปต่อว่าต่อขานถึงที่
    จึงรอดตัวไป เพราะพระองค์สามารถกลับใจด้วยเหตุผลอันฟังขึ้นสำหรับเขา

    [๒] หลังจากนั้น เวรัญชพราหมณ์ได้ไปในพุทธสำนัก ครั้นถึง
    แล้วได้ทูลปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการทูลปราศรัยพอให้
    เป็นที่บันเทิงเป็นที่ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง  ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
    เวรัญชพราหมณ์นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ทูลคำนี้แด่พระผู้มี
    พระภาคว่า  ท่านพระโคดม   ข้าพเจ้าได้ทราบมาว่า พระสมณะโคดม
    ไม่ไหว้ ไม่ลุกรับพวกพราหมณ์ผู้แก่ ผู้เฒ่า ผู้ใหญ่ ผู้ล่วงกาลผ่านวัยมา
    โดยลำดับ หรือไม่เชื้อเชิญด้วยอาสนะ ข้อที่ข้าพเจ้าทราบมานี้นั้นเป็น
    เช่นนั้นจริง อันการที่ท่านพระโคดมไม่ไหว้ ไม่ลุกรับพวกพราหมณ์
    ผู้แก่ ผู้เฒ่า ผู้ใหญ่ ผู้ล่วงกาล ผ่านวัยมาโดยลำดับหรือไม่เชื้อเชิญด้วย
    อาสนะนี้นั้น ไม่สมควรเลย.   พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพราหมณ์
    ในโลก ทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์  พร้อมทั้งสมณะ
    พราหมณ์ เทพ และมนุษย์ เราไม่เล็งเห็นบุคคลที่เราควรไหว้ ควรลุก
    รับ   หรือควรเชื้อเชิญด้วยอาสนะ เพราะว่า ตถาคตพึงไหว้ พึงลุกรับ
    หรือพึงเชื้อเชิญ  บุคคลใดด้วยอาสนะ แม้ศีรษะของบุคคลนั้นก็จะพึง
    ขาดตกไป.

           ว. ท่านพระโคดมมีปกติไม่ไยดี.

           ภ. มีอยู่จริงๆ พราหมณ์ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณะโคดม
    มีปกติไม่ไยดี ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูก  เพราะความไยดี  ในรูป เสียง กลิ่น
    รส โผฏฐัพพะ เหล่านั้น  ตถาคตละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้วทำให้เป็น
    เหมือนตาลยอดด้วน  ทำไม่ให้มีในภายหลัง  มีไม่เกิดอีก    ต่อไปเป็น
    ธรรมดา นี้แล เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณะโคดมมีปกติไม่ไยดี
    ดังนี้ชื่อว่า  กล่าวถูก แต่ไม่ใช่เหตุที่ท่านมุ่งกล่าว.

           ว. ท่านพระโคดมไม่มีสมบัติ.

           ภ. มีอยู่จริงๆ พราหมณ์ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณะโคดม
    ไม่มีสมบัติ ดังนี้  ชื่อว่ากล่าวถูก  เพราะสมบัติ  คือ รูป เสียง กลิ่น รส
    โผฏฐัพพะ เหล่านั้น    ตถาคตละได้แล้ว  ตัดรากขาดแล้ว  ทำให้เป็น
    เหมือนตาลยอดด้วน    ทำไม่ให้มีในภายหลัง   มีไม่เกิดอีกต่อไปเป็น
    ธรรมดา นี้แล    เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณะโคดมไม่มีสมบัติ
    ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูก แต่ไม่ใช่เหตุที่ท่านมุ่งกล่าว.

           ว. ท่านพระโคดมกล่าวการไม่ทำ.

           ภ. มีอยู่จริงๆ พราหมณ์  เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณะโคดม
    กล่าวการไม่ทำ ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูก เพราะเรากล่าวการไม่ทำกายทุจริต
    วจีทุจริต มโนทุจริต เรากล่าวการ ไม่ทำสิ่งที่เป็นบาปอกุศลหลายอย่าง
    นี้แล เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณะโคดมกล่าวการไม่ทำ ดังนี้ชื่อ
    ว่ากล่าวถูก แต่ไม่ใช่เหตุที่ท่านมุ่งกล่าว.

           ว. ท่านพระโคดมกล่าวความขาดสูญ.

           ภ. มีอยู่จริงๆ พราหมณ์ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณะโคดม
    กล่าวความขาดสูญ  ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูก เพราะเรากล่าวความขาดสูญ
    แห่ง ราคะ โทสะ โมหะ เรากล่าวความ  ขาดสูญแห่งสภาพที่เป็นบาป
    อกุศลหลายอย่าง นี้แล เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณะโคดมกล่าว
    ความขาดสูญ ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูก แต่ไม่ใช่เหตุที่ท่านมุ่งกล่าว.

           ว. ท่านพระโคดมช่างรังเกียจ.

           ภ. มีอยู่จริงๆ พราหมณ์ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณะโคดม
    ช่างรังเกียจ ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูก เพราะเรารังเกียจกายทุจริต วจีทุจริต
    มโนทุจริต เรารังเกียจความถึงพร้อมแห่งสภาพที่เป็นบาปอกุศลหลาย
    อย่าง นี้แล เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณะโคดมช่างรังเกียจ ดังนี้
    ชื่อว่ากล่าวถูก แต่ไม่ใช่เหตุที่ท่านมุ่งกล่าว.

           ว. ท่านพระโคดมช่างกำจัด.

           ภ. มีอยู่จริงๆ พราหมณ์ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณะโคดม
    ช่างกำจัด ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูก เพราะเราแสดงธรรมเพื่อกำจัด ราคะ
    โทสะ โมหะ แสดงธรรมเพื่อกำจัดสภาพที่เป็นบาปอกุศลหลายอย่างนี้
    แล เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณะโคดมช่างกำจัด ดังนี้ ชื่อว่ากล่าว
    ถูก แต่ไม่ใช่เหตุที่ท่านมุ่งกล่าว.

           ว. ท่านพระโคดมช่างเผาผลาญ.

           ภ. มีอยู่จริงๆ พราหมณ์ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณะโคดม
    ช่างเผาผลาญ ดังนี้  ชื่อว่ากล่าวถูก เพราะเรากล่าวธรรมที่เป็นบาป
    อกุศล คือ กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ว่าเป็นธรรมที่ควรเผาผลาญ
    ธรรมที่เป็นบาปอกุศลซึ่งควรเผาผลาญ อันผู้ใดละได้แล้ว ตัดรากขาด
    แล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มีในภายหลัง มีไม่เกิดอีก
    ต่อไปเป็นธรรมดา  เรากล่าวผู้นั้นว่าเป็นคนช่างเผาผลาญ พราหมณ์
    ธรรมทั้งหลายที่เป็นบาปอกุศล    ซึ่งควรเผาผลาญตถาคตละได้แล้ว
    ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มีในภายหลัง
    มีไม่เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดานี้แล เหตุที่เขากล่าวหาเราว่าพระสมณะ
    โคดมช่างเผาผลาญดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูก แต่ไม่ใช่เหตุที่ท่านมุ่งกล่าว.

           ว. ท่านพระโคดมไม่ผุดเกิด.

           ภ. มีอยู่จริงๆ พราหมณ์ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณะโคดม
    ไม่ผุดเกิด ดังนี้ชื่อว่ากล่าวถูก เพราะการนอนในครรภ์ต่อไปการเกิดใน
    ภพใหม่ อันผู้ใดละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอด
    ด้วน ทำไม่ให้มีในภายหลัง มีไม่เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา  เรากล่าวผู้
    นั้นว่าเป็นคนไม่ผุดเกิด พราหมณ์ การนอนในครรภ์ต่อไป การเกิดใน
    ภพใหม่ ตถาคตละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว  ทำให้เป็นเหมือนตาลยอด
    ด้วน ทำไม่ให้มีในภายหลัง มีไม่เกิดอีก ต่อไปเป็นธรรมดา นี้แล เหตุที่
    เขากล่าวหาเราว่า พระสมณะโคดมไม่ผุดเกิด ดังนี้ ชื่อว่า กล่าวถูก แต่
    ไม่ใช่เหตุที่ท่านมุ่งกล่าว.

                            ทรงอุปมาด้วยลูกไก่

            [๓] ดูกรพราหมณ์ เปรียบเหมือนฟองไก่ ๘ ฟอง ๑๐ ฟองหรือ
    ๑๒ ฟอง ฟองไก่เหล่านั้น  อันแม่ไก่พึงกกดีแล้ว  อบดีแล้ว  ฟักดีแล้ว
    บรรดาลูกไก่เหล่านั้น ลูกไก่ตัวใดทำลาย  กะเปาะฟอง ด้วยปลายเล็บ
    เท้า หรือด้วยจะงอยปาก ออกมาได้โดยสวัสดีก่อนกว่าเขา   ลูกไก่ตัว
    นั้นควรเรียกว่ากระไร จะเรียกว่าพี่หรือน้อง.

           ว. ท่านพระโคดม ควรเรียกว่าพี่ เพราะมันแก่กว่าเขา.
                             ทรงแสดงฌาน ๔ และวิชชา ๓

           ภ. เราก็เหมือนอย่างนั้นแล  พราหมณ์   เมื่อประชาชนผู้ตกอยู่ใน
    อวิชชา เกิดในฟอง อันกะเปาะฟองหุ้มห่อไว้ ผู้เดียวเท่านั้นในโลกได้
    ทำลายกะเปาะฟอง คือ อวิชชา แล้วได้  ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ
    อันยอดเยี่ยม  เรานั้นเป็นผู้เจริญที่สุด  ประเสริฐที่สุดของโลก  เพราะ
    ความเพียรของเราที่ปรารภแล้วแล   ไม่ย่อหย่อน  สติดำรงมั่นไม่ฟั่น
    เฟือน  กายสงบ  ไม่กระสับกระส่าย  จิตตั้งมั่น  มีอารมณ์เป็นหนึ่ง.

    เมื่อพระพุทธองค์แก้คำด่าทอซึ่งสมัยนั้นถือว่ารุนแรงมากๆ
    เหยียดหยามประณามกันสุดๆด้วยความจริงอันประเสริฐเป็นขั้วตรงข้าม
    พราหมณ์ผู้มีอคติก็กลับใจขอเป็นอุบาสกด้วยคน
    อันนี้ชี้ให้เห็นว่าคนเรามีกรรมเก่าซับซ้อน
    แม้มีวาสนาได้พบพระพุทธองค์ มีสัญญาณนำร่องให้ได้เป็นสัมมาทิฏฐิ
    ก็อาจเริ่มต้นรู้จักพระพุทธองค์ พระศาสนาของพระองค์ หรือพระสาวกของพระองค์
    ด้วยความรู้สึกอันเป็นอคติรุนแรง คงเป็นประเภทเคยด่าอริยเจ้าโดยไม่รู้ตัวไว้มาก
    หากใครแก้ให้ไม่ได้ก็เคราะห์ร้าย
    หรือพูดเป็นภาษาง่ายๆว่าซวยเป็นอย่างยิ่ง
    ผูกใจ ฝังใจอยู่กับอคตินั้นติดจิตติดวิญญาณไปอบายเป็นที่สำราญแน่

    อีกรายที่เราคงรู้จักกันดี คือพระเจ้าอชาตศัตรู
    ที่มีบุญญาบารมีมาก คือมากขนาดมีโอกาสฆ่าพ่อตัวเอง
    ความจริงท่านอุตส่าห์มีสิทธิ์พบพระพุทธเจ้า มีสิทธิ์ฟังธรรมจนได้โสดาปัตติผล
    แต่เผอิญเวรกรรมต้องรู้จักกับพระเทวทัต ถูกยุให้ฆ่าพ่อตัวเอง
    แล้วก็เป็นประเภทบ้าจี้ ยุขึ้นเสียด้วย
    ขนาดพ่อยกราชสมบัติให้ยังไม่วายกังวลจะถูกแย่งคืน
    หน้ามืดตามัวปลงพระชนม์พระบิดาจนได้
    อันนี้เมื่อฟังธรรมต่อเบื้องพระพักตร์แล้วสำนึกผิดก็สายไป
    คือฆ่าพ่อแม่นั้นเป็นอนันตริยกรรม ได้ไปนรกลูกเดียว ห้ามสวรรค์นิพพานหมด
    ดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้หลังจากพระเจ้าอชาตศัตรูกราบทูลลากลับ...

      [๑๔๐] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท้าวเธอได้กราบทูล
    ลาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าเช่นนั้นหม่อมฉันขอทูลลาไปในบัดนี้
    หม่อมฉันมีกิจมาก มีกรณียะมาก พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ขอมหาบพิตร
    ทรงสำคัญเวลา ณ บัดนี้เถิด. ครั้งนั้นแล พระเจ้าแผ่นดินมคธพระนามว่า
    อชาตศัตรู ทรงเพลิดเพลินยินดีภาษิตของพระผู้มีพระภาค
    แล้ว เสด็จลุกจากอาสนะ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทรงกระทำ
    ประทักษิณแล้วเสด็จไป. เมื่อท้าวเธอเสด็จไปไม่นาน พระผู้มีพระภาค
    ตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระราชาพระองค์นี้ถูกขุด
    เสียแล้วพระราชาพระองค์นี้ถูกขจัดเสียแล้ว  หากท้าวเธอจักไม่ปลง
    พระชนมชีพพระบิดาผู้ดำรงธรรม เป็น พระราชาโดยธรรมไซร้
    ธรรมจักษุ ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน จักเกิดขึ้นแก่ท้าวเธอ ณ ที่
    ประทับนี้ทีเดียว. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสคำเป็นไวยากรณ์นี้แล้ว. ภิกษุ
    เหล่านั้นชื่นชมยินดีภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล้วแล.

    ทั้งน่าสงสาร ทั้งน่าเสียดายแทนครับ นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง
    คือถึงแม้ทำบุญมาระดับที่จะได้บรรลุมรรคผลต่อเบื้องพระพักตร์
    ก็หาอะไรเป็นประกันไม่ได้ว่ากิเลสจะไม่ลากไปลงเหวเสียก่อนหน้า

    ยังมีตัวอย่างเด็ดๆอีกเยอะ
    ที่พบพระพุทธเจ้าแทนที่จะนับว่าโชคดีได้ไปสวรรค์นิพพาน
    กลับพุ่งหลาวลงอเวจีมหานรกไปเลย
    เช่นพระเทวทัตเป็นต้น ทั้งอยากเป็นใหญ่แทนพระพุทธเจ้า ทั้งคิดปลงพระชนม์
    ใจกล้าหน้าด้านดีจริงๆ
    ดูตัวอย่างนักการเมืองทั่วโลกก็ไม่แปลกใจเลย
    รสและอำนาจของการเป็นใหญ่นั้นยั่วยวนให้มนุษย์หลงผิดง่ายยิ่ง

    สรุปคือเกิดเป็นมนุษย์นั้นยากยิ่ง
    เป็นมนุษย์ด้วย พบพุทธศาสนาด้วยนั้นยิ่งยากหนักขึ้นทวีคูณ
    พบพุทธศาสนาแล้ว ก็ไม่แน่ว่าจะอยู่ในกาลที่พระศาสดาท่านมีกำลังพระทัย
    บัญญัติสิกขาบทเพื่อดำรงศาสนาไว้นานๆ
    หรือพบพุทธศาสนาที่บัญญัติสิกขาบทไว้ดีแล้ว
    มีศรัทธาปสาทะ ไม่ลบหลู่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
    ก็แกว่งไปแกว่งมาอยู่ในความไม่แน่นอน
    และท้ายที่สุด ต่อให้เคารพพระรัตนตรัยแล้ว
    ก็อาจเป็นการเคารพแบบเลื่อนลอย ขาดเหตุผล
    ขาดความรู้ที่ชัดเจนว่าแก่นพระศาสนาคืออะไร
    การยุติทุกข์ การดับเชื้อทุกข์เป็นอย่างไร ทำกันท่าไหน
    หรือต่อให้รู้แล้ว ก็ใช่ว่าจะเป็นประกัน
    ว่าใครสักกี่คนมีกำลังใจปฏิบัติให้ถึงที่สุดทุกข์
    เอาชีวิตปัจจุบันเป็นเดิมพัน ไม่หวังน้ำบ่อหน้า

    เอวังคือสรุปว่า...
    ถ้ารู้แจ้งว่าสรรพสัตว์ในสังสารวัฏมีปริมาณมากนับอนันต์เพียงใด
    ก็จะตระหนักว่าเกิดเป็นมนุษย์ พบพุทธศาสนา วาสนาสูงเหลือกล่าวเทียบได้ถูก
    แต่น่าเสียดาย ได้แก้วไว้ในมือง่ายไปหน่อย เลยไม่ค่อยเห็นค่า
    และลึกๆก็มองว่าพระศาสนาเป็นของโหล
    เกิดใหม่ก็ได้เจอใหม่ หรือมีศาสนาอื่น แนวทางปฏิบัติอื่นๆที่พาให้พ้นทุกข์ได้เหมือนกัน
    ความจริงเกิดอยู่ตอนนี้น่ะถือว่าแจ็กพ็อตที่สุดแล้ว

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 10 พ.ย. 2543 / 10:36:21 น. ]
     [ IP Address : 203.155.129.91 ]

============

กระทู้เก่าจากลานธรรมครับ http://www.larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/001884.htm

Wednesday, June 17, 2009

ลำดับพระป่าตามอาวุโสปีเกิด


สืบเนื่องจากเล่นเวปลานธรรมกระทู้เก่าจึงเจอกระทู้ และ link บางอันที่ฝากอยู่บนโฮสที่สามารถแสดงอนิจจังได้ทุกเวลา จึงนำมาแปะไว้ในเวปนี้อีกแห่งหนึ่ง

กระทู้นี่คุณดังตฤณ ได้จัดลำดับพระป่าตามอาวุโสปีเกิดไว้ (http://www.larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/000132.htm) และคุณพัลวันได้นำมาลงใน geocities (http://www.geocities.com/Tokyo/Gulf/4126/TrueMonks.html) จึงขอนำมาลงไว้ในที่นี้ด้วยอีกแห่ง โดยผมได้เพิ่มรูปภาพครูบาอาจารย์ที่หาได้จาก google เพิ่มเติมเข้าไปด้วยครับ

เนื่องจากไม่สามารถติดต่อทั้ง คุณดังตฤณและคุณพัลวันเพื่อขออนุญาตได้ จึงขออนุญาตด้วยใจเป็นธรรมทานครับ -/\- และขออนุโมทนาแด่ทุกท่านที่ได้นำภาพครูบาอาจารย์ไว้บนอินเตอร์เน็ทครับ -/\-


ลำดับพระป่าตามอาวุโสปีเกิด

                       
ชื่อ - ฉายา เกิด คติธรรม คำสอนสำคัญ

หลวงปู่จันทร์ สิริจนฺโท
20 มีนาคม 2399 เปล่า…ไม่มีใครเกิด ไม่มีใครแก่ ไม่มีใครตาย นามรูป ธาตุขันธ์ อายตนะ เกิดขึ้นแล้วดับไปต่างหาก
           

หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล
2 พฤศจิกายน 2402 ถ้าหากภูมิจิตของผู้ปฏิบัติจะมองเห็นแต่เพียงกายทั้งหมดนี้เป็น แต่เพียงธาตุสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ รู้แต่เพียงว่าธาตุสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ และภูมิจิตของท่านอยู่แค่นั้น ก็มีความรู้เพียงแค่ชั้นสมถกรรมฐาน ถ้าภูมิจิตของผู้ปฏิบัติ ปฏิบัติความรู้ไปสู่พระไตรลักษณ์ ถ้าหากมีอนิจจสัญญา ความสำคัญมั่นหมายว่าไม่เที่ยง ทุกขสัญญา ความสำคัญมั่นหมายว่าเป็นทุกข์ (เพราะตั้งอยู่ไม่ได้) อนัตตสัญญา ความสำคัญมั่นหมายว่าไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง ภูมิจิตของผู้ปฏิบัตินั้นก็ก้าวเข้าสู่ภูมิแห่งวิปัสสนา< /td>
           

หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต
20 มกราคม 2413 แก้ให้ตกเน้อ แก้บ่ตกคาพกเจ้าไว้ แก้บ่ได้แขวนคอต่องแต่ง แก้บ่พ้นคาก้นย่างยาย คาย่างยายเวียนตายเวียนเกิด เวียนเอากำเนิดในภพทั้งสาม ภพทั้งสามเป็นเฮือนเจ้าอยู่
                    

หลวงปู่จันทร์ เขมิโย
5 ธันวาคม 2424 ผู้ใดอยากดี อย่าพากันพูดเล่น ให้พากันขยันหมั่นเพียร อย่าเป็นคนเกียจคร้าน ผู้ใดอวดเก่ง ผู้นั้นเป็นคนขี้ขลาด ผู้ใดอวดฉลาด ผู้นั้นเป็นคนโง่ ผู้ใดคุยโว ผู้นั้นเป็นคนไม่เอาถ่าน อยากเป็นคนดี ต้องทำดีถูก
         

หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ
16 มกราคม 2430 ของเก่าปกปิดความจริง ตัดอดีต อนาคตลงให้หมด จิตดิ่งอยู่ในปัจจุบัน รู้ในปัจจุบัน ละในปัจจุบัน ทำในปัจจุบัน แจ้งอยู่ในปัจจุบัน ไม่มีสติ ไม่มีปัญญา ไม่มีความเพียร ไม่มีความสำเร็จ

         

หลวงปู่ดุลย์ อตุโล
4 ตุลาคม 2430 คิดเท่าไหร่ก็ไม่รู้ ต้องหยุดคิดให้ได้จึงรู้ แต่ก็ต้องอาศัยความคิดนั่นแหละจึงรู้ คนในโลกนี้ต้องมีสิ่งที่มี เพื่ออาศัยสิ่งนั้นเป็นผู้ปฏิบัติธรรม ต้องปฏิบัติถึงสิ่งที่ไม่มี และอยู่กับสิ่งที่ไม่มี
          

หลวงปู่ทองรัตน์ กนฺตสีโล
1 มกราคม 2431 (...ลูกชายตายหรือ) ให้มันตาย ให้มันตายหมดโคตร หมดเชื้อหมดแนวมัน หมดพ่อหมดแม่มัน (นี่แหละเท่าทันวัฏสังขาร...)
        

หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม
3 กุมภาพันธ์ 2431 พุทธะคือผู้รู้ก็ตัวเรานี้เอง เปรียบได้กับไข่อยู่ข้างในเปลือก ทำให้เปลือกไข่แตกเราก็ได้ไข่ พิจารณาร่างกายของเราให้แตก แล้วเราก็จะได้ธรรมะ


หลวงปู่จูม พนฺธุโล
24 เมษายน 2431 ความรัก ความชัง เป็นปฏิปักษ์ธรรม


หลวงปู่ขาว อนาลโย
28 ธันวาคม 2431 ทำไมเกิดมาไม่เหมือนกันล่ะ ไม่เหมือนกันคือความประพฤติ ผู้นี้เขาประพฤติดี เขามีการรักษาศีล มีการให้ทาน มีการสดับรับฟัง เขาจึงมีปัญญาดี มีการศึกษาเล่าเรียนดี อยู่ไหนก็มีแต่กรรมดี
           

หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม
27 มกราคม 2432 วิธีแก้จิตก็คือวิธีนั่งสมาธินี้เอง แต่ก็เป็นของที่ขาดคราวมานาน จนผู้ศึกษาพระพุทธศาสนาเข้าใจผิดไปหมดว่าหมดคราวหมดสมัย หมดเขตมรรคผลธรรมวิเศษเสียแล้ว

ประวัติเพิ่มเติม
< /font>
           

หลวงปู่กินรี จนฺทิโย
8 เมษายน 2439 ถ้าขาดสติ โอกาสที่จิตใจจะวิ่งไปตามอารมณ์ภายนอกมันก็มีมากขึ้น และอารมณ์ทั้งหลายก็ย่อมครอบงำจิตให้หลงใหลมัวเมาได้ง่ายขึ้น

ประวัติเพิ่มเติม
           

หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
20 สิงหาคม 2442 บุญกุศลนั้นก็ไม่ใช่อื่นไกล ก็ได้แก่ทานบารมี ศีลบารมี ภาวนาบารมีนี้แหละ ทานก็รู้อยู่แล้ว คือการสละหรือการละการวาง ผู้ใดละมาก วางได้มาก ก็เป็นผลานิสงส์มาก ผู้ใดวางได้น้อย ละได้น้อย ก็มีผลานิสงส์น้อย

ประวัติเพิ่มเติม
< /font>

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโณ 6 พฤศจิกายน 2443 เราจะกลัวเสือหรือกลัวกิเลส กิเลสมันทำให้เราตายนับภพนับชาติไม่ถ้วน เสือตัวนี้มันทำให้เราตายได้หนเดียว

หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร 11 กุมภาพันธ์ 2444 จิตติดที่ไหน ย่อมไปเกิด ณ ที่นั้น จิตติดเรือนก็อาจจะมาเกิดเป็นจิ้งจกตุ๊กแกได้ แม้แต่พระภิกษุติดจีวรยังไปเกิดเป็นเล็น น่าหวาดกลัวนัก แล้วกิเลสมีร้อยแปดประตู พุทโธมีประตูเดียว เพราะฉะนั้นให้ฝึกหัดปฏิบัติให้คุ้นเคย วาระที่เราจะเปลี่ยนภพเปลี่ยนชาติจะเข้าจิตได้ทันหรือเปล่า

หลวงปู่ชอบ ฐานสโม 12 กุมภาพันธ์ 2444 ...แน่นอน มรรคผลนั้นคงอยู่แค่เอื้อมนั้นเอง เทศน์ที่สั้นที่สุด...วาง พิจารณาตน วางตัวเจ้าของ จิตตะในอิทธิบาท 4 เอาใจใส่ นั่งก็ตาย นอนก็ตาย ยืนก็ตาย เดินก็ตาย

หลวงปู่คำดี ปภาโส 26 มีนาคม 2445 ความไม่ประมาท คือเป็นผู้มีสติจดจ่ออยู่ที่กายและใจทุกอิริยาบถ ไม่มีการเผลอสติ จึงจัดว่าเป็นผู้ไม่ประมาท เข้าใจไหม?

หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี 26 เมษายน 2445 แท้ที่จริงธรรมะคือตัวของเรานี้ทุกคนก็มีแล้วครบมูลบริบูรณ์ ทุกอย่าง แต่เราไม่ได้สร้างสมอบรมให้เห็นธรรมะที่มันมีในตนของตน ธรรมะแทรกอยู่ในขันธโลกอันนี้ หากใช้อุบายปัญญาพิจารณากลั่นกรองด้วยวิธี 3 อย่าง มีศีล ษมาธิ ปัญญา ดังอธิบายแล้ว ธรรมะจะปรากฏในตัวของตน ของตน กายและจิตอันนี้เป็นบุญกรรมและกิเลสนำมาตกแต่งให้ เมื่อนำมาใช้โดยหาสาระมิได้ ถึงแม้จะมีอายุยืนนาน ก็ปานประหนึ่งว่าหาอายุมิได้ สมกับพุทธพจน์ที่พระองค์ตรัสว่า บุคคลใดมีชีวิตอยู่ร้อยปี แต่เขามิได้พิจารณาเห็นความเกิดดับของอัตภาพนี้ ผู้นั้นสู้ผู้เขามีชีวิตอยู่วันเดียว แต่พิจารณาเห็นความเกิดดับไม่ได้

หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ 1 กรกฎาคม 2445 ธรรมะเป็นทางแก้ทุกข์ เมื่อจะแก้ก็ต้องสอบทุกข์ก่อน ให้เห็นทุกข์ก่อนเหมือนกับเราทำงานอะไร เราต้องเห็นงานก่อน จึงจะทำได้ ทุกข์อันหนึ่งที่เป็นงานของพวกเราควรทำ ถ้าไม่ทำเราก็ไม่พ้น ฉะนั้นพระพุทธเจ้าทรงสอนพวกเราให้รู้ทุกข์

หลวงปู่ผาง จิตฺตคุตฺโต 5 สิงหาคม 2445 ศีลมีมากมายหลายข้อ ไม่ต้องรักษาหมดทุกข้อหรอก รักษาแต่ใจตัวเองอย่างเดียวให้ดีเท่านั้น กายวาจาก็จะดีไปด้วยกัน

หลวงปู่ศรีจันทร์ วณฺณาโภ 18 มกราคม 2447 กายเหมือนเรือ ใจเหมือนนายเรือ ถ้านายเรือไม่รับการฝึกหัดชำนิชำนาญ หรือประมาทไป ก็จะพาเอาเรือไปเป็นอันตรายเสีย ต่อเป็นผู้ได้ศึกษาและมีสติ จึงจะสามารถพาไปถึงท่า

หลวงปู่ลี ธมฺมธโร 31 มกราคม 2449 คนที่จะพ้นตาย ต้องทำตัวเหมือนคนตาย คนกลัวตายต้องตายอีก ผู้ที่จะพ้นจากภพก็ต้องเข้าไปอยู่ในภพ ผู้ที่จะพ้นจากชาติต้องรู้เรื่องของตัว จึงจะเป็นไปได้ ขณะเรานั่งสมาธิหลับตาภาวนั้น ก็ให้หลับแต่ตา ส่วนใจเราต้องให้สว่างไสว ษมาธิเปรียบเหมือนตะปู ปัญญาเปรียบเหมือนค้อนที่ตอกตะปู ถ้าตะปูเอียงไปค้อนก็ตีผิดๆถูกๆ ตะปูนั้นก็ไม่ทะลุกระดานนี้ฉันใด ใจเราจะบรรลุธรรมชั้นสูงทะลุโลกได้จะต้องมีสมาธิเป็นหลักก่อน แล้วจึงเกิดญาณปัญญา ญาณนี้จะได้แต่คนทำสมาธิเท่านั้น ส่วนปัญญาธรรมดาย่อมมีอยู่ทั่วไปแก่คนทั้งหลาย
       
หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร 26 พฤศจิกายน 2452 การภาวนาไม่ใช่เป็นของหนักเหมือนแบกไม้หามเสา เป็นของเบาที่สุด นึกภาวนาบทใดข้อใด ก็ให้เข้าถึงจิตถึงใจ จนจิตใจผ่องใสสะอาดตั้งมั่นเที่ยงตรงคงที่อยู่ ภายในจิตใจของตน ใจก็สบาย นั่งก็สบาย นอนก็สบาย ยืนไปมาที่ไหนก็สบายทั้งนั้น ในตัวคนเรานี้เมื่อจิตใจสบาย กายก็พลอยสบายไปด้วย อะไรๆทุกอย่างมันก็สบายไป มันแล้วแต่จิตใจ
     
หลวงปู่บุญมี สิริธโร 14 ตุลาคม 2453 เมื่อนั่งภาวนาให้เป็นผู้มีสติ อย่าให้มันขาด ธรรมะจั่งสิเจริญขึ้น ซาดว่าเฮ้ดซื่อๆ บ่มีสติ ธรรมะมันบ่เกิด

หลวงปู่เทียน จิตฺตสุโภ 5 กันยายน 2454 ความรู้สึกตัวเป็นรากเหง้าของบุญ ความไม่รู้เป็นรากเหง้าของบาป

หลวงปู่บัวพา ปญฺญาภาโส 31 ตุลาคม 2454 คนเราควรใช้สติเป็นตา ใช้ปัญญาเป็นกล้องส่องใจ จะได้รู้ว่าสภาพที่แท้จริงของจิตเป็นอย่างไร ธรรมชาติของปกติจิต คือพื้นที่ของภวังคจิต เป็นจิตที่ผ่องใสไพโรจน์ จิตที่แปรผันออกจากพื้นที่ของมันเพราะตัวอวิชชา คือความไม่รู้เท่าทันต่อโลก ไม่รู้เท่าทันต่ออารมณ์ จิตจึงได้ผันแปรออกจาก "ความปกติ" (หมายถึงความสงบ) แล้วกลายเป็นบุญหรือกลายเป็นบาป
     
หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ 8 มกราคม 2455 อันสตินี้ สัมปชัญญะนี้ ก็สมมติเป็นโชเฟอร์ ผู้กำพวงมาลัย ได้แก่เป็นผู้มีสติคอยระมัดระวังกาย วาจา จิต อยู่เสมอๆ
      
หลวงปู่มหาบัว ญาณสมฺปนฺโน 12 สิงหาคม 2457 การคลี่คลายคือการเปิดดูหัวของกิเลสนั่นเอง มันหลบ มันซ่อน มันยึด มันถืออยู่ตรงไหน มันยึดมันถือว่าอันไหนสวยอันไหนงาม ธรรมะฟาดเข้าไปๆ มันสวยที่ไหน มันงามที่ไหน

หลวงปู่ชา สุภทฺโท 17 มิถุนายน 2461 หมามันยังรู้จักอารมณ์ของมันเลย เวลาหิวมันก็คราง "หงิงๆ" ใครไม่รู้จักอารมณ์ของตัวเองก็ตายเสียดีกว่า

Monday, June 15, 2009

พบพระพุทธเจ้าจงฆ่าเสีย

เป็นกระทู้จากเวป pantip.com สมัยปี 2541 นะครับ ตอนแรกจะทำ link ไปยังกระทู้ต้นฉบับ (http://www.pantip.com/amof/old_cafe/K101192.html) แต่เอามาโพสไว้ที่นี้ด้วยดีกว่า เผื่อวันไหนต้นฉบับเกิดพังไปก็ยังมีเก็บไว้ที่นี่อีกที่นึง

อนุโมทนาแด่ทุกท่านในกระทู้ด้วยครับ -/\-



พบพระพุทธเจ้าจงฆ่าเสีย


 
เนื้อความ :-----------------------พบพระพุทธเจ้าจงฆ่าเสีย------------------------
คำว่าเซ็น หมายถึง พุทธศาสนานิกายหนึ่ง ซึ่งเป็นสาขาของมหายาน
มีเอกลักษณ์พิเศษคือไม่เน้นตำรา แต่เน้นการถ่ายทอดสัจธรรมจากจิตถึงจิต
เราได้รับการบอกเล่าถึงวิธีการถ่ายทอดของอาจารย์เซ็นโดยการถามปัญหา
(โกอาน) แปลก ๆ การตอบคำถามแบบ "ไปไหนมาสามวาสองศอก"
และนิทานชวนขันชวนคิดท้าทายปัญญา

ในขณะที่สังฆปริณายกองค์ที่ ๕ กำลังเผยแผ่ศาสนาอยู่...
มีเด็กหนุ่มกำพร้าคนหนึ่งชื่อ "เว่ยหล่าง" มีอาชีพตัดฟืนขายเลี้ยงมารดาผู้ชรา
ที่ตำบลชุนเชา มณฑลกวางตุ้ง ภาคใต้ของจีน.. เว่ยหล่างได้ยินอุบาสกคนหนึ่ง
สวดวัชรปรารมิตาสูตร หรือที่ภาษาจีนเรียกว่า "กิมปังปัวเยียปอล่อมิกเก็ง"
พอได้ยินเท่านั้น ก็เกิดขนลุกชูชัน เกิดศรัทธาอยากจะศึกษาธรรมะเหลือเกิน
แต่ติดขัดที่ไม่มีใครดูแลมารดา จึงรออยู่พักหนึ่ง จนในที่สุดมีผู้ให้เงิน๑๐ ตำลึง
เพื่อมอบให้มารดาใช้สอยขณะเขาไม่อยู่ เว่ยหล่างจึงเดินทางไปเมืองวองมุย
ใช้เวลาเดินทางถึง ๑ เดือน พอไปถึงก็เข้าไปนมัสการพระสังฆปริณายก
ขอเรียนธรรมะด้วย
"เธอมาจากไหน" ท่านอาจารย์ถาม
"มาจากปักษ์ใต้ครับ"
"คนทางใต้เป็นคนป่าคนดง จะหวังเป็นพุทธะได้อย่างไร"
"คนอาจจะมาจากภาคเหนือภาคใต้ แต่พุทธภาวะไม่มีเหนือ
ไม่มีใต้ มิใช่หรือครับ" เด็กหนุ่มย้อน
ท่านสังฆปริณายกรู้ทันทีว่าเด็กหนุ่มบ้านอกคนนี้ ได้รู้สัจธรรม
ระดับหนึ่งแล้ว แต่เพื่อมิให้เป็นภัยแก่เขา จึงแสร้งดุให้เขาเงียบเสียง
แล้วให้ไปช่วยทำงานในครัว
วันหนึ่งท่านอาจารย์เรียกประชุมศิษย์ทั้งหมด ให้แต่ละคนเขียนโศลก
บรรยายธรรมคนละบท เพื่อทดสอบภูมิธรรม ชินเชา (ชินชิ่ว) หัวหน้าศิษย์
เป็นผู้ที่ใคร ๆ ยกย่องว่าเป็นผู้เข้าใจธรรมะอย่างลึกซึ้งกว่าคนอื่น และมีหวัง
จะได้รับมอบบาตรและจีวรจากท่านอาจารย์แน่ ๆ ได้แต่โศลกบทหนึ่ง
เขียนไว้ที่ผนังว่า
"กาย คือต้นโพธิ์
ใจ คือกระจกเงาใส
จงหมั่นเช็ดถูเป็นนิตย์
อย่าปล่อยให้ฝุ่นละอองจับ"
ท่านอาจารย์อ่านโศลกของชินเชาแล้ว ชมเชยต่อหน้าศิษย์ทั้งหลาย
ว่าเป็นผู้เข้าใจธรรมอย่างลึกซึ่ง (แต่ตอนกลางคืนเรียกเธอเข้าไปพบตามลำพัง
บอกว่าชินเชา "ยังไม่ถึง" ให้พยายามต่อไป)
เว่ยหล่างได้ฟังโศลกของหัวหน้าศิษย์แล้ว มีความรู้สึกเป็นส่วนตัวว่า
ผู้แต่โศลกยังเข้าใจไม่ลึกซึ้ง จึงแต่โศลกแก้ เสร็จแล้ววานให้เพื่อนช่วยเขียนให้
เพราะเว่ยหล่างอ่านหนังสือไม่ออกเขียนไม่ได้ โศลกบทนั้นมีความว่า
"เดิมที ไม่มีต้นโพธิ์
ไม่มีกระจกเงาใส
เมื่อทุกอย่างว่างเปล่าตั้งแต่ต้น
ฝุ่นละอองจะลงจับอะไร"
ท่านอาจารย์รู้ทันทีว่า ผู้เขียนโศลกเป็นผู้เข้าถึงสัจธรรมสูงสุดแล้ว
จึงถามใครเป็นคนแต่ง พอทราบว่าเว่ยหล่างเด็กบ้านนอกแต่ง จึงสั่งให้ลบทิ้ง
พร้อมดุด่าต่อหน้าศิษย์อื่น ๆ ว่า หนังสือยังอ่านไม่ออกสะเออะจะมาเขียนโศลก
แต่พอคล้อยหลังศิษย์อื่น ท่านอาจารย์เรียกเว่ยหล่างเข้าพบมอบ
บาตรและจีวรให้ (มอบตำแหน่ง) แล้วสั่งให้รีบหนีไปกลางดึก ศิษย์ในสำนัก
รู้ข่าว พากันออกตามล่าเอาบาตรและจีวรคืน เดชะบุญหนีรอดไปได้
เว่ยหล่างหลบซ่อนอยู่ในป่าเป็นเวลา ๑๕ ปี ได้อุปสมบทเป็นภิกษุ
เมื่ออายุ ๓๕ ปี แล้วออกเผยแผ่ศาสนาจนกระทั่งอายุ ๗๖ ปี ก็มรณภาพ
ท่านเว่ยหล่างไม่รู้หนังสือ แต่สามารถเข้าถึงธรรมะได้เร็วกว่า
คนที่เรียนแตกฉาน จากประสบการณ์นี้เอง ท่านจึงเชื่อมั่นว่า การศึกษา
ธรรมะกับการบรรลุธรรมเป็นคนละเรื่องกัน นักศึกษาที่ "พลิกตำรา"
ทีละหน้าๆ ไม่นานอาจถูกตำรามัน "พลิก" เอาได้
เทคนิกการสอนเซ็นของท่านเว่ยหล่างจึงไม่เน้นตำรา ไม่ติดตำรา
แม้ระบบการถ่ายทอดเซ็นโดยการมอบบาตรและจีวร ที่สืบทอดกันมาแต่
โบราณกาล พอถึงยุคท่านเว่ยหล่าง ท่านยกเลิกหมด ท่านเห็นว่าการมอบ
วัตถุให้แก่กัน ทำให้คนเบาปัญญา ไม่บรรลุธรรม คิดโลภอยากได้แล้วแย่งกัน
ดังที่ท่านเคยประสบมาด้วยตัวเอง การถ่ายทอดควรใช้วิธี "จากจิตสู่จิต"
มากกว่า ใครได้บรรลุธรรม ก็นับว่าเป็นสังฆปริณายกสืบต่อศาสนาทุกคน
มีภาพที่รู้จักดีในหมู่ชาวพุทธเซ็นภาพหนึ่ง เป็นภาพท่านเว่ยหล่าง
ฉีกคัมภีร์ทิ้งกระจุยกระจาย แเสดงว่าการจะเข้าถึงสัจธรรม ต้องทำลาย
ความยึดติดคัมภีร์เสียก่อน นับเป็นภาพที่ท้าทายเอาการทีเดียว
ศิษย์ของท่านคนหนึ่งชื่อ ลินซิ (รินไซ) ไปไกลยิ่งกว่านั้น
คำพูดของท่าน ถ้าชาวพุทธไทยผู้เคร่งครัดได้ฟัง อาจสะดุ้งแปดกลับ
หาว่าคนพูดเช่นนนั้นไม่บ้าก็เมา
ท่านพูดว่าไงนะหรือครับ
"ถ้าคุณพบพระพุทธเจ้ากลางทาง จงฆ่าเสีย"

จาก พุทธศาสนาทัศนะและวิจารณ์ 
ของ ร.ศ.เสฐียรพงษ์ วรรณปก

จากคุณ :วันวิสาข์ - [วันวิสาขบูชา 14:10:28]

ความคิดเห็นเพิ่มเติม:ประโยคนี้น่าจะมีความหมายเดียวกับประโยคว่า
"ผู้ใดได้เห็นธรรม ผู้นั้นย่อมเห็นข้าฯ ตถาคต".... ใช่มั๊ยครับ?
คำว่า "ฆ่า" ในที่นีี้ก็คือ "ฆ่ากิเลส" ที่มีอยู่ในใจเรานั่นเอง
พอฆ่ากิเลสได้ ใจเราย่อมเห็นธรรมะ ที่พระพุทธองค์พยายามเผยแพร่ให้เราทุกคนได้เห็น....
ไม่จำเป็นว่าจะต้องพบพระพุทธเจ้ากลางทางหรอกครับเราสามารถพบท่านได้ทุกที่ ทุกเวลา
พอพบท่านแล้ว ก็ฆ่ากิเลสในใจเราซะ
จิตใจเราก็ปราศจากทุกข์
ถ้าฆ่าได้สมบูรณ์แบบ หมดจด เฉกเช่นพระพุทธองค์และพระอรหันต์ทั้งหลาย
ย่อมบรรลุถึง "นิพพาน"......
โดยคุณ :Mr. หวัง - [11 พ.ค. 2541 18:02:22]

ความคิดเห็นเพิ่มเติม:ผมสงสัยมานานแล้วเหมือนกันว่า
ที่บรรดาพระสงฆ์องค์เจ้าต่าง ๆ 
มีกิเลสที่ต้องการจะไปนิพพาน
เพื่อหวังผลความสุขเป็นนิจ
โดยไม่อยากจะกลับมาเกิดเพื่อ
เป็นมนุษย์ที่เผชิญทุกข์ต่าง ๆ 
การอยากไปนิพพาน ก็คือกิเลส
แล้วอย่างนี้จะเรียกว่าหลุดพ้นจาก
กิเลสแล้วถึงขั้นนิพพานได้หรือ
ไม่ค่อยเข้าใจแต่สงสัย จึงอยากถาม
ผู้รู้สักหน่อยถึงประเด็นเหล่านี้
โดยคุณ :อาเส็ง - [11 พ.ค. 2541 18:11:55]

ความคิดเห็นเพิ่มเติม:ผมเคยอ่านเจอที่คุณอาเส็งถาม.....แต่นานมาแล้ว
เข้าใจว่าเป็นหนังสือของท่านพุทธทาส
มันไม่ใช่กิเลสหรอกครับ
แต่เป็นอะไรรบกวนผู้รู้จริงอธิบายครับ
โดยคุณ :หมึกดำ - [11 พ.ค. 2541 18:45:56]

ความคิดเห็นเพิ่มเติม:"จิต-สู่-จิต" ...
มันอยู่ที่ "จิต" ไม่ใช่หรือ ? ...
ไม่ได้อยู่ที่ "วัตถุ-สู่-จิต"

แล้วทำไมท่านเว่ยหลางต้องฉีกตำราด้วย

ถ้าท่านฉีก "วัตถุ" ก็หมายความว่าท่านยึดติดกับ"วัตถุ" ไม่ใช่หรือ ?

โดยคุณ :คนบ้า - [11 พ.ค. 2541 19:45:01]

ความคิดเห็นเพิ่มเติม:ที่ MR. หวังว่ามานั้น ถูกต้องแล้ว คือฆ่ากิเลสที่อยู่ในใจ 
พระอานนท์ "ไม่ฆ่าพระพุทธเจ้า" จึงบรรลุช้า
กว่าคนอื่น ๆ เขา คือ ต้องรอให้
พระพุทธเจ้าพระองค์จริงปรินิพพานก่อนจึงบรรลุ
-----------------------------------------------------------

ที่คุณอาเส็ง กับคุณหมึกดำถามนั้น
จัดเป็นกิเสลเหมือนกัน แต่เป็นประเภทตัณหา
ตัณหามี 3 ตัว คือ
1. กามตัณหา หมายถึง ความอยากได้ทางวัตถุ
ที่สนองความต้องการทางประสาทสัมผัส
เช่น รูป เสียง กลิ่น รส และการจับต้องที่นุ่มนวล

2. ภวตัณหา หมายถึง อยากมี อยากเป็น เช่น
อยากเป็นนายกฯ (การเมืองเรื่องตัณหา)
อยากเป็นนายพล อยากเป็นรัฐมนตรี ฯลฯ

3. วิภวตัณหา หมายถึง อยากที่จะไม่มี ไม่เป็น
พระพุทธเจ้าทรงอยาก "ที่จะไม่เกิดอีก"
จึงทรงแสวงหาทางออก คือ พระนิพพาน

จะเห็นได้ว่า ตัณหา ก็มีประโยชน์เหมือนกัน
ก็เหมือนกับที่เรา "ขี้เกียจเดิน" จึงต้องสร้างรถ
ขึ้นมาใช้งานแทน
ความขี้เกียจจึงก่อให้เกิดการพัฒนา เหมือนกับ
วิภวตัณหาที่ก่อให้เกิดความหลุดพ้น
---------------------------------------------

ส่วนประเด็นที่คุณคนบ้าแย้งนั้น
ไม่ใช่ท่านเว่ยหล่างยึดติดในตำราหรือวัตถุ
แต่เป็นการใช้วัตถุเป็นสื่อให้เข้าถึงจิต
นั่นก็คือเป็นการทำให้ดูโดยไม่ต้องอธิบายเลย
คนมีจิตเข้าถึงธรรมเท่านั้น จึงจะเข้าใจได้ว่า
ที่ท่านฉีกนั้น ไม่ใช่วัตถุ แต่ท่าน ฉีกกิเลส
แห่งความเป็นหนังสือ ต่างหาก

คนที่เห็นว่า ท่านฉีกหนังสือ แสดงว่ายัง
ติดในวัตถุ ส่วนคนที่เข้าใจได้ว่า ท่านไม่ได้
ฉีกหนังสือ แต่ฉีกกิเลส แสดงว่า เข้าถึง
ธรรมแล้วในระดับหนึ่ง 

นี่คือความหมายของ จิตสู่จิต จากรูปนั้น
----------------------------------------------------
วันวิสาข์

โดยคุณ :วันวิสาข์ - [11 พ.ค. 2541 20:25:52]

ความคิดเห็นเพิ่มเติม:ที่ MR. หวังว่ามานั้น ถูกต้องแล้ว คือฆ่ากิเลสที่อยู่ในใจ 
พระอานนท์ "ไม่ฆ่าพระพุทธเจ้า" จึงบรรลุช้า
กว่าคนอื่น ๆ เขา คือ ต้องรอให้
พระพุทธเจ้าพระองค์จริงปรินิพพานก่อนจึงบรรลุ
-----------------------------------------------------------

ที่คุณอาเส็ง กับคุณหมึกดำถามนั้น
จัดเป็นกิเสลเหมือนกัน แต่เป็นประเภทตัณหา
ตัณหามี 3 ตัว คือ
1. กามตัณหา หมายถึง ความอยากได้ทางวัตถุ
ที่สนองความต้องการทางประสาทสัมผัส
เช่น รูป เสียง กลิ่น รส และการจับต้องที่นุ่มนวล

2. ภวตัณหา หมายถึง อยากมี อยากเป็น เช่น
อยากเป็นนายกฯ (การเมืองเรื่องตัณหา)
อยากเป็นนายพล อยากเป็นรัฐมนตรี ฯลฯ

3. วิภวตัณหา หมายถึง อยากที่จะไม่มี ไม่เป็น
พระพุทธเจ้าทรงอยาก "ที่จะไม่เกิดอีก"
จึงทรงแสวงหาทางออก คือ พระนิพพาน

จะเห็นได้ว่า ตัณหา ก็มีประโยชน์เหมือนกัน
ก็เหมือนกับที่เรา "ขี้เกียจเดิน" จึงต้องสร้างรถ
ขึ้นมาใช้งานแทน
ความขี้เกียจจึงก่อให้เกิดการพัฒนา เหมือนกับ
วิภวตัณหาที่ก่อให้เกิดความหลุดพ้น
---------------------------------------------

ส่วนประเด็นที่คุณคนบ้าแย้งนั้น
ไม่ใช่ท่านเว่ยหล่างยึดติดในตำราหรือวัตถุ
แต่เป็นการใช้วัตถุเป็นสื่อให้เข้าถึงจิต
นั่นก็คือเป็นการทำให้ดูโดยไม่ต้องอธิบายเลย
คนมีจิตเข้าถึงธรรมเท่านั้น จึงจะเข้าใจได้ว่า
ที่ท่านฉีกนั้น ไม่ใช่วัตถุ แต่ท่าน ฉีกกิเลส
แห่งความเป็นหนังสือ ต่างหาก

คนที่เห็นว่า ท่านฉีกหนังสือ แสดงว่ายัง
ติดในวัตถุ ส่วนคนที่เข้าใจได้ว่า ท่านไม่ได้
ฉีกหนังสือ แต่ฉีกกิเลส แสดงว่า เข้าถึง
ธรรมแล้วในระดับหนึ่ง 

นี่คือความหมายของ จิตสู่จิต จากรูปนั้น
----------------------------------------------------
วันวิสาข์

โดยคุณ :วันวิสาข์ - [11 พ.ค. 2541 20:28:04]

ความคิดเห็นเพิ่มเติม:ลึกซึ้งครับ ลึกซึ้ง
คุณอาเส็งครับ ไม่ทราบว่าคุณเคยได้ยินคำว่า ละตัณหาด้วยตัณหาหรือคำว่าละฉันทะด้วยฉันทะหรือ
เปล่าครับ
คืองี้ครับ ครั้งหนึ่งมีพราหมณ์คนหนึ่งมาถามพระอานนท์ครับว่าบุคคลพึงละฉันทะด้วยอะไรพระอานนท์
ก็ตอบกลับไปว่า ละด้วยฉันทะสิครับ พอพราหมณ์ไม่เข้าใจท่านก็อธิบายว่าก่อนที่เราจะไปไหนเนี่ยเรา
ย่อมต้องมีความต้องการที่จะไปใช่หรือไม่ เช่นก่อนที่คุณจะเข้ามาสู่pantipเนี่ยคุณก็มีความต้องการที่
จะมาใช่มั๊ย คราวนี้เมื่อคุณมาถึงแล้วความต้องการนั้นก็หายไปใช่มั๊ยนั่นแหละ ภิกษุใดที่เป็นพระอรหันต์
ฉันทะใดก็ตามที่เคยมีเพื่อบรรลุธรรมนั้น เมื่อบรรลุแล้วก็สงบระงับไปฉันนั้นนั่นเอง
ตัณหาก็เฉกเช่นกัน 
โดยคุณ :rising_sun - [11 พ.ค. 2541 22:17:24]

ความคิดเห็นเพิ่มเติม:อ้อ ลืมบอกความคิดเกี่ยวกับปรัชญาเซ็นไปน่ะครับในความคิดของผมปรัชญาเซ็นเหมือนจินตมยปัญญา
มากกว่าภาวนามยปัญญานะครับ เหมือนกับว่าใครคิดได้ลึกกว่าคนนั้นก็บรรลุธรรม อะไรประมาณนั้น
น่ะครับ
โดยคุณ :rising_sun - [11 พ.ค. 2541 22:21:21]

ความคิดเห็นเพิ่มเติม:ผมพูดได้คำเดียวว่า
พระพุทธเจ้าไม่มี...

เชื่อว่าทุกท่านที่อ่านมาจนหมดทั้งตัวกระทู้และผู้แจมทุกท่านคงรู้ว่าผมหมายถึงอะไร
ดังนั้น พบพระพุทธเจ้าไม่ต้องฆ่า เพราะพระพุทธเจ้านั้นสิน้จากความ"มีอยู่"
ไปแล้ว 

โดยคุณ :Phantom of User - [11 พ.ค. 2541 22:49:54]

ความคิดเห็นเพิ่มเติม:ตอนนี้ผมพิมพ์ไทยไก้แล้ว ครับ..... กีใจจัง แต่ต้องเพ่งตัวิักษรเยอะหน่อย(กีกว่าไม่มี...แฮะ) ขอแจมก้วยคนน่ะครับ.......

ผมว่า แนวคิกแบบเซ็น ทำให้เรารู้จักปล่อยวาง ไม่ยึกติกกับ สิ่ง สภาพ ความรู้สึกนึกคิก ต่าง ๆ (ขันธ์ 5) ลอง อ่าน วัชรปรมิตตาสูตร(จาก คุณ วิสาจาห์ อ่านข้างบน) จาก ยทสนทนา ระหว่าง
ตถาคต และ สุภูติ ภิกขุ ว่า แม้กระทั่ง อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณก็เป็น เพียง แค่ ชื่อเรียก หามีสภาวะอันแท้จริงไม่ กังน฿น จังอย่าคิกว่ามันมีสภาพที่จะทำให้ไก้รับ ที่จะเป็นเจ้าของ ผมเคยเห็นกระทู้ที่ถามว่า จะไปรับธรรมะที่ไหน ที่จริง มันไม่มีธรรมะไม่มีสภาพ ที่จะไก้รับ ที่จะ ไก้เป็นเจ้าของ(วัขรสูตร)
แต่ต้องอย่าพิจารณา เซ็นอย่าให้ ขากสูญ (ที่จริงเซ้น ก็เปรียบไก้กับ สูนยตา นั่นเอง)
แต่ถ้าเกิกใครบอกว่า อย่างว฿น ขอชกหน้านาย 1 ทีแล้วอย่าโกรธ จะไก้ใหม...นี่คือ ขากสูนย์ คือ too extreme on one end. สิ่งตรงข้ามคือ อะไร ๆ ก็มี ตัวตน มีความคิกที่ ติกอยู่ ก็กลับมาเป็นเรื่อง อุจเฉท กับสัสต อีกแล้ว เภียงไม่รู้จักจบ เพราะ เรื่องนี้ ก็เถียงกัน ในสมัย เว่ยหลางก้วย และ ทุกยุค ทุกสมัย
 
 
 

โดยคุณ :Xiao Suang Jue - [12 พ.ค. 2541 05:34:01]

ความคิดเห็นเพิ่มเติม:I have to apologize for the mistyping.. Thisis my first time to type Thai in pantip... And the characters are verysmall. Even though i focus on typing ,but there are lots of mistakes.....
โดยคุณ :Xiao Suang Jue - [12 พ.ค. 2541 05:37:49]

ความคิดเห็นเพิ่มเติม:ผมปฏิบัติธรรมกับพระป่าครับ 
และได้พบธรรมของพระป่าที่คล้ายกับคำของเซ็นที่คุณวันวิสาข์ยกมาเป็นกระทู้
คือผมภาวนาจนรู้จักจิตของตนเอง อาจารย์คือหลวงปู่ดูลย์อตุโลท่านกลับสอนว่า
"พบผู้รู้ ให้ทำลายผู้รู้ จิตจึงจะถึงความบริสุทธิ์อย่างแท้จริง"
บางครวท่านก็ว่า "พบจิตให้ทำลายจิต" บ้าง "พบพระพุทธเจ้าให้ฆ่าพระพุทธเจ้า"บ้าง

ท่านอาจารย์พระมหาบัวก็สอนอย่างเดียวกันว่า พบผู้รู้ต้องทำลายอีกทีหนึ่ง
เพราะจริงๆ แล้วจิตผู้รู้นั่นแหละคือจิตอวิชชา

หลวงพ่อพุธ วัดป่าสาลวัน ท่านสอนว่า
ผู้รู้เหมือนเปลือกไข่ห่อหุ้มจิตที่บริสุทธิ์ซึ่งเปรียบเหมือนลูกไก่ไว้
พอลูกไก่โตเต็มที่ มันจะทำลายผู้รู้คือเปลือกไข่ออกมาเอง
จิตจึงถึงความเป็นอิสระอย่างแท้จริง

เล่าให้พวกเราฟังประดับความรู้น่ะครับ 
ว่าพระกรรมฐานของเราก็สอนคล้ายคำพูดของเซ็นเหมือนกัน

ส่วนปัญหาที่ว่ามีตัณหา(ฉันทะ)ที่จะนิพพาน นั้น
พระปฏิบัติจริงท่านไม่ได้คิดเรื่องมรรคผลนิพพานหรอกครับ
ท่านแค่รู้ทันจิตตนเองว่ายังติดยึดสิ่งใดหรือไม่
ไม่มีการทำลายกิเลสด้วยซ้ำไป
เพียงแต่กิเลสย้อมจิตท่านไม่ติด
ในสภาพที่เหนือกิเลสนั้นเอง ท่านไม่คิดหรอกว่านิพพานเป็นอย่างไร
มีหรือไม่ ถึงแล้วหรือไม่
เหมือนคนกินข้าวอิ่มแล้ว ไม่สงสัยว่า ความอิ่มเป็นอย่างไร
(ตอนกินข้าวกินให้หายหิว แต่หายหิวแล้วก็อิ่มเอง)

ฟังกันเล่นๆ น่ะครับ อย่าซีเรียสเลย

โดยคุณ :สันตินันท์ - [12 พ.ค. 2541 09:09:00]

ความคิดเห็นเพิ่มเติม:ตามความคิดของผม ท่านสอนไม่เรายึดติดกับสิ่งที่เป็นทั้ง
รูปธรรมและนามธรรม ครับ
โดยคุณ :bigbank - [12 พ.ค. 2541 11:15:51]

ความคิดเห็นเพิ่มเติม:ใช่ครับคุณ bigbank

ส่วนท่านที่ว่าพระพุทธเจ้าไม่มีนั้น ขอโทษนะครับอย่าว่าล่วงเกินเลย
คือผมเห็นว่าความมีอยู่กับความไม่มีอย่างเด็ดขาดนั้นยังเป็นความสุดโต่ง 2 ด้าน
ของสัสตทิฎฐิ(ความมีอยู่อย่างแน่นอน) และอุทเฉททิฏฐิ(ความขาดสูญอย่างแน่นอน)

ท่านที่กล่าวว่ามุ่งสู่ความไม่ยึดถือนั้น ผมเห็นด้วยครับโดยเฉพาะท่าน Xiao
ที่ติงไม่ให้หลงไปสู่ความขาดสูญ

คุณหมึกดำครับ ท่านพุทธทาสท่านหมายถึงฉันทะครับอยากทำดีท่านเรียกว่าฉันทะ

สำหรับท่านที่ติงว่าเซ็นเป็นแค่การใช้ความคิดนั้นผมว่าเราอาจรู้จักเซ็นไม่ครบทุกด้าน
เพราะคำว่าเซ็นคือคำว่า ฌาน และในวัดเซ็นมีการนั่งสมาธิด้วยนะครับ 
แต่ผมก็เคยได้ยินหลวงปู่เทสก์ท่านวิจารณ์เหมือนกันว่า
"พุทธศาสนาในบ้านเราเน้นที่ ศีล สมาธิ ปัญญา ส่วนเซ็นเขามุ่งปัญญาเป็นสำคัญ"
ท่านก็ไม่ได้ว่าของเขาไม่ดีนะครับ

ผมดีใจมากเลยครับที่กระทู้นี้เป็นที่รวมของปัญญาชนจริงๆ
แต่ละท่านมีความรู้ความคิดมาเล่าสู่กันฟัง ซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งสิ้น
เห็นด้วยกันบ้าง ต่างกันบ้าง
แต่ไม่มีท่านใดเลยที่ใช้อารมณ์โมโหโทโสใส่กัน
ขอทุกท่านได้โปรดรับความคารวะจากผมด้วยครับ

โดยคุณ :สันตินันท์ - [12 พ.ค. 2541 14:12:20]

ความคิดเห็นเพิ่มเติม:การศึกษาตำราเซ็นมีข้อควรระวัง คือ การตีความหมายคำพูดตามตัวอักษรโดยไม่ได้
พิจารณาสถานะการณ์และเจตนาในการกล่าวคำพูดนั้นประกอบว่าเป็นการแสดงธรรม การชี้แนะ
ปริศนาธรรม การทดสอบการบรรลุธรรม ฯลฯ

แม้พระเซ็นที่บรรลุแล้วองค์เดียวกัน คำถามเดียวกันแต่คนถามคนละคน หรือสภาพแวดล้อมต่างกัน
ก็ให้คำตอบไม่เหมือนกัน ขึ้นกับสภาวะจิตของผู้ถาม/ผู้ฟังด้วย

ยิ่งคำถามปริศนา "โกอาน" คำตอบที่ได้ยิ่งไม่สามารถตีความตามตัวอักษรได้เช่น จงแสดงเสียงของ
การตบมือข้างเดียว? เสียงของการตบมือข้างเดียวเป็นอย่างไร?

ท่านเว่ยหล่างสอนให้ไม่ยึดถือตำรา แต่ก็ไม่ได้สอนให้ทิ้งตำราเพราะว่าถ้าหากจะทิ้งตำราทั้งหมด
แม้คำสอนที่ว่า ไม่ให้ยึดถือตำราก็ต้องทิ้งด้วย

มีอุบาสิกาท่านหนึ่งอ่านคำภีร์เล่มหนึ่งไม่เข้าใจจึงไปพบท่านเว่ยหล่างซึ่งเป็นสังฆปรินายกในขณะนั้น
ให้ช่วยอธิบาย ท่านเว่ยหล่างบอกว่า อาตมาอ่านหนังสือไม่ออกรบกวนสีกาช่วยอ่านให้อาตมาฟังหน่อย
อุบาสิการู้สึกแปลกใจสงสัยว่า อ่านหนังสือยังไม่ออกแล้วจะอธิบายธรรมให้ตนเข้าใจได้อย่างไร
ท่านเว่ยหล่างจึงยกนิ้วชี้ไปที่ดวงจันทร์ อันธรรมะก็เปรียบเสมือนดวงจันทร์ส่วนมือของอาตมา
ที่กำลังชี้ไปเปรียบเสมือนตำราหรือคัมภีร์ ถ้าสีกาให้ความสำคัญมองเพียงมือของอาตมาโดยไม่มอง
ตามมือที่อาตมาชี้ไป ย่อมไม่เห็นดวงจันทร์และไม่เห็นธรรมอุบาสิกาท่านนั้นจึงละทิฐิมานะอ่านคัมภีร์
ให้ท่านเว่ยหล่างช่วยอธิบาย

ภาพท่านเว่ยหล่างฉีกคำภีร์ หรือคำพูดว่า ถ้าคุณพบพระพุทธเจ้ากลางทางจงฆ่าเสีย
เป็นปริศนาใช้สำหรับ ฆ่าความหลงผิด ทำลายความยึดมั่นถือมั่นผิดๆนั้นเอง
เมื่อจิตปราศจากความยึดมั่นถือมั่น ย่อมเป็นอิสระปล่อยวาง และคลายตัวเข้าสู่ความว่าง
เมื่อผู้ปฏิบัติเซ็น บรรลุถึงความว่าง ก็เรียกว่าได้ดวงตาเห็นธรรม(ซาโตริ)/บรรลุธรรม
เกิดญาณทัสสนะ สิ่งต่างๆ ที่ควรรู้ก็จะรู้ได้จากประสบการณ์โดยไม่จำเป็นต้องอ่านเอาจากตำรา
อาจารย์ลัทธิเซ็นจึงไม่เน้นเรื่องตำรามากนัก แต่จะพยายามเน้นการสร้างสภาวะที่เอื้อให้ลูกศิษย์
ผู้ปฏิบัติ ได้ประสบการณ์ดวงตาเห็นธรรม/บรรลุธรรม

เซ็นไม่ได้มองว่าพระพุทธเจ้าเป็นสิ่งสูงสุดที่จะสัมผัสแตะต้องไม่ได้แต่มองว่าพระพุทธเจ้าเป็นเพื่อน
ผู้ร่วมแสวงหาทางหลุดพ้นด้วยกัน ธรรมะนั้นพระพุทธเจ้าไม่ได้เป็นผู้สร้างขึ้นพระพุทธเจ้าเป็น
เพียงผู้ที่ไปเดินสดุดพบเข้า แล้วจับมันหงายขึ้นเพื่อให้ประชาชนและผู้คนทั่วไปได้เห็นได้รู้

รูปแบบคำสอน หลักการปฏิบัติ ของสายพระป่าบ้านเราและลัทธิเซ็น มีความคล้ายคลึงกันมาก
หลายอย่างจนผมเองรู้สึกประหลาดใจ โดยส่วนตัวมีความเชื่อว่าน่าจะเพราะมีการพัฒนามาแตกมา
จากสำนักเดียวกันในอดีต คือสำนักปฏิบัติธรรมของพระมหาสังกัปปะ

สำหรับผู้เริ่มสนใจเรื่องเซ็น ลองตอบคำถามเรื่องเสียงของการตบมือข้างเดียวดู
จงแสดงเสียงของการตบมือข้างเดียว เสียงของการตบมือข้างเดียวเป็นอย่างไร?
ในอดีตมีผู้ได้ดวงตาเห็นธรรม/บรรลุธรรม โดยการเพียรพยายามตอบคำถามนี้แล้วเป็นจำนวนไม่น้อย

โดยคุณ :WhiteSpirit - [12 พ.ค. 2541 20:43:53]

ความคิดเห็นเพิ่มเติม:รู้สึกดีใจ ที่กระทู้นี้ได้ทำให้มีการ 
"วิจารณ์ธรรม"
ซึ่งเป็นการประเทืองปัญญาโดยตรง
นี่คือ "ธัมมสากัจฉา" การสนทนาธรรมตามกาล
ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นมงคล ประการหนึ่ง 

เปรียบเทียบกับกระทู้ต่างๆ แล้ว 
กระทู้นี้มีผู้เข้าร่วมวิจารณ์อยู่ในเรตสูง
อันนี้ชี้ให้เห็นว่า ท่านที่สนใจธรรมะ
บนโลกของอินเตอร์เนตมีอยู่มาก
และระดับความคิดอยู่ในขั้นที่เรียกได้ว่า 
"เข้าใจ" พอสมควร 

ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมวิจารณ์ธรรม
ในครั้งนี้
------------------------------------------------
วันวิสาข์

โดยคุณ :วันวิสาข์ - [12 พ.ค. 2541 22:04:25]

ความคิดเห็นเพิ่มเติม:แวะมาอ่านต่อน่ะครับ 
โดยคุณ :rising_sun - [13 พ.ค. 2541 02:19:36]

ความคิดเห็นเพิ่มเติม:ตอนนี้ได้ font ใหม่แล้ว... ค่อยยังชั่ว ก็ขอ jamอีกทีละกันน้ะครับ ที่จริงกระทู้น้ีเสี่ยงทีเดียวที่ตั้งหัวข้อแบบนี้ เพราะอาจนำมาชึ่งการโต้เถียงกับผู้ที่บังเอิญผ่านมาพบ ซึ่งไม่ยอมรับนิกายมหายานต่่าง ๆ แต่พอเห็นทุกท่านที่เข้ามามิได้แสดงความเห็นในเชิงโต้ตอบ ก้าวร้าว ดังนั้นจึึง safe....!
ขอเพิ่มเติมนะครับ
ในสมัยนั้น (ตามที่เคยอ่าน) ถือว่าพุทธศาสนามหายานในจีนมี ๒ สำนักใหญ่ คือ แบบช้า และ แบบฉับพลัน. แบบช้า(ฝ่ายเหนือ) คือ ภิกษุจะสวดมนต์ทำวัตร ศึกษาอ่าน พระไตรปิฎก นั่งสมาธิให้จิตใจสงบ (คล้ายดั่งที่เราเห็นทั่วไป)แบบฉับพลัน (ฝ่ายใต้) คือ เช่นแบบเซ็น ไม่จำเป็นต้องอ่านหนังสือออก หรือ อ่านท่อง พระไตรปิฎกได้ ขอเพียงมีจิตที่ไม่ติดเหนี่ยว กับความรู้สึก กับสิ่งของกับสุข ทุกข์ ใด ๆ ฯลฯ (คล้ายดังพระป่า ตามที่คุณสันตินันท์ และ white spirit) 
แม้ว่า เซ็นจะฉีกตำรา(ความโดยนัย) เพราะ คนส่วนใหญ่มักตีความพระสูตรตรงตามอักษร เช่น ในบางสูตร กล่าวว่า ถ้าสวดพระสูตรนี้จะทำให้ได้บุญกุศลเหลือคณานับ หรือ จะทำให้ได้ไปปฏิสนธิในดินแดน......ที่เป็นสุข หลังดับชีพ แต่มิได้หมายความว่าเซ็นปฏิเสธพระสูตรเหล่านั้น เพราะท่านเว่ยหลางเอง ก็ตีความพระสูตรเหล่านั้นตามอย่างเซ็นคือ ไม่ได้ยึดในตัวบุญกุศล พระสููตรที่เซ็นให้ความสำคัญมากคือ "วัชรปรัชญาปารมิตาสูตร"บางแห่งเรียก "วัชรเฉทิกสูตร" ซึ่งใจความสำคัญและสามารถกล่าวลงได้อย่างสรุปกว้างๆ ใน กลอนบทสุดท้าย (ที่ ๓๒) (...ขอแปลเป็นร้อยแก้วละกัน...)
"ธรรมะทั้งหลายที่ปรากฎอยู่
เหมือนดั่งความผัน, ภาพลวงตา, ฟองน้ำ(bubbles),เงา
เหมือนดั่ง น้ำค้าง และ เหมือน สายฟ้าแลบ
ดังนั้นจึงควรที่จะคิดพิจารณาให้สว่าง" 

ผมตีความว่า ความฝันเมื่อเกิดขึ้น พอตื่นมันก็หายไปภาพลวงตา คือ ไม่ใช่ภาพถาวร, ฟองน้ำ คือ สิ่งที่ประเดี๋ยว ก็แตกสลาย, เงาก็มีอยู่แค่ชั่วคราว พอแดดมา มันก็หาย, น้ำค้าง ก็เช่นกัน พอรุ่่งเช้ามันก็เหือด,ฟ้าแลบ เปรียบได้กับ ความรู้สึกของคนเราที่บางครั้งจู่ ๆ ก็เกิดต้องการอย่างมากในกระทันหันหรือ เกิดหุนหันพลันแล่นชั่ววูบ ดังแปลบฟ้าวูบนึง ส่วนธรรมะที่ปรากฏนั้น ก็รวมเอาทั้งธรรมขาว และ ธรรมดำ ทั้งหมด และจบที่ประโยคสุดท้าย คือ ในเมื่อ ธรรมทั้งหมด(ขาวและดำ) ไม่จีรังดั่ง ความฝัน, ภาพลวงตา ฯลฯ เราจึงควรพิจารณาเหล่านั้นให้สว่างซึ่งแปลว่า ทะลุ หรือให้เข้าใจนั่นเอง
ย้ำนะครับว่า เซ็นไม่ได้ปฏิเสธพระสูตรอื่น เพียงแต่ยกความสำคํญของพระสูตรนี้เท่านั้นเอง(รายละเอียด การเปรียบเทีียบพระสูตรผมจะไม่แสดงความคิดเห็น เพราะเป็น sensitiveissue มาก ๆ ในระหว่างทุกๆ นิกาย ซึ่งเราชาวพุทธไม่ว่านิกายใดควรจะสามัคคีกันเพียงแต่ใครจะเลือกแบบใดก็แล้วแต่ความเหมาะสม) 

ขอกลับไปที่ความคิดเห็นที่คุณ สันตินันท์ และ Whitespiritเกี่ยวกับความคล้ายคลึงของแนวคิดแบบเซ็น และแบบพระป่า ซึ่งคุณ White ก็ได้บอกว่าประหลาดใจกับความคล้องจองนี้และ เชื่อว่าอาจมาจากสำนักเดียวกับ พระมหากัสสปะ. จริง ๆ น่าคิดมากทีเดียวนะครับพระมหากัสสปะ เป็นเพียงผู้เดียวในเหล่าสงฆ์ขณะนํั้นที่แย้มพระโอษฐรับ(ยิ้ม)ซึ่งหมายถึง เข้าใจในความหมายของพระพุทธองค์ เมื่อคราวที่ พระพุทธองค์ทรงชูดอกบัวกลางสังฆสภาและมิได้ตรัสอะไรและ พระพุทธเจ้าก็ได้ตรัส อะไรสักอย่างผมจำรายละเอียดไม่ได้ (ซึ่งเป็น climax)แก่พระมหากัสสปะ ต่อเหล่าสงฆ์ทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้เอง ทางเซ็นจึึงยกย่องพระมหากัสสปะว่าเป็นผู้เดียวที่เข้าใจความหมายในธรรม โดยไม่จำเป็นต้องได้ยินจากคำตรัสโดยตรงจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้าส่วนทางพระสายปฏิบัตินั้น ต้องขอกลับไปค้นดูก่อนว่าใคร ที่พระพุทธเจ้าท่านทรงยกย่องให้เป็นเอกทัคคะในทางธุดงค์ หรือ อยู่ป่า ถ้าเป็นพระมหากัสสปะ ละก็.... ผมอาจจะต้องตะลึงแน่..... 
 
 
 
 

โดยคุณ :Xiao Suang Jue - [13 พ.ค. 2541 05:54:36]

ความคิดเห็นเพิ่มเติม:กลับมาแล้วครับ... ตามสุตตันปิฎก อังคุตรนิกายเอกนิบาต พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ยกย่องพระมหากัสสปเป็น เอตทัคคะ ใน ผู้ถือธุดงค์และผู้สอนธุดงค์เอาเป็นว่าผมขอหยุดอยู่่เท่านี้ดีกว่า ไม่อยากตีความมากเกี่ยวกับเซ็น และธุดงค์ เดี๋ยวจะยิ่งไปกันใหญ่ ให้ผู้ที่มีความรู้จริงเข้ามาแนะนำดีกว่า.....

ข้้่าน้อย xiao suang jue รู้สึกปลื้มนักที่เห็นแต่ละท่าน post ความคิด และแลกเปลี่่ยนความเห็นกัน... ๑ จอกนี้ขอ คารวะเหล่าจอมยุทธ์ 

โดยคุณ :Xiao Sีuang Jue - [13 พ.ค. 2541 07:55:38]

ความคิดเห็นเพิ่มเติม:ชื่นใจเหลือเกินครับที่พวกเราให้ความรู้แล้วความคิดซึ่งกันและกัน
ผมมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับพระป่าอีกครับ 
จะเห็นได้ว่าวิธีการของท่านกับเซ็นนั้นสอดคล้องกันจริงๆ

ครั้งหนึ่งหลวงพ่อชาชูไม้เท้าของท่านแล้วถามญาติโยมว่า
ไม้เท้านี้สั้นหรือยาว
บางคนตอบว่าสั้น บางคนว่ายาว
ท่านก็อธิบายว่า คนที่อยากได้ไม่ยาวกว่านี้ก็เห็นว่าไม้นี้สั้น
ส่วนคนที่อยากได้ไม้สั้นก็ว่าไม้นี้ยาว
(สรุปแล้ว สั้นยาวเป็นเพียงการเปรียบเทียบเท่านั้นมันอยู่ที่ใจน่ะ)

อีกครั้งหนึ่งท่านได้ยินเสียงเพลงลูกทุ่งคือเพลงโอ๊ย มันไม่แน่หรอกนาย.....
.........พอเราตายทรามวัยพ้นมือ เมียเรานี้หรือไม่รู้ว่าเป็นเมียใคร........
ท่านอุทานว่า "นี่มันเพลงของพระพุทธเจ้าเชียวนะ"

เดี๋ยวเล่าต่อครับ

โดยคุณ :สันตินันท์ - [13 พ.ค. 2541 09:20:47]

ความคิดเห็นเพิ่มเติม:เรื่องพระป่ากับเซ็นผมว่าจริงๆ ไม่ได้มีความสัมพันธ์กันโดยตรง
ถูกละครับที่เซ็นถือว่าพระมหากัสสปะเถรเป็นสังฆปรินายกองค์ที่1 ฝ่ายอินเดีย
นับลงมา 28 ลำดับจึงถึงท่านเว่ยหล่าง
ส่วนพระป่าของไทยสืบสายมาทางพระโสณะพระอุตตระ(ผมจำชื่อท่านได้ไม่ชัด
แต่หมายถึงท่านที่มาเผยแผ่ยังสุวรรณภูมิ- ไม่มีเวลาไปค้นชื่อที่ถูกต้อง-ท่านผู้รู้ช่วยด้วย)
สืบทอดมาทางมอญ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จนถึงพระอุบาลีพระอาจารย์เสาร์ พระอาจารย์มั่น
ท่านเหล่านี้คงไม่รู้จักเซ็น และพิสูจน์ไม่ได้ว่าสืบสายตรงมาจากพระมหากัสสปะหรือไม่
แต่ท่านยึดหลักธุดงคกรรมฐานซึ่งพระมหากัสสปะเป็นเอตทัคคะ
และพระสมัยพุทธกาลท่านก็ถือปฏิบัติบางข้อเป็นการทั่วไป
(เซ็นถือธุดงค์หรือเปล่าผมไม่ทราบจริงๆ อาจไม่ได้ถือก็ได้)
ดังนั้นนอกจากจะนับถือพระมหากัสสปะเหมือนกัน และมีการสอนคล้ายๆกันบางส่วนแล้ว
เรื่องธุดงค์อาจจะไม่เหมือนกันก็ได้

เล่าเรื่องการสอนต่อครับ
หลวงปู่ดูลย์ อตุโล เป็นพระที่ไม่เคยขึ้นธรรมาสน์เทศน์ 
แต่ท่านจะตอบปัญหาธรรมเวลาคนมาถามอย่างตรงไปตรงมาและเข้าเป้า
ฟังแล้วคิดถึงพระเซ็นทีเดียว
เช่นคราวหนึ่งมีคนมาเล่าให้ท่านฟังว่า "มีคนภาวนาแล้วเห็นสวรรค์เห็นวิมานต่างๆ
อยากทราบว่าเขาเห็นจริงหรือเปล่า"
ท่านตอบว่า "เห็นนั้นเขาเห็นจริง แต่สิ่งที่ถูกเห็นไม่จริง"
อีกคราวหนึ่งท่านสอนว่า การเห็นออกไปภายนอกไม่เกี่ยวข้องอะไรกับการพ้นทุกข์เลย
(ลองอ่านหนังสือเรื่องหลวงปู่ฝากไว้ ดูสิครับ มันส์เหมือนอ่านหนังสือเซ็นทีเดียว)

คราวหนึ่งมีคนเอาของขลังมาอวดท่าน คนหนึ่งมีเขี้ยวหมูป่าคนหนึ่งมีเขี้ยวเสือ
คนหนึ่งมีนอแรด มาถามท่านว่าของของเขาคนไหนวิเศษกว่ากัน
ท่านตอบยิ้มๆ ว่า "ไม่มีอะไรวิเศษกว่ากันหรอก เป็นของสัตว์เดรัจฉานเหมือนๆกัน"
การสอนแบบช็อคคนฟังให้เกิดปัญญา เป็นลักษณะเซ็นอย่างหนึ่งนะครับ

โดยคุณ :สันตินันท์ - [13 พ.ค. 2541 09:55:09]

ความคิดเห็นเพิ่มเติม:ถ้าผมจำไม่ผิดเคยอ่านพบว่าหลวงพ่อชาท่านว่าท่านเคยอ่านหนังสือของมหาญาณ
ท่านพูดถึงเหว่ยหลางหรือฮวงโปผมไม่แน่ใจ ว่าเป็นคำสอน(วิธีสอน)ที่ดี
ส่วนหลวงปู่ดุลย์ผมไม่ทราบ 
ขอเสริมด้วยว่าผมชอบหนังสือหลวงปู่ดุลย์มาก
โดยคุณ :สาธิต - [13 พ.ค. 2541 14:41:48]

ความคิดเห็นเพิ่มเติม:เท่าที่ผมทราบมาพระสูตรที่พระพุทธเจ้าชูดอกบัวขึ้นในหมู่สงฆ์ขณะนั้นมีพระมหากัสสปะยิ้มผู้เดียว
นั้น เป็นพระสูตรที่ฝ่ายเซ็นแต่งขึ้นเองไม่ใช่เหรอครับถ้าใครเคยอ่าน"ธรรมะของหลวงพ่อพุทธทาส"
ของคุณเสฐียรพงษ์หน้า23ดูก็จะทราบครับ คือสูตรนี้เป็นสูตรของทางฝ่ายมหายานนั่นเอง 
แต่พระไตรปิฎกของฝ่ายเถรวาทเองพระอรรถกถาจารย์ก็ยกให้พระมหากัสสปะเป็นสาวกอันดับ3
เหมือนกันนะครับ อาจจะเป็นเพราะเหตุที่ท่านเป็นผู้ประชุมสังคยนาก็ได้ 
ส่วนสูตรฝ่ายเถรวาทก็มีนะครับเรื่องพระพุทธเจ้าทรงแลกบาตรและจีวรกับพระมหากัสสปะแล้ว
พระมหากัสสปะก็ถือธุดงควัตร13ข้อตั้งแต่นั้นมา
ผมชอบเรื่องของหลวงปู่ชา หลวงปู่มั่น หลวงปู่ดุลย์มากทีเดียวครับแล้วจะแวะมาอ่านจนกว่ากระทู้
นี้จะตกไปนะครับ
โดยคุณ :rising_sun - [13 พ.ค. 2541 14:56:46]

ความคิดเห็นเพิ่มเติม:ขอเสริมอีกนิดครับ ผมว่าคำสอนของเซ็นนั้นใกล้ชิดกับฝ่ายเถรวาทมากกว่ามหายานนะครับ
โดยคุณ :rising_sun - [13 พ.ค. 2541 15:16:14]

ความคิดเห็นเพิ่มเติม:เมื่อแรกศึกษาเซ็นผมก็เข้าใจว่า เซ็น เน้นปัญญาเป็นสำคัญเพราะว่าตำราเซ็นส่วนใหญ่
มักมีข้อความ รูปภาพปริศนา ปัญหาโกอาน ให้ต้องขบคิดวิเคราะห์ ทำความเข้าใจอยู่มาก
ซึ่งเป็นสิ่งที่เราเรียกว่าการใช้ปัญญาในทางโลกหลังจากผมศึกษาไปสักระยะหนึ่งแล้วจึง
พบว่าเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไม่ตรงความเป็นจริง(เซ็น = ฌาน = สมาธิ)

แท้จริงแล้วเซ็นไม่ได้ให้ความสำคัญกับการใช้ปัญญามากกว่าสมาธิการใช้ปัญญาในทางโลก
อาจเป็นอุปสรรค ในการเข้าถึงความว่างเสียด้วยซ้ำไปจิตที่ยังเต็มไปด้วยการนึก การคิด
การเปรียบเทียบ ถูก/ผิด ย่อมไม่มีทางจะเข้าถึงความว่างได้เลยความว่างจะเข้าถึงได้ก็ด้วย
จิตที่เป็นสมาธิ และจิตที่ปล่อยวางเท่านั้น ดังนั้นรูปภาพปริศนาหรือปัญหาโกอาน จึงเป็น
กลอุบายอันชาญฉลาดของอาจารย์ลัทธิเซ็น สำหรับสอนชาวพุทธที่มีสติปัญญาความฉลาด
ทางโลกสูง ให้ได้จิตที่เป็นสมาธิตามธรรมชาติ จิตที่กำลังพยายามแก้ปริศนาหรือหาคำตอบ
โกอานจะแน่วแน่อยู่ในเรื่องเดียว อารมณ์เดียว จิตจึงเป็นสมาธิโดยอัตโนมัติหลังจากจิต
พิจารณาขบคิดไปสักระยะหนึ่ง ก็จะเริ่มล้า จิตที่เริ่มจะล้าคือจิตที่กำลังจะปล่อยวาง(แต่ยัง
คงมีกำลังสมาธิสูงเนื่องจากสภาวะจิตที่มีสมาธิก่อนหน้านี้)สภาวะที่จิตมีสมาธิสูงและปล่อยวาง
เป็นสภาวะที่เอื้อต่อการเข้าถึงความว่าง/ได้ดวงตาเห็นธรรมได้ดีที่สุดการจะบรรลุธรรมได้
หรือไม่ ได้ถึงขั้นไหน ก็ขึ้นกับระดับกำลังสมาธิของจิตและระดับการปล่อยวางคลายตัวของ
จิตนั่นเอง อาจารย์เซ็นบางท่านสามารถบรรลุอรหันต์จากประสบการณ์ซาโตริเพียงครั้งเดียว
(หวังว่าข้อเขียนอันนี้ของผม จะมีประโยชน์กับคุณสาธิตบ้างไม่มากก็น้อย ลองพยายาม
ติดตาม จับสภาวะจิตของตนเองดู) เทคนิคที่อาจารย์ผู้บรรลุเซ็นใช้ยังมีอีกมากหากสนใจ
ลองศึกษาตำราเพิ่มเติม อาจพบวิธีที่ถูกกับจริตของท่านก็ได้

หัวใจ หลักการปฏิบัติของสายพระป่า และอาจารย์เซ็นเหมือนกันมาก แตกต่างกันบ้างก็
ตรงเทคนิควิธีการ/อุบายที่ใช้ **สมกับเป็นทางสายเดียวกันจริงจริง**เซ็นเน้นวิธีการได้
มาซึ่งสมาธิปัญญาโดยธรรมชาติ โดยไม่รู้ตัว ไม่มีระเบียบวิธีการตายตัวกวาดลานวัด
ล้างห้องน้ำ อาบน้ำ ทำความสะอาดกุฏิ ถูพื้น ทำอะไรไม่สำคัญสำคัญตรงที่ต้องมีสติรู้ตัว
อยู่เสมอทุกขณะจิตว่ากำลังทำอะไรอยู่
พระปฏิบัติสายพระป่าใช้วิธีที่มีรูปแบบแน่นอนกว่าเช่น อานาปานสติ/กสิน นั่งสมาธิ 
เดินจงกรม วิปัสสนากรรมฐาน สติปัฏฐาน 4 เป็นวิธีในการได้มาซึ่งสมาธิปัญญาและมี
กฏระเบียบ ข้อห้ามในการทำหรือไม่ทำอะไรเคร่งครัดกว่า

เซ็นมีจุดเด่นในเทคนิค "ธรรมะจากจิตสู่จิต ไม่ต้องอาศัยตำรา"และอาจารย์เซ็นจะมีอิสระ
มากในการเลือกวิธีการปฏิบัติที่ถูกจริตของศิษย์ให้ศิษย์ปฏิบัติเช่น ให้โกอานไปขบคิด
ให้ไปกวาดลานวัด ถูพื้น ชงชา ฯลฯ
พระปฏิบัติสายพระป่า มีจุดแข็งเรื่องสมาธิ พระปฏิบัติส่วนใหญ่มักจะได้ฌาน สมาบัติ 8 
อภิญญา 5 หรือนิโรธสมาบัติ แม้ว่ายังไม่บรรลุอรหันต์พระเซ็นแม้บรรลุอรหันต์แล้วก็มัก
จะไม่มีอภิญญา (ค่อนข้างต่อต้านการใช้ฤทธิ์ด้วย)ได้แค่วิชชา 3

เซ็นถือว่า "ธรรมะจากจิตสู่จิต" เป็นหัวใจสำคัญของลัทธินี้สืบทอดจากพระพุทธเจ้า ผ่าน
พระมหากัสสปะ(มหาสังกัปปะ) เรื่อยมา จนถึงพระโพธิธรรม(พระอรหันต์ตักม๊อ)นำมาเผย
แพร่ในประเทศจีน แบบ 1 ต่อ 1 จนถึง ท่านเว่ยหลางถือเป็นคำสอนโดยตรงจากจิตสู่จิต
พระอาจารย์ของพระโพธิธรรมไม่ใช่พระธุดงค์ พระโพธิธรรมก็ไม่ใช่พระธุดงค์เป็นพระ
ประจำวัดหลวงของกษัตริย์ หลักการธุดงค์จึงไม่มีการถ่ายทอดมาทางด้านของลัทธิเซ็น
พระเซ็นมีการจาริก แสวงบุญ โปรดสัตว์ แต่มักพักตามวัดวาอาราม ศาลาต่างๆ ไม่ใช่ในป่า

พระอรหันต์โสณะและพระอรหันต์อุตตระ เป็นพี่น้องกันพระอุตตระเป็นพี่ พระโสณะเป็นน้อง
แต่พระโสณะบรรลุอรหันต์ก่อน พระโสณะและพระอุตตระเป็นพระในสังกัดสำนักของ
พระมหากัสสปะ ได้รับบัญชาให้มาเผยแพร่พุทธศาสนาบริเวณสุวรรณภูมิในสมัยพระเจ้า
อโศกมหาราช (พศ.250-500 ไม่แน่ใจ) เนื่องจากเล็งเห็นว่าในอนาคตต่อไปศาสนาพุทธจะหาย
สาปสูญจากอินเดีย และมาเจริญในแถบสุวรรณภูมิแทนพระอรหันต์โสณะและพระอรหันต์อุตตระ
(เป็นพระธุดงค์)พร้อมด้วยศิษย์จำนวนหนึ่งจึงเดินทางมาบริเวณสุวรรณภูมิเพื่อเผยแพร่
พุทธศาสนา

มีคำบอกเล่า ล่ำลือกันว่า พระโสณะพระอุตตระและศิษย์ของท่านซึ่งเป็นพระอรหันต์
มีความเกี่ยวข้องกับ ชื่อหลวงปู่โลกอุดร ซึ่งเป็นพระธุดงค์ที่เป็นผู้สอนกรรมฐานคอยชี้แนะ
ธรรมให้กับเกจิอาจารย์สายพระป่า เป็นจำนวนมาก ทั้งในอดีตและปัจจุบันมีผู้เชื่อว่าพระโสณะ
พระอุตตระและศิษย์ของท่านที่เป็นพระอรหันต์ ยังคงมีชีวิตธุดงค์อยู่ในป่าประเทศไทยนี้เองเพื่อ
คอยดูแลปกป้องพุทธศาสนา ให้คงอยู่จนครบ 5000 ปี*ลองหาหนังสืออ่านเพิ่มตามร้านหนังสือ*

โดยส่วนตัวผมมีความเชื่อว่า พระปฏิบัติสายพระป่าและพระเซ็น มีการพัฒนาสืบทอดมาจาก
สำนักเดียวกัน คือสำนักปฏิบัติธรรมของพระมหากัสสปะ
*** ข้อเขียนนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณเป็นพิเศษ***
*** หวังว่าข้อเขียนนี้จะเป็นประโยชน์ต่อท่านผู้อ่านไม่มากก็น้อย

โดยคุณ :WhiteSpirit - [13 พ.ค. 2541 22:20:13]

ความคิดเห็นเพิ่มเติม:พระมหากัสสปะ ...
คราวหนึ่ง ท่านกล่าวเตือนพระนักปริยัติ แต่ไม่สนใจการปฏิบัติว่า..
" เพียงแค่ท่องบ่นพระพุทธวจนะได้ ย่อมทำให้คนโง่
มองไม่เห็นตัวเอง เขาย่อมเที่ยวชูคอ
สำคัญตนว่าประเสริฐกว่าผู้อื่น "

จากหนังสือ " อสีติมหาสาวก " 
โดย บรรจบ บรรณรุจิ 
ที่ทำงานบัณฑิตวิทยาลัย
มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย

โดยคุณ :lek Isara - [14 พ.ค. 2541 00:44:07]

ความคิดเห็นเพิ่มเติม:เซ็นมิได้เน้นปัญญาอย่างเดียว เซ็น แปลว่า สมาธิแต่วิธีที่ทำให้มีสมาธิ (ตามอย่างเซ็น) คือ ไม่จำเป็นต้องนั่งสมาธิ เพื่อทำจิตว่างตรงกันข้าม บางทีมันอาจจะเป็นอุปสรรคด้วยซ้ำ ถ้าจะนั่งเพื่อให้จิตว่าง ให้หลุดพ้นในเมื่อจิตยังติดอยู่กับความต้องการที่จะให้ว่าง ดังนั้นเซ็นจึง ค่อนข้างflexible. ขณะที่กำลังกวาดลานวัด เห็นใบไม้ร่วง ก็สามารถพิจารณาจิตให้ว่างได้จะเห็นว่า เซ็นไม่เน้น ศีล (บางท่านจึงอาจมองว่า นอกรีต) แต่เห็นว่า ในเมื่อมีปัญญารู้เท่าทันก็จะสามารถรู้ว่าอะไรควร มิควร การกระทำใดอาจก่อให้เกิดปัจจัยต่อเนื่อง บุคคลก็จะรู้และปฎิบัติศีลไปในตัวดังนั้น เซ็นจึงมีคำพูดว่า ถ้าอยากแสวงหาพุทธรรม ก็ไม่ควรพะวงว่าศีลได้ปฏิบัติเพียบพร้อมบริบูรณ์หรือไม่ 

พระมหากัสสปะ คือ พระเถระรุ่นแรกๆเลย ท่านเป็นประธานในการทำสังคายนาครั้งที่๑ ส่วนพระโสณะและ พระอุตตรเถระ เข้ามาเผยแพร่พุทธศาสนาในสุวรรณภูมิ ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชเมื่อคราวสังคายนาครั้งที่ ๓ โดยผู้เป็นประธานคือ พระโมคคัลลาน์ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าพระโสณะ และ อุตตระ คือรุ่นหลังกว่าพระมหากัสสปะ เพราะงั้น key point อยู่ที่ว่าพระโสณะ และ พระอุตตร ได้ทรงศึกษาจากพระมหากัสสปะหรือไม่ (คุณสันตินันท์)ซึ่งถ้าใช่ ก็อาจเป็นไปได้ที่ทั้งแนวทั้ง ๒ สืบจากพระมหากัสสปะ แต่ เอาเหอะเรื่องนี้ผมไม่เห็นข้อมูลที่มา document นอกจากการอนุมานเอาจาก การที่ท่่านเป็นเอตทัคคะทางธุดงค์ประจวบกับ การยกให้เป็นสังฆปรินายกที่ ๑ และความคิดที่คุณ white ได้แสดง ดังน้ันผมจึงขอวางไว้ในวงเล็บว่าเป็นข้อน่าคิดละกัน
ยังอยากจะเพิ่มเติมว่า ชาวมหายาน ยกย่องพระมหากัสสปะมากนอกจากท่านเป็นประธานในการทำปฐมสังคายนาแล้ว ตอนที่จะประชุมเพลิงพระสรีระของพระพุทธเจ้าก็ต้องรอให้พระมหากัสสปะเป็นประธาน เคยได้ยินมาว่า พระเถระผู้ใหญ่รูปอื่นดำเนินการแต่พระเพลิงไม่ติด (ไม่รู้จริงเท็จยังไงแฮะ) ถ้าใครลองเคยไปวัดมหายาน(ไม่ใช่ศาลเจ้านะ) จะเห็น ข้างขวาสุด และซ้ายสุด ของพระพุทธปฏิมา จะมีรูปปั้นขนาดเล็กกว่าพระปฏิมาเยอะรูปคล้ายพระจีนยืนอยู่ องค์นึงอายุมาก อีกองค์ดูหนุ่ม นั่นคือ รูปรำลึกพระมหากัสสปะและ พระอานนท์ นั่นเอง

ที่จริงพอคุยกันมาถึงเรื่องเซ็นและพระธุดงค์ ทำให้ผมนึึกถึงอีก๒-๓ นิกายของพุทธศาสนา คือ มาธยมิก,โยคาจาร (อีกอันจำไม่ได้) เคยอ่านเมื่อนานมาแล้วจำได้ว่าบทสรุปย่อของ ๒-๓ นิกายนี้ยังไม่ค่อยจะ get เท่าไรเลย และก็ใช้ศัพท์ยากอีกตะหาก(ตอนนี้หนังสือนั้นก็ไม่ได้อยู่ที่ตัว) ซึ่งแนวคิดเป็นแบบศูนยตา โดยเฉพาะมาธยมิกนั้้นโด่งดังมากจนปราชญ์ชาวพุทธสามารถเอาชนะเหนือปราชญ์ชาวฮินดู ซึึ่งขณะนั้นฮินดูเรืองอำนาจในอินเดียยังไงก็็ตาม ต้องให้ได้ศึกษาก่อนแล้วค่อยแลกเปลี่ยนความคิดกัน

โดยคุณ :Xiao Suang Jue - [14 พ.ค. 2541 06:27:28]

ความคิดเห็นเพิ่มเติม:หลักธรรมของพระป่ากับเซ็นตรงกันเปี๊ยบตรงที่ให้มีสติต่อเนื่องตลอดเวลา
และไม่ให้นำความรู้ทางปริยัติมาผูกมัดจิตตนเอง
เคยอ่านประวัติท่านอาจารย์พระมหาบัวตอนพบหลวงปู่มั่น
หลวงปู่มั่นสั่งว่า ท่านมหา เอาความรู้ใส่ตู้เสียต่อจากนี้ให้ภาวนา

พระป่าเองท่านก็ปฏิบัติแตกต่างกันตามจริตนิสัยของท่านครับ
ถ้ามาตรฐานของหลวงปู่มั่นท่านให้บริกรรมจนจิตสงบ
แล้วออกพิจารณากายให้เห็นเป็นไตรลักษณ์สลับกันไป
จนถึงจุดหนึ่งจิตจะรวมเข้ามาที่จิต และเข้าถึงจิตเดิมแท้

บางองค์เช่นหลวงปู่ดูลย์ท่านให้สติสัมปชัญญะ ดูเข้าไปที่จิตเลย
อันนี้จะคล้ายกับเซ็นที่สุด
แต่กับศิษย์บางคนท่านก็ให้ทำสมถะก่อนแล้วพิจารณากายก็มี
ท่านสอนแต่ละคนไม่เหมือนกันหรอกครับ
(หมายเหตุ...ท่านชื่อดูลย์ครับ ไม่ใช่ดุลย์)

บางองค์ไม่ให้ทำสมถะ แต่ให้พิจารณากายเอาเลย เช่นหลวงพ่อทูลวัดป่าบ้านค้อ

แต่ทุกองค์จะตรงกันหมดตรงที่ว่า เมื่อจิตเดินถึงภูมิวิปัสสนาที่แท้จริง
จิตจะเหลือแต่รู้ ไม่คิด
แล้วมรรคผลไปเกิดตอนนั้นแหละครับ

********************
ผมอยากเรียนเพื่อนๆ ว่า กระทู้นี้ผมได้ความรู้มากจริงๆ
ขอกราบขอบพระคุณทุกท่านที่กลายเป็นครูของผมไปโดยปริยาย

โดยคุณ :สันตินันท์ - [14 พ.ค. 2541 10:30:00]

ความคิดเห็นเพิ่มเติม:Just dropping by, but I've read it all.
That's very great for having this site.
Thank you all of you for valuable knowledge.
โดยคุณ :adia 0062 - [14 พ.ค. 2541 14:41:29]

ความคิดเห็นเพิ่มเติม:ผมไม่ค่อยมีความรู้ทางด้านธรรมมาก แต่สนใจมากครับ
และชอบกระทู้นี้มากตั้งแต่เข้า Pantip มา
ยินดีมากครับที่ได้อ่าน และอยากให้ทุกคนที่อยู่ในกระทู้นี้ช่วยสร้างสรรค์กระทู้ดี ๆ เกี่ยวกับธรรมะ และช่วยกันแสดงความคิดเห็นให้มากๆ เหมือนอย่างนี้อีกนะครับ
ถือว่าเอาบุญกับคนอย่างผมด้วย
ขอบคุณทุกคนในกระทู้นี้ครับ
โดยคุณ :Nobody - [14 พ.ค. 2541 22:35:55]

ความคิดเห็นเพิ่มเติม:ในความเห็นของผมนะครับ เมื่อชาวพุทธเริ่มศึกษาปฏิบัติตามหลักไตรสิกขา(ศีลสมาธิ ปัญญา)
เขาเหล่านั้นจะพิจารณาจนกระทั่งศีล สมาธิ ปัญญาสมบูรณ์พร้อมไปเองการที่จะเริ่มจากศีล หรือ
สมาธิ หรือปัญญาก็แล้วแต่ ผลในที่สุดก็คิดทั้งสามอย่างนี้จะบริสุทธิ์บริบูรณ์เมื่อสำเร็จเป็นพระ
อรหันต์ เห็นด้วยกับคุณXiao Suang Jue เป็นอย่างยิ่งครับในแง่ที่เซ็นเน้นปัญญา แต่ผู้ที่ฝึกปัญญา
แล้วก็จะพิจารณาศีลของตัวเองไปด้วยพร้อมๆกับการพัฒนาสมาธิไปเช่นเดียวกัน
ในส่วนของการถวายพระเพลิงสรีระของพระพุทธเจ้านั้นจุดไม่ติดจนกระทั่งพระมหากัสสปะมาถึง
นั้น พระสูตรทางฝ่ายเถรวาทก็มีครับ เมื่อพระมหากัสสปะมาถึงนั้นก็ได้เข้าไปถวายบังคมทางด้าน
พระบาทของพระพุทธเจ้า ตอนนั้นก็เกิดปาฏิหารย์ขึ้นพระบาทของพระพุทธเจ้าได้ทะลุออกจากผ้า
ห่อศพเพื่อให้พระมหากัสสปะได้สัมผัส จากนั้นพระเพลิงก็ติดขึ้นเองจนกระทั่งเหลือแต่พระธาตุ
พระมหากัสสปะนั้นมีความพิเศษหลายอย่างครับ ท่านเป็นผู้ที่พระพุทธเจ้าบวชให้ด้วยวิธีพิเศษมี
เพียงท่านรูปเดียวเท่านั้นที่ได้รับการบวชแบบนี้ส่วนในเรื่องของพระผู้นำพระพุทธศาสนามาเผยแผ่
ยังดินแดนสุวรรณภูมินั้น ผมยังไม่เคยพบหลักฐานใดๆที่กล่าวว่าท่านเป็นสายของพระมหากัสสปะ
ดังนั้นเราจึงไม่สามารถอนุมานได้ครับ แต่เราทราบแน่ๆครับว่าท่านทั้งสองเป็นสายพระพุทธเจ้า
แน่นอน
สำหรับมหาสาวกแต่ละท่านนั้นรักพระพุทธเจ้ากันมากครับ(ผมพูดด้วยบัญญัติทางโลกน่ะครับเพราะ
พระอรหันต์ท่านไร้รักแล้ว) เมื่อผมได้อ่านพระไตรปิฏกนั้นผมรู้สึกชื่นชมในวัตรปฏิบัติของพระสาวก
หลายรูปมากครับ เช่นท่านอัญญาโกณทัญญะ เมื่อท่านสำเร็จอรหันต์่ท่านก็แทบจะไม่ได้กลับมาพบ
พระผู้มีพระภาคอีกเลยครับ นอกจากคราวประชุมมหาสังฆนิบาต(ต้นกำเนิดของวันมาฆบูชา)เพราะ
เหตุที่ท่านทราบว่าพระสารีบุตรได้บำเพ็ญบารมีมานานเพื่อความเป็นอัครสาวกผู้ใกล้ชิดพระผู้มี
พระภาค หากท่านอยู่ที่นั่งนั้นท่านก็จะเป็นผู้นั่งเพราะท่านเป็นผู้บวชก่่อนครับดังนั้นท่านจึงไม่อยู่ใกล้
ชิดพระผู้มีพระภาคนัก แต่เมื่อท่านมาพบผมยังจำได้ว่าท่านกราบลงที่พระบาทนวดพระบาททั้งสอง
ด้วยมือทั้งสอง แล้วกล่าวว่าข้าพเจ้าคือโกณทัญญะประทับใจครับ ยังมีพระสาวกอีกหลายรูปครับ
ที่มีวัตรปฏิบัติที่น่านับถืออย่างยิ่ง พระสารีบุตรจะนอนหันศีรษะไปทิศที่พระอัสสชิอยู่เสมอด้วยเคารพ
ว่าท่านเป็นครูเรา เป็นผู้สั่งสอนชี้นำให้เข้าสู่พระศาสนาพระอานนท์ผู้ไม่ได้หลับได้นอนเหมือนกับ
คนอื่น เพราะท่านคอยเฝ้าดูแลพระพุทธเจ้าอยู่ตลอดวันตลอดคืน ฯลฯ
ขอให้พวกเราทุกคนรักพุทธศาสนาเหมือนที่ท่านเหล่านี้รักกันเถอะครับเพื่อความมั่นคงแห่งพระ
พุทธศาสนา เพื่อเหล่าสัตว์ที่มีธุลีอยู่ในดวงตาน้อยจะได้ฟังธรรมที่จะนำไปสู่ความหลุดพ้นกันได้นานๆ
โดยคุณ :rising_sun - [15 พ.ค. 2541 00:59:10]

ความคิดเห็นเพิ่มเติม:หลังจากที่ได้อ่านความเห็นต่าง ๆ ที่ post กันมาทำให้ผมต้องเปลี่ยนความคิดใหม่เคยได้ยินมาแต่กิตติศัพท์ความเคร่งครัดทางวินัยของพระธุดงค์ แต่ก็เฉย ๆ ไม่รู้สึกอะไรมากและก็ไม่ได้สนใจติดตามว่าท่านผู้ใด มีประวัติ เช่นไร หลังจากที่ได้อ่านประสบการณ์ที่พวกคุณเล่าเลยอยากที่จะได้พบ ได้เรียนรู้แนวคิดจากพระธุดงค์ ซึ่งตัวผมเอง....ให้ตายเถอะ..รู้สึกอายจริงๆ ไม่เคยไปวัดเพื่อไปฟังเทศน์เลย สงสัยคงต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ซะแล้้ว 

โห.....ทำไมเพื่อนๆ คิดกันโหดจัง อย่ามองเป็นบุญหรือ เรื่องหลุดพ้นเลย ไม่งั้นผิดกติกาเจ้าของกระทู้นา (ฺฮิ ฮิ) ผมคิดว่าเป็นที่แลกเปลี่ยนความคิดกันดีกว่านะ ง่ายดี.......
 

โดยคุณ :Xiao Suang Jue - [15 พ.ค. 2541 07:07:48]

ความคิดเห็นเพิ่มเติม:ผมขอเสริมคุณ rising_sun เกี่ยวกับความ"รัก"พระพุทธเจ้าของพระสาวกครับ
ว่าเป็นความจริงอย่างที่สุดทีเดียว
แม้แต่ยุคของเรานี้ก็ยังมีร่องรอยให้เห็น
ผมเคยเห็นมาหลายครั้งแล้ว เวลาครูบาอาจารย์ในสายพระป่าท่านพบกัน
ท่านจะกราบไหว้กันอย่างน่ารักมาก แม้ท่านผู้ที่อ่อนอาวุโสกว่าจะอายุร่วม70 - 80 ปี
แต่เวลาท่านปฏิบัติต่อรุ่นพี่ของท่าน ท่านทำราวกับท่านเป็นเณร
เริ่มตั้งแต่คลานเข้าไปหมอบกราบ นวดเท้า กล่าวคำพอให้ระลึกถึงกัน
แล้ว "ขอโอกาส" สนทนาธรรมกัน
เวลาท่านพูดถึงครูบาอาจารย์ของท่าน
ท่านจะเรียกว่า "พ่อแม่ครูอาจารย์" เพราะอาจารย์นั้นเหมือนทั้งพ่อทั้งแม่
เป็นผู้ให้ชีวิตในทางธรรม
เวลาท่านเล่าถึงอาจารย์ของท่าน ท่านมักจะยกมือไหว้เสียก่อน
น่ารักมากเชียวครับ

เวลานักปฏิบัติจะถามปัญหาจากครูบาอาจารย์ จะขอโอกาสก่อน
อาจารย์พร้อมแล้ว หรือพิจารณาเห็นว่าเหมาะสมแล้วจึงอนุญาตให้เราถามได้
คราวหนึ่งผมขึ้นถ้ำผาปล่องจะไปกราบหลวงปู่สิม
ไปถึงแล้วท่านปิดประตูเฉยอยู่ให้ผมนั่งพับเพียบรออยู่ที่บันได
ราวๆ ครึ่งชั่วโมงท่านจึงเดินมาเปิดประตูให้แล้วพูดยิ้มๆว่า
ขึ้นเขามาเหนื่อย แล้วก็อยากถามธรรมะมาก ก็เลยให้นั่งใจเย็นๆให้หายเหนื่อยก่อน
เอ้า จะถามอะไรว่าไป.........

อยู่กับพระป่ามีอะไรสนุกๆ เยอะครับ เรื่องอภิญญายกไว้เพราะไม่ควรเล่า
แต่ได้ความรู้ว่าที่ท่านรอดจากป่ามาได้ ส่วนมากไม่ใช่เรื่องอภินิหาร
แต่เป็นวิทยาศาสตร์มากกว่าคนรุ่นเราเสียอีก
เช่นรุ่นเรามาเล่ากันว่าพระป่าบางองค์มีอิทธิฤทธิ์ไล่ช้างป่าได้
ความจริงเข้าป่านั้นท่านรู้จักสังเกตธรรมชาติของสัตว์และสิ่งแวดล้อม
จะผ่านสัตว์ต้องเดินใต้ลม ท่านรู้ว่าฤดูไหนสัตว์มีอารมณ์อย่างไร 
อย่างช้างมันจะตามผู้นำฝูงของมัน 
ท่านมีกระทั่งนกหวีดไม้ไผ่ เคยใช้เป่าให้ช้างตกใจเปลี่ยนทิศทาง
ท่านรู้ว่าหมีน่ากลัวกว่าเสือ (ต้องตบก่อนจะว่ิ่งหนีคน)แต่เสือเจ็บน่ากลัวกว่าหมี เป็นต้น
แต่เวลาจวนตัวเจอะกันจังๆ อันนี้ท่านแผ่เมตตาครับ
ลองทำดูบ้างก็ได้ครับได้ผลจริงๆ เพราะสัตว์มีสัญชาตญาณที่รู้ว่าใครไม่ใช่ศัตรูบ้าง
คนรุ่นเรากลับมักคิดทุกอย่างเป็นเรื่องอภินิหารซึ่งไม่ใช่เรื่องการใช้ปัญญาพ้นทุกข์

ผมเล่านอกเรื่องมากไปแล้ว กราบขอโทษด้วย

สำหรับคุณ Xiao ผมอยากกราบเรียนว่า
การศึกษาธรรมจากพระป่านั้นในวันนี้ลำบากแล้วครับ
หาอาจารย์ยากเต็มที องค์ที่เหลืออยู่ก็ชรามาก และมีชื่อเสียงคนเข้าไปห้อมล้อมมาก
โอกาสถามปัญหาหรือให้ท่านคุมปฏิบัติแทบไม่มีแล้ว
แต่ถ้าสนใจจริงก็พอจะแนะกันบ้างได้ครับ

สรุปแล้ว ขอให้พวกเราพบพระพุทธเจ้า(จิตเดิมแท้)แล้วฆ่าอวิชชากันทุกคนนะครับ
จะเป็นเซ็นก็ไม่เป็นไร แต่หลักธรรมก็อันเดียวกันน่ะแหละ
คือศีลชำระสมาธิ สมาธิชำระศีล เหมือนมือซ้ายล้างมือขวามือขวาล้างมือซ้าย
สมาธิเป็นฐานของปัญญา แต่จะใช้สมาธิอบรมปัญญา 
หรือใช้ปัญญาอบรมสมาธิก็ได้แล้วแต่บุคคล

พระเจ้าอยู่หัวเคยถามหลวงปู่เทสก์ว่า ที่สุดของศีลสมาธิและปัญญา แต่ละอย่างอยู่ที่ใด
ท่านตอบว่า ที่สุดของศีลคือเจตนางดเว้น
ที่สุดของสมาธิคืออัปปนาสมาธิ
ที่สุดของปัญญาคือไตรลักษณ์

ท่านสอนภายหลังว่า
.........ศีล สมาธิ ปัญญารวมลงที่จิตดวงเดียว
จิตก็แปรสภาพเป็น ใจ คือธรรมชาติรู้ที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใด
ศีล สมาธิ ปัญญาก็หมดหน้าที่ไป
ถึงตอนนั้นจะนิพพานหรือไม่นิพพานก็ไม่ต้องสงสัยอะไรอีกแล้วล่ะ

ธรรมของพระป่าง่ายๆ อย่างนี้แหละครับ

โดยคุณ :สันตินันท์ - [15 พ.ค. 2541 09:33:44]

ความคิดเห็นเพิ่มเติม:ผมย้อนไปอ่านตอนต้นๆ พบว่า
พวกเรายังไม่ได้วิเคราะห์ความเห็นอันแหลมลึกของคุณrising_sun
ในประเด็นที่ว่า เซ็นใกล้เคียงกับเถรวาทมากกว่ามหายาน

ผมนับถือความเห็นของท่านครับ
เพราะเซ็นนั้นมุ่งตรงสู่ความดับทุกข์ให้เร็วที่สุด
ไม่ได้มุ่งสู่สุขาวดีตะวันตก หรือมีอุดมการณ์พระโพธิสัตว์
แม้เซ็นจะรับปรัชญาปารมิตา
แต่ก็ตีความใหม่ให้เป็นแนวทางเพื่อดับทุกข์(เฉพาะตัว)โดยฉับพลัน

ท่านใดมีแง่มุมอื่นๆ กรุณาทำทานกับผมด้วย

โดยคุณ :สันตินันท์ - [15 พ.ค. 2541 10:08:35]

ความคิดเห็นเพิ่มเติม:เซ็น คือ นิกายหนึ่งในมหายาน เซ็นมิได้ปฏิเสธอมิตาภะพุทธะในดินแดนสุขาวดีเพียงแต่แนวคิดเรื่องสุขาวดีต่างจากแนวคิดของผู้ที่เชื่อในนิกายสุขาวดี เซ็นมีิุดมการณ์พระโพธิสัตว์แต่มิได้ตีความพระโพธิสัตว์อย่างผู้ที่ไฝ่โพธิสัตว์ธรรม ตัวอย่างเช่น คำสอนบางอย่่างของนิกายสุขาวดีให้นั่งสมาธิสวด หรือรำลึกภาพอมิตาภะพุทธเจ้า หรือ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรายะ(กวนอิม) แต่เซ็นจะเห็นว่า สุขาวดี, อมิตาภะ อยู่ที่ใจ ส่วนแนวหลักของการที่จะไปสู่ดินแดนอันสงบนี้นั้นมิใช่แค่สวดท่องรำลึก ในสุขาวดีวยูหสูตร จริงอยู่ได้กล่าวไว้ว่าถ้าผู้ใดมีความปรารถนาดินแดนสุขาวดีก็ควรที่จะรำลึกถึงอมิตาภะ แต่ถ้าดูรายละเอียดแล้วในพระสูตรก็ได้บอกถึงหัวข้อธรรมที่เน้นของนิกายนี้คือกุศลกรรมบท ๑๐, โพชฌงค์ ๗ และ มรรคมีิองค์ ๘ ดังนั้นเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะเถรวาทหรือมหายานก็หลักธรรมเดียวกันจากพระผู้มีพระภาค เพียงแต่ว่านิกายใดจะเน้นข้อธรรมเป็นหลักนั่นเอง 
ส่วนผู้ที่คิดว่า เซ็นใกล้เคียงแบบเถรวาท มากกว่ามหายาน แล้วท่าน define เถรวาท อย่างไร มหายาน อย่างไร ถ้าเห็นว่าเถรวาท เป็นศูนย์ตามองไตรลักษณ์ ไม่เที่ยง คล้ายดังเซ็น แล้วมหายานไม่ใช่ศูนย์ตา ไม่มองไตรลักษณ์ก็ไม่ใช่แล้วนะครับ ที่เราเห็นภายนอกของมหายาน นั่นคือ เพียงเปลือกนอก ตัวจริงอยู่ในหลักธรรมลองศึกษาดูซิครับ
โดยคุณ :Xiao Suang Jue - [15 พ.ค. 2541 19:46:21]

ความคิดเห็นเพิ่มเติม:ขอโทษ พิมพ์ตกครับ บรรทัด ๑๐ "เพียงแต่ว่านิกายใดจะเน้นข้อธรรมใดเป็นหลัก นั่นเอง"
โดยคุณ :Xiao Suang Jue - [15 พ.ค. 2541 19:48:57]

ความคิดเห็นเพิ่มเติม:ผมว่าการให้คำจำกัดความของเถรวาทกับมหายานนั้นเสี่ยงมากครับเสี่ยงต่อการให้คำจำกัดความ
ที่ผิด เอาเป็นว่าผมขอถามผู้รู้แล้วกันครับว่าตามประวัติศาสตร์ของศาสนานั้นแนวคิดอะไรที่ทำ
ให้พระพุทธศาสนาแตกออกเป็นสองนิกายฝ่ายเหนือ(มหายาน,อาจารยวาท)กัับฝ่ายใต้(หินยาน,
เถรวาท) เท่าที่ผมรู้พอเลาๆนั้นก็คือความคิดรวบยอดหลายอย่างครับเช่นการแก้ไขพระวินัย,การ
ตีความหัวข้อธรรมบางหัวข้อ,วัตถุประสงค์ของพระเถระ(ต้องการรักษาสมาชิกหรือต้องการรักษา
ธรรม) แต่สิ่งที่ผมคิดว่าเป็นจุดแตกหักที่สำคัญที่สุดคือแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องนิพพานครับฝ่ายเถรวาท
นั้น ถือว่าธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา เมื่อพระพุทธเจ้าดับขันธ์แล้วก็เปรียบเสมือนไฟที่ดับเชื้อไม่สามารถ
ที่จะกล่าวได้ว่าเกิดอีก หรือไม่เกิดอีก หรือเกิดอีกก็ไม่ใช่ไม่เกิดอีกก็ไม่ใช่ส่วนทางฝ่ายมหายานซึ่ง
มีดินแดนสุขาวดีเป็นที่เกิดของพระอรหันต์นั้น(ผมเองก็ไม่ใช่ผู้ศึกษามหายานถึงขั้นลึกซึ้งถ้าเข้าใจ
ผิดต้องขออภัยด้วย) และมีความคิดที่ว่าจิตที่บริสุทธ์ิปราศจากกิเลสทั้งปวงเป็นอัตตาเรียกได้ว่าเป็น
สองขั้วของความคิด 
หลักฐานที่ทำให้ผมคิดว่าเซ็นนั้นใกล้ชิดทางหินยานมากกว่ามหายานมาในโศลกธรรมครับจากการ
เปรียบเทียบสองโศลกธรรมคือ
"กายคือต้นโพธิ์ ใจคือกระจกเงาใส จงหมั่นเช็ดถูเป็นนิตย์อย่าปล่อยให้ฝุ่นละอองลงจับ"
กับ"เดิมทีไม่มีต้นโพธิ์ ไม่มีกระจกเงาใส เมื่อทุกอย่างว่างมาตั้งแต่ต้นฝุ่นละอองจะลงจับอะไร"
ท่านที่ศึกษาเซ็นมาคงทราบนะครับว่าโศลกหลังนั้นแต่งโดยท่านเว่ยหลางนั้นเองและเมื่อเทียบเข้า
กับความคิดรวบยอดแล้ว ผมเห็นว่าสามารถลงได้กับหลักการของเถรวาทมากกว่าผมจึงให้ความ
เห็นดังที่ได้กล่าวมา
ผมเองอยากจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทุกท่านนะครับแต่ขอให้เราอยู่ในกรอบของการแลกเปลี่ยน
ความคิดเห็นเท่านั้น ไม่ต้องการให้ออกนอกกรอบไปเป็นการโน้มน้าวให้เชื่อเพราะตราบใดที่อริยมรรค
มีองค์8ยังปรากฏอยู่ทั้งในมหายานและเถรวาท ผู้ที่เดินตามทางนั้นย่อมทราบได้เองครับ
ปัจจัจตังเวทิตัพโพ วิญญูหิติครับ
โดยคุณ :rising_sun - [15 พ.ค. 2541 22:40:14]

ความคิดเห็นเพิ่มเติม:ไม่ทราบว่าคำว่า " ศูนย์ตา " ของคุณ Xiao SuangJue หมายถึง " สุญญตา " หรือเปล่า ?
เพราะความหมายคล้ายกัน 
เรื่อง สุญญตา คือเรื่องของความว่าง ...
เป็นไปเพื่อทำลายความยึดมั่นถือมั่น ...
ไม่ให้เกิดความถือตัวจนเข้มาในจิตใจ ...
ทุกอย่างเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ( ไตรลักษณ์)
" พระบ้านหรือพระป่า " ก็ต้องเรียนหรือปฏิบัติเรื่องสุญญตา
ได้รับผลแล้ว ก็คือถึง สุญญตาแล้ว 
เป็นพระอรหันต์แล้ว ก็ยังอยู่ด้วยสุญญตาวิหาร
อยู่ด้วยสุญญตาวิหาร คือ อยู่ด้วยสติสัมปชัญญะ
แจ่มแจ้งชัดเจน ในความเป็นสุญญตาของสิ่งทั้งปวง

*** จากหนังสือ " สุญญตาธรรม " ของท่าน พุทธทาสภิกขุ

โดยคุณ :lek Isara - [16 พ.ค. 2541 17:49:32]

ความคิดเห็นเพิ่มเติม:ขอแสดงความนับถือกับ Poster ทุกคนในกระทู้นี้ครับยังอ่านไม่หมดเลย ขอ save ไว้ก่อนละครับ สาระอัดแน่นดีจริง ๆ 
โดยคุณ :ปราณ - [16 พ.ค. 2541 18:00:36]

ความคิดเห็นเพิ่มเติม:ธรรมนั้นที่มีหลายรูปแบบ ก็เพราะว่าจริตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
ณ ขณะนี้ เราอาจจะยึดหลักอันนึง แต่ต่อไปเราอาจจะเปลี่ยนหลักอัน
ใหม่ก็ได้ มันเปรียบเหมือนกับว่าเมื่อเราจะศึกษาอะไรเราก็จะศึกษาเป็น
ขั้นเป็นตอน ต้องผ่านพื้นฐานก่อนแล้วจึงสู่ลำดับต่อไปข้าพเจ้าเชื่อ
ว่าเมื่อทุกคนมีความเห็นที่ถูกต้อง ตั้งใจศึกษาไปเรื่อยๆ แล้ว เขาจะ
ต้องมีปัญญาเกิดขึ้นแน่ เมื่อนั้นเค้าผู้นั้นเกิดปัญญาเขาก็จะสามารถ
ตัดสินใจศึกษาในหลักการที่มีความลึกซึ้งถัดไปได้ 

ถ้าเรามีจุดหมายจะเดินทางไป ณ ที่แห่งหนึ่ง เราก็จะใช้พาหนะที่
หลากหลาย จากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งใช้พาหนะชนิดหนึ่งเมื่อถึงที่
แห่งนึงแล้วเราก็จะเปลี่ยนพาหนะให้เหมาะสมกับทางที่เราจะดำเนินไป
นั้น ๆ จนกว่าเราจะถึงจุดหมาย ส่วนพาหนะที่เราเคยใช้เราก็จะ
ปล่อยมันไว้ที่จุดเปลี่ยนนั่นแหละ เราจะไม่เอามันมาใช้อีกนอกจาก
จะถึงเวลาหน้าที่ของมัน

โดยคุณ :Lynnie - [17 พ.ค. 2541 08:41:43]

ความคิดเห็นเพิ่มเติม:่ครับ....คุณ lek ศูนยตา ที่ผมเอ่ยหมายถึง สุญญตา...โทษทีครับ ไม่รู้ว่าสะกดอย่างไร 

ขอบคุณคุณสันตินันท์ มากครับ ทำให้ผมเข้าใจเกี่ยวกับพระป่ามากขึ้นอย่างที่คุณว่าคนเข้าไปห้อมล้อมมาก ท่านจะปฏิบัติก็คงไม่สะดวก แต่จากที่คุณเล่ามาทำให้ผมรู้สึกอยากเรียนรู้ทางปฏิบัติอยากรับใช้เผื่อจะได้เรียนรู้ข้อธรรมไปในตัว เนื่องจากตัวผมกิเลสยังเพียบเรื่องทางโลกยังไม่กล้าพอที่จะละ จึงได้แต่ศึกษาเองไปก่อน แต่ก็หวังว่าสักวันคงจะมีโอกาสได้ใกล้ชิด เรียนรู้ปฏิบัติจากท่าน ครับ

โดยคุณ :Xiao Suang Jue - [18 พ.ค. 2541 02:04:51]

ความคิดเห็นเพิ่มเติม:ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเจอ กระทู้ที่อัดแน่นด้วยเนื้อหาอย่างนี้ผมเพิ่งเข้ามาใหม่นะครับ
ยังไงก็ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยละกันนะครับ
ก่อนจะนอกเรื่องผมขอตอบกระทู้ก่อนนะครับ ที่ว่าถ้าเจอพระพุทธเจ้าให้ฆ่าเสียนี้
ผมอ่านดูทีแรกก็งงๆ คิดว่าจะเป็นหนึ่งในบรรดาโกอันไปไหนมาสามวาสองศอกไหม
แต่หลังจากขบคิดสักครู่ ก็พอจะตีความได้(ตามปัญญาอันน้อยนิด)ดังนี้นะครับ
คนที่เคยอ่านเรื่องในพระไตรปิฎกบ้างคงจำได้ถึงเรื่องพระรูปหนึ่งที่ติดในรูปของ
พระพุทธเจ้าจนปฏิบัติธรรมไม่ก้าวหน้า ถ้าใครจำได้ทั้งเรื่องช่วยเล่าทีนะครับ
ผมนึกออกแค่ว่าเรื่องนี้เป็นที่มาของภาษิต "ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นตถาคต"
ดังนั้นคำกล่าวในกระทู้ก็อาจแปลได้ว่า เมื่อปรากฏความยึดมั่นถือมั่นในรูปของ
พระพุทธเจ้าก็ตามคุณวิเศษปาฏิหาริย์ก็ตาม (พบพระพุทธเจ้า)ขึ้นในใจเมื่อไร
จงกำจัดเอาความยึดมั่นนั้น (ฆ่าเสีย) ออกจากใจให้สนใจในการปฏิบัติแทน
ถ้าใครจำได้ในหนังสือท่านพุทธทาส ก็มีกล่าวให้ละความยึดติดในพระพุทธเจ้า
และแม้กระทั่งพระธรรมว่าเปรียบเสมือนเรือข้ามฟากเมื่อข้ามได้แล้วก็ไม่ควร
แบกต่อไป ส่วนผมตอนนี้คงต้องถือไว้ก่อนเพราะยังข้ามไม่สำเร็จครับ

สุดท้ายนี้ผมอยากได้เพื่อนคุยธรรมะทาง icq บ้างน่ะครับ
ใครใช้อยู่ก็ช่วย add ผมด้วยนะครับเบอร์ 8908589

โดยคุณ :ชาลันถ้วย - [18 พ.ค. 2541 03:42:35]

ความคิดเห็นเพิ่มเติม:คุณชาล้นถ้วยคงหมายถึงพระวักกลิใช่ไหมครับ

มีอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจนะครับ
คือว่าพระพุทธศาสนาที่พระโสณะและพระอุตตระนำมาเผยแพร่นั้น
(จริงๆ ไม่ทราบว่าท่านขึ้นบกและเผยแพร่ที่ไหนแน่เดาเอาว่าไทยน่าจะมีส่วนด้วยก็แล้วกัน)
ในสมัยอยุธยามีความแปรปรวนถึงขนาดต้องไปสืบศาสนาจากลังกากันใหม่เป็นลังกาวงศ์
พอมาสมัยรัชกาลที่ 4 ท่านรับหลักธรรมจากมอญที่สืบไปถึงลังกาอีก
ดังนั้นเข้าใจว่าพระของเราทุกวันนี้ไม่ได้สืบสายตรงบริสุทธิ์จากพระโสณะและพระอุตตระ

สำหรับเรื่องเถรวาทและมหายานนั้น ถ้าจะแยกกันจริงๆก็คงแยกได้ทางทฤษฎี
ในทางปฏิบัติผมลองศึกษาคำสอนในเมืองไทยยุคนี้แหละ
พบคำสอนเกี่ยวกับโลกนิพพานที่ไม่ผิดจากสุขาวดีเท่าไหร่เลย
เรียนกว่าความคิดของมนุษย์นั้น อยู่ที่ไหนก็คือคล้ายๆกันได้
ดังนั้นเราไม่น่าจะจริงจังเรื่องนิกาย
เอาเป็นว่าถ้าปฏิบัติแล้วพ้นทุกข์พ้นกิเลสได้เป็นพอ
น่าจะเหมาะกว่านะครับ

โดยคุณ :สันตินันท์ - [18 พ.ค. 2541 09:32:08]

ความคิดเห็นเพิ่มเติม:ที่คุณสันตินันท์ว่าเรื่องมหายาน-หินยานนั้น 
สนับสนุนเต็มที่
เพราะคิดว่ามันอยู่ที่การปฏิบัติมากกว่า 
เกลือนั้นจะเรียกมันว่าอะไรก็ได้ 
ที่แน่ ๆ มันยังคงเค็มเหมือนเดิม

ส่วนเรื่องสุวรรณภูมินั้น ถ้าเราไม่คิดจะให้เป็นประเทศไทย
จนเกินไป ก็น่าจะยอมรับมติที่ว่า สุวรรณภูมิน่าจะเป็นดินแดน
แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ทั้งหมด ซึ่งคำว่าสุวรรณภูมินี้
ไม่ได้หมายถึงประเทศแต่เป็นลักษณะภูมิศาสตร์กว้างๆ เท่านั้น

โดยคุณ :วันวิสาข์ - [18 พ.ค. 2541 10:01:45]

ความคิดเห็นเพิ่มเติม:เห็นด้วยกับคุณสันตินันท์และคุณวันวิสาข์มากครับว่าขึ้นอยู่กับการปฏิบัติมากกว่าอย่างที่ได้เรียน
ไว้แล้วว่าตราบใดที่มรรคมีองค์แปดยังมี ตราบนั้นโลกไม่ว่างจากพระอรหันต์
โดยคุณ :rising_sun - [18 พ.ค. 2541 23:02:56]

ความคิดเห็นเพิ่มเติม:พึ่งเข้ามาเมื่อกี้ครั้งนี้ครั้งแรกอ่านรวดเดียวจบร้องได้คำเดียว
โอ้โฮเฮะ
โดยคุณ :จ่าไชโย - [20 พ.ค. 2541 12:07:19]

ความคิดเห็นเพิ่มเติม : โอ้วเยส ได้อ่านกระทุ้นี้ซะที
โดยคุณ : JeyZ - [ 1 ต.ค. 2544 00:37:37 น.]


ความคิดเห็นเพิ่มเติม : กระทู้แรก ที่นำผมมาพบกับเพื่อนๆในลานธรรม
โดยเฉพาะพี่สันตินันท์ ซึ่งตอนนี้คงต้องเรียกว่า
หลวงพ่อแล้ว

ระลึกความหลัง : )
โดยคุณ : morning_glory - [ 1 ต.ค. 2544 01:18:07 น.]


ความคิดเห็นเพิ่มเติม : คิดถึงพี่สันตินันท์ ต้องคิดถึง "รู้"
โดยคุณ : MacroArt - [ 1 ต.ค. 2544 14:55:45 น.]


ความคิดเห็นเพิ่มเติม : ". .
. ."
โดยคุณ : ธุลี - [ 1 ต.ค. 2544 19:46:34 น.]


ความคิดเห็นเพิ่มเติม : อืมมม
โดยคุณ : อืมมม - [ 1 ต.ค. 2544 20:56:31 น.]


ความคิดเห็นเพิ่มเติม : เป็นกระทู้ที่ทำให้ว่างเปล่าจริงๆ
โดยคุณ : kiki - [ 2 ต.ค. 2544 23:50:54 น.]


ความคิดเห็นเพิ่มเติม : โอ้ น่าสนใจแท้
โดยคุณ : Iron-Spider - [ 3 ต.ค. 2544 04:03:07 น.]


ความคิดเห็นเพิ่มเติม : เพิ่งเข้ามาอ่านค่ะ
ได้ปัญญาอีกเยอะเลยค่ะ
ขอบคุณทุกท่านค่ะ
โดยคุณ : Chiyuri - [ 12 ต.ค. 2544 21:38:16 น.]


ความคิดเห็นเพิ่มเติม : ผมว่าพระพุทธเจ้าน่าจะหมายถึงนิพพาน ท่านให้ทำลายความยึดถือพระนิพพานนั้น ทิ้งเสีย
โดยคุณ : eq0 - [ 27 ต.ค. 2544 15:51:04 น.]


ความคิดเห็นเพิ่มเติม : สาธุครับ
โดยคุณ : PEDestrain - [ 8 ธ.ค. 2544 01:19:09 น.]


ความคิดเห็นเพิ่มเติม : ผมว่านะครับ "การฆ่า" คืออะไร? คนส่วนมากหมายความว่า การทำให้สิ้นลมหายใจ การทำร้าย หรือเปล่า? ภาษาโลกกับภาษาธรรม ควรแยกแยะนะครับ พุทธทาส แนะว่า ภาษาธรรมลึกซึ้ง กว่าภาษาโลก ดังนั้น การฆ่า ของเซน หมายถึง การดับ ดับกิเลสที่ยึดเป็นสรณะหรือไม่ ขอเสนอแนะแค่นี้นะครับ
โดยคุณ : andpor@chaiyo.com - [ 15 เม.ย. 2002 15:38:19 น.]


ความคิดเห็นเพิ่มเติม : สาธุค่ะ (-/\-)
โดยคุณ : แพรว - [ 21 ม.ค. 2004 11:29:20 น.]