Wednesday, December 15, 2010

ชาวพุทธนักปฏิบัติเขาว่าอย่างนั้นนะ เที่ยววิ่งขอธรรมะแต่ไม่ยอมปฏิบัติเสียสักที




"การที่มาขอธรรมะนโยบายปฏิบัตินั้น ในสมัยท่านพระอาจารย์ใหญ่ (ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ) ท่านก็ให้ ถ้าได้มาขอ ท่านก็บอกอุบายอันแยบคายให้ แต่นั้นก็เป็นธรรมะที่ออกมาจากจิตใจของท่าน มันยังไม่ใช่ธรรมะที่ออกจากจิตใจเราโดยแท้"


"แม้จะเอาของดีไปก็ไม่สามารถรักษาให้อยู่กับตัวได้ บางทีขอไปวันนี้พรุ่งนี้ก็ลืมวางไว้ที่ไหนก็ไม่รู้นะ...! ก็ไม่ใช่ของเรานั้นเอง...ถ้าเป็นของเราแล้วจะอยู่กับเราตลอด จำได้แม่นยำ เราตื่นก็มีอยู่ เราตายไปธรรมนั้นก็ตามไปกับจิตเราด้วยเสมอ"



"ก็เหมือนกับสภาวะปัจจุบัน ไหนใครลองบอกมาหน่อยสิว่า ...วันนี้เป็นโชคของเรา...ไม่มีใช่ไหม ? ถ้าเป็นของเราละก็ มันต้องอยู่กับเราตลอดไป ถ้ากลางวันก็ต้องอยู่อย่างนี้ จะมืดค่ำไม่ได้ต้องอยู่กับเรา ฉะนั้นธรรมะก็เช่นกัน"


"ทุกวันนี้พวกเราชาวพุทธนักปฏิบัติเขาว่าอย่างนั้นนะ เที่ยววิ่งขอธรรมะแต่ไม่ยอมปฏิบัติเสียสักที เหลาะๆ...แหละๆ เดี๋ยวน้ำเดี๋ยวเเห้งไม่เอาจริงสักที ระวังเน้อ...สะสมธรรมะมากไม่ดี พุงจะแตกเอา...! ต้องนำออกมาระบายคือการพิจารณาแยกเหตุแยกผลของธรรมะบ้างเราเรียกว่าวิปัสสนาก็ได้...เอาลองดูซิ"



"ความจริงธรรมะนั้นไม่มีใครเขาให้มากหรอกมันจะฟุ้งซ่าน บางทีเกิดลังเลสงสัย...ต้องแสดงออกเลยความลังเลจึงจะหมดแล้วจะคลายสงสัยได้ เด็ดขาดเลย ..."


พระธรรมเทศนาโดยพระเดชพระคุณ หลวงปู่อ่อนสา สุขกาโรเถระ

==========

source: http://board.palungjit.com/f63/%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B2-%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A3-%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7-199760.html

Thursday, November 4, 2010

ยานอันประเสริฐ



"อริยมรรคญาณนั้นมีธรรม
คือ
ศรัทธากับปัญญาเป็นเอก มีศรัทธาเป็นทูบ
มีหิริเป็นงอน มีใจเป็นเชือกชัก มีสติเป็นสารถีผู้ควบคุม"


"รถนี้มีศีลเป็นเครื่องประดับ
มีญาณเป็นเพลา มีความเพียรเป็นล้อ
มีอุเบกขากับสมาธิเป็นทูบ ความไม่อยากได้เป็นประทุน"


"กุลบุตรใดมีความไม่พยาบาท ความไม่เบียดเบียน และวิเวกเป็นอาวุธ
มีความอดทนเป็นเกราะหนัง กุลบุตรนั้นย่อมเป็นไปเพื่อความเกษมจากโยคะ"


"พรหมยานอันยอดเยี่ยมนี้ เกิดแล้วในตนของบุคคลเหล่าใด
บุคคลเหล่านั้นเป็นนักปราชญ์ ย่อมออกไปจากโลกโดยความแน่ใจว่า มีชัยชนะโดยแท้"

source: http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=19&A=74&Z=124

Monday, September 13, 2010

โลกธรรม


โลกวิปัตติสูตร


"ดูกรภิกษุทั้งหลาย โลกธรรม ๘ ประการนี้แล ย่อมหมุนไปตามโลก
และโลกย่อมหมุนไปตามโลกธรรม ๘ ประการ ๘ ประการเป็นไฉน

คือ ลาภ ๑ ความเสื่อมลาภ ๑ ยศ ๑ ความเสื่อมยศ ๑ นินทา ๑ สรรเสริญ ๑ สุข ๑ ทุกข์ ๑"

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย โลกธรรม ๘ ประการนี้แล ย่อมหมุนไปตามโลก
และโลกย่อมหมุนไปตามโลกธรรม ๘ ประการนี้"

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย

ลาภก็ดี ความเสื่อมลาภก็ดี ยศก็ดี ความเสื่อมยศก็ดี
นินทาก็ดี สรรเสริญก็ดี
สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี
ย่อมเกิดขึ้นแก่ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ย่อมเกิดขึ้นแม้แก่อริยสาวก
ผู้ได้สดับ"

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในข้อนี้จะมีอะไรแปลกกัน มีอะไรผิดกัน
มีอะไร
เป็นข้อแตกต่างกัน ระหว่างอริยสาวกผู้ได้สดับกับปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ฯ"


==========


ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า
 "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมของข้าพระองค์
ทั้งหลาย มีพระผู้มีพระภาคเป็นมูล
มีพระผู้มีพระภาคเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาค
เป็นที่พึ่งอาศัย
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ขอเนื้อความแห่ง
ภาษิตนี้แจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเถิด
ภิกษุทั้งหลายได้สดับต่อพระผู้มีพระภาค
แล้ว จักทรงจำไว้ ฯ"


==========


พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น เธอทั้งหลาย
จงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว"

ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลาภย่อมเกิดขึ้นแก่ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ

เขาไม่ตระหนักชัด ไม่ทราบชัดตามความเป็นจริงว่าลาภนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา
ก็แต่ว่าลาภนั้นเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา

ความ
เสื่อมลาภ ... ยศ ... ความเสื่อมยศ ... นินทา ... สรรเสริญ ... สุข ... ทุกข์
ย่อมเกิดขึ้นแก่ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ เขาไม่ตระหนักชัด ไม่ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า
ทุกข์นี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่า ทุกข์นั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความ
แปรปรวนเป็นธรรมดา

แม้ลาภย่อมครอบงำจิตของเขาได้ แม้ความเสื่อมลาภ ...
แม้ยศ ... แม้ความเสื่อมยศ ...
แม้นินทา ... แม้สรรเสริญ ...
แม้สุข ... แม้ทุกข์
ย่อมครอบงำจิตของเขาได้

เขาย่อมยินดีลาภที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมยินร้ายในความ
เสื่อมลาภ
ย่อมยินดียศที่เกิดขึ้น ย่อมยินร้ายในความเสื่อมยศ
ย่อมยินดีสรรเสริญ
ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมยินร้ายในนินทา
ย่อมยินดีสุขที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมยินร้ายในทุกข์


เขาประกอบด้วยความยินดียินร้ายอย่างนี้
ย่อมไม่พ้นไปจากชาติ ชรา มรณะ
โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส
เรากล่าวว่า ไม่พ้นไปจากทุกข์ ฯ



==========


             "ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลาภย่อมเกิดแก่อริยสาวกผู้ได้สดับ
อริยสาวกนั้น
ย่อมตระหนักชัด ทราบชัดตามความเป็นจริงว่าลาภเกิดขึ้นแล้วแก่เรา
ก็แต่ว่า
ลาภนั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา

ความเสื่อมลาภ ... ยศ ...
ความเสื่อมยศ ... นินทา ... สรรเสริญ ... สุข ... ทุกข์
ย่อมเกิดขึ้นแก่อริยสาวก
ผู้ได้สดับ
อริยสาวกนั้นย่อมตระหนักชัด ทราบชัดตามความจริงว่า
ทุกข์นี้เกิดขึ้น
แล้วแก่เรา ก็แต่ว่า ทุกข์นั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา

แม้ลาภย่อมครอบงำจิตของท่านไม่ได้ แม้ความเสื่อมลาภ ...
 แม้ยศ ... แม้ความ
เสื่อมยศ ...
แม้นินทา ... แม้สรรเสริญ ...
แม้สุข ... แม้ทุกข์ ย่อมครอบงำจิต
ของท่านไม่ได้

ท่านย่อมไม่ยินดีลาภที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ยินร้ายในความเสื่อมลาภ

ไม่ยินดียศที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ยินร้ายในความเสื่อมยศ
ไม่ยินดีความสรรเสริญ
ที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ยินร้ายในนินทา
ไม่ยินดีสุขที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ยินร้ายในทุกข์


ท่านละความยินดียินร้ายได้แล้วเด็ดขาดอย่างนี้
ย่อมพ้นไปจากชาติ ชรา มรณะ
โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส
เรากล่าวว่า ย่อมพ้นไปจากทุกข์
"


"ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นความแปลกกัน ผิดกัน แตกต่างกัน
ระหว่างอริยสาวก
ผู้ได้สดับ กับปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ฯ"


==========


"ธรรมในหมู่มนุษย์เหล่านี้ คือ
ลาภ ๑ ความเสื่อมลาภ ๑

ยศ ๑ ความเสื่อมยศ ๑
นินทา ๑ สรรเสริญ ๑
สุข ๑ ทุกข์ ๑

เป็นสภาพไม่เที่ยง ไม่แน่นอน มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา

แต่ท่านผู้เป็นนักปราชญ์ มีสติ ทราบธรรมเหล่านั้นแล้ว
พิจารณาเห็นว่า มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
ธรรมอันน่า
ปรารถนา ย่อมย่ำยีจิตของท่านไม่ได้ ท่านย่อมไม่ยินร้ายต่ออนิฏฐารมณ์
ท่านขจัดความยินดีและยินร้ายเสียได้จนไม่เหลือ
อยู่
อนึ่ง ท่านทราบทางนิพพานอันปราศจากธุลี ไม่มีความ
เศร้าโศก
เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งภพ ย่อมทราบได้อย่างถูกต้อง ฯ"


จบสูตรที่ ๖

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=23&A=3247&Z=3301
ขอบคุณภาพจาก http://download.clib.psu.ac.th/datawebclib/exhonline/visakha/page3.html ครับ

Sunday, September 5, 2010

พระมหาโมคคัลลานะสอนหญิงเพศยา



ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระได้ภาษิตไว้ ด้วยอำนาจสอนหญิงเพศยาซึ่งมาเล้าโลมท่านว่า

"เราติเตียนกระท่อม คือสรีระร่างอันสำเร็จด้วยโครงกระดูก อันฉาบทาด้วยเนื้อ ร้อยรัดด้วยเส้นเอ็น เต็มไปด้วยของไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น น่าเกลียด ที่คนทั่วๆ ไปเข้าใจว่าเป็นของผู้อื่นและเป็นของตน ในร่างกายของเธอเช่นกับถุงอันเต็มไปด้วยคูถ มีหนังหุ้มห่อปกปิดไว้เหมือนนางปีศาจ มีฝีที่อก มีช่องเก้าช่องเป็นที่ไหลออกเนืองนิตย์ ภิกษุควรละเว้นสรีระของเธออันมีช่องเก้าช่อง เต็มไปด้วยกลิ่นเหม็น ดังชายหนุ่มผู้ชอบสะอาด หลีกเลี่ยงมูตรคูถไปจนห่างไกล ฉะนั้น"

"หากว่าคนพึงรู้จักสรีระของเธอเช่นเดียวกับฉันรู้จัก ก็จะพากันหลบหลีกเธอไปเสียห่างไกล เหมือนบุคคลผู้ชอบสะอาดเห็นหลุมคูถในฤดูฝนแล้ว หลีกเลี่ยงไปเสียห่างไกล ฉะนั้น"


เมื่อหญิงแพศยาคนนั้นได้ฟังดังนี้แล้ว ก็เกิดความสลดใจ จึงตอบพระเถระเป็นคาถาความว่า

"ข้าแต่สมณะผู้มีความเพียรมาก ท่านพูดอย่างไรก็เป็นจริงอย่างนั้น แต่คนบางจำพวกยังจมอยู่ในร่างกายอันนี้ เหมือนกับโคเฒ่าที่จมอยู่ในตมฉะนั้น"


พระมหาโมคคัลลานเถระเมื่อจะชี้แจงให้นางรู้ว่า การประพฤติตามใจชอบเช่นนี้ไม่มีประโยชน์ มีแต่นำโทษมาให้โดยถ่ายเดียว จึงกล่าวเป็นคาถา ๒ คาถาความว่า

"ผู้ใดประสงค์ย้อมอากาศด้วยขมิ้น หรือด้วยน้ำย้อมอย่างอื่น การกระทำของผู้นั้นก็ลำบากเปล่าๆ จิตของเรานี้ก็เสมอกับอากาศ เป็นจิตตั้งมั่นด้วยดีในภายใน เพราะฉะนั้น เธออย่ามาหวังความรักที่มีอยู่ในดวงจิตอันลามกของเธอจากฉันเลย เหมือนตัวแมลงถลาเข้าสู่กองไฟย่อมถึงความพินาศ ฉะนั้น เธอจงดูร่างกายอันกระดูก ๓๐๐ ท่อนยกขึ้นตั้งไว้ มีแผลทั่วๆ ไป อันบุญกรรมกระทำให้วิจิตร กระสับกระส่าย พวกคนพาลพากันดำริโดยมาก ไม่มีความยั่งยืนมั่นคงอยู่เลยนี้เถิด"


===========

มหาโมคคัลลานเถรคาถา คาถาสุภาษิตของพระมหาโมคคัลลานเถระ
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=26&A=8478&Z=8642

Saturday, August 21, 2010

ปรารภความเพียรด้วยเหตุประมาณเท่าไร?


พระโมคคัลลานะ :

"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่าผู้ปรารภความเพียรๆ ดังนี้
ก็บุคคลจะชื่อว่าเป็นผู้ปรารภความเพียรด้วยเหตุประมาณเท่าไร พระพุทธเจ้าข้า?"


พระพุทธองค์ :

"โมคคัลลานะ"

"ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเป็นผู้ปรารภความเพียร ด้วยตั้งสัตยาธิษฐานว่า
จะเหลืออยู่แต่หนัง เอ็นและกระดูกก็ตามที เลือดและเนื้อในร่างกายจงเหือดแห้งไปเถิด
ผลอันใดที่จะพึงบรรลุได้ด้วยเรี่ยวแรงของบุรุษ ด้วยความเพียรของบุรุษ ด้วยความบากบั่นของบุรุษ
ยังไม่บรรลุผลนั้นแล้ว จะหยุดความเพียรเสียเป็นอันไม่มี"

"โมคคัลลานะ ภิกษุย่อมเป็นผู้ปรารภความเพียรอย่างนี้แล"

==========

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค ฆฏสูตร
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=16&A=7246&Z=7292

Sunday, August 1, 2010

อุปสรรคของการภาวนา



โดยหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี


ฝึกหัดทำสมาธิภาวนา จงทำเหมือนชาวนาเขาทำนา เขาไม่รีบร้อน เขาหว่านกล้า ไถคราด ปักดำ โดยลำดับ ไม่ข้ามขั้นตอน แล้วรอให้ต้นข้าวแก่ ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่เห็นเมล็ดไม่เห็นรวงข้าวเลย แต่เขาก็มีความเชื่อมั่นของเขาว่าจะมีเมล็ดมีรวงวันหนึ่งข้างหน้าแน่ๆ เมื่อต้นข้าวแก่แล้วออกรวงมาจึงเชื่อแน่ว่าจะได้รับผลแน่แล้ว เขาไม่ไปชักดึงต้นข้าวให้ออกรวงเอาตามชอบใจ ผู้กระทำเช่นนั้นย่อมไร้ผลโดยแท้

การฝึกหัดสมาธิภาวนาก็เช่นเดียวกัน จะรีบร้อนข้ามขั้นตอนย่อมไม่ได้ ต้องตั้งจิตให้เลื่อมใสศรัทธาแน่วแน่ว่าอันนี้ละเป็นคำบริกรรมที่จะทำให้จิตของเราเป็นสมาธิได้อย่างแท้จริง แล้วอย่าไปลังเลสงสัยว่า คำบริกรรมนี้จะถูกจริตนิสัยของเราหรือไม่หนอ คำบริกรรมอันนั้น คนนั้นทำแล้วมันเป็นไปอย่างนั้นอย่างนี้ เราทำแล้วจิตไม่ตั้งมั่น อย่างนี้ใช้ไม่ได้

ถ้าจิตตั้งมั่นแน่วแน่ในคำบริกรรมที่ตนภาวนาอยู่นั้นแล้วเป็นใช้ได้ทั้งนั้น เพราะภาวนาก็เพื่อต้องการทำจิตให้แน่วแน่เท่านั้น ส่วนนอกนั้นมันเป็นตามบุญวาสนาของแต่ละบุคคล

ครั้งพุทธกาล มีพระรูปหนึ่งไปภาวนาอยู่ใกล้สระแห่งหนึ่ง เห็นนกกระยางตัวหนึ่งโฉบปลากินเป็นอาหาร ท่านเลยถือเอาเป็นคำบริกรรมภาวนาจนได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ นกกระยางกินปลาไม่เคยเห็นมีในกัมมัฏฐานบทใด ท่านเอามาภาวนาจนได้สำเร็จ นี้เป็นตัวอย่าง

จิตที่ตั้งใจอบรมให้อยู่ในขอบเขตของคำบริกรรม พุทโธๆๆ ซึ่งมีสติเป็นผู้ควบคุมแล้วย่อมจะละพยศตัวเองได้ แต่เราก็ต้องฝึกฝนอบรมเพราะต้องการความสุขสงบของจิต ธรรมดาของจิตย่อมมีอารมณ์ส่งส่ายหาความฟุ้งซ่านเป็นวิสัยอยู่แล้ว ดังอธิบายมาแล้ว โดยมากมันจะส่งส่ายไปในอารมณ์เหล่านี้คือ

พอเริ่มบริกรรมพุทโธๆๆ เอาจิตไปตั้งไว้ที่พุทโธๆๆ เท่านั้นแหละ มันจะไม่อยู่ในพุทโธ มันจะวิ่งไปหาการงานที่เราเริ่มจะทำหรือกำลังทำอยู่ ปรุงแต่งทำนั้นทำนี้วุ่นวายกันไปหมด กลัวมันจะไม่ดีไม่งาม กลัวมันจะไม่สำเร็จ การงานที่เรารับจากคนอื่นหรือเรารับเฉพาะส่วนตัวมันจะเสียผลประโยชน์ หรือขายขี้หน้าเขาเมื่อเรารับแล้วไม่ทำตาม ฯลฯ นี่เป็นเรื่องรบกวนใจไม่ให้เป็นสมาธิของผู้อบรมใหม่อย่างหนึ่ง

เราดึงเอาจิตมาไว้ที่พุทโธๆๆนั้นอีก บอกว่านั้นไม่ใช่หนทางแห่งความสงบ ทางสงบแท้จริงต้องเอาจิตมาตั้งไว้ที่พุทโธแห่งเดียว แล้วบริกรรมพุทโธๆๆ เรื่อยไป ฯลฯ

เดี๋ยวส่งไปอีกแล้ว โน่นคราวนี้ไปถึงครอบครัว ส่งไปหาลูกไปหาภรรยาไปหาสามี เขาจะอยู่อย่างไร เขามีสุขภาพพลานามัยดีหรือไม่หนอ ได้บริโภคอาหารดีมีรสหรือไม่หนอ ถ้าอยู่ห่างไกลกันก็คิดถึงที่อยู่ที่นอน จะอยู่จะกินอย่างไร ผู้จากไปก็คิดถึงผู้อยู่ทางบ้าน ผู้อยู่ทางบ้านก็คิดถึงผู้ไปไกล กลัวว่าจะไม่ปลอดภัย กลัวคนอื่นจะมาข่มเหง ไม่มีผู้อยู่เป็นเพื่อน กลัวจะเหงาหงอย ฯลฯ คิดไปร้อยแปดพันเก้า สุดแท้แต่จิตจะปรุงแต่งไป ซึ่งเกินกว่าเหตุทั้งนั้น

หรือถ้ายังเป็นโสด ยังเป็นหนุ่มเป็นสาวอยู่ ก็จะปรุงแต่งไปในทางสนุกสนานเพลิดเพลินอยู่กับหมู่เพื่อนที่เคยเที่ยวสนุก เฮฮาไปในที่ต่างๆ บางคนถึงกับอุทานออกมาเป็นเสียงดังหัวเราะก๊ากก็มี กิเลสตัวนี้มันร้ายยิ่งกว่าเพื่อน

เมื่อภาวนาพุทโธๆๆ มันเห็นว่าไม่ได้การแล้ว เขาจะหนีจากเราไปแล้ว มันก็สรรหาสิ่งที่จะผูกมัดให้เราติดมั่นเข้าทุกที เราเกิดมาตั้งแต่เด็กจนโต เราก็ไม่เคยมาฝึกหัดสมาธิภาวนาเลย มีแต่ปล่อยให้จิตไปตามอารมณ์ของกิเลส เพิ่งมาฝึกหัดเดี๋ยวนี้เอง เมื่อภาวนาพุทโธๆๆเข้า จิตมันจะมารวมอยู่ที่พุทโธๆๆ จิตมันจึงดิ้นเหมือนกับบุคคลโยนปลาขึ้นจากน้ำไปบนหาดทราย ปลาย่อมดิ้นหาน้ำเป็นธรรมดา เราดึงเอาจิตให้เข้ามาหาพุทโธๆๆอีก พุทโธๆๆ เป็นของเย็น เป็นทางที่ให้เกิดสันติสุข มีทางเดียวเท่านั้นที่ทำให้พ้นจากทุกข์ในโลกนี้ได้

เราดึงเอาจิตเข้ามาอยู่ในพุทโธๆๆอีก หากคราวนี้พอสงบลงไปได้บ้าง พอรู้สึกว่าจิตมันอยู่ พอเห็นลางๆว่าจิตมันอยู่ มีความสุขสบาย จิตสงบ ไม่มีความเดือดร้อน ตั้งใจระวังเอาสติประคองอารมณ์นั้นไว้ เอ้า.....ไปอีกแล้ว โน้น......คราวนี้ไปยึดเอาผลประโยชน์มาเป็นเครื่องอ้าง ถ้าสิ่งนั้นเราไม่ทำหรือเราไม่แสวงหาก็จะเสียโอกาสอันมีค่ามหาศาล แล้วก็เอาจิตไปจดจ่ออยู่เฉพาะสิ่งนั้นแทนคำบริกรรมพุทโธ ส่วนพุทโธมันเลยหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ กว่าจะรู้ว่าพุทโธหายไปแล้ว มันก็สายเสียแล้ว จิตนี้เป็นของดิ้นรนกระเสือกกระสน รักษาได้ยากเหมือนกับลิงอยู่ไม่เป็นสุข

นั่งสมาธิภาวนานานๆเข้า กลัวโลหิตจะไม่เดินหรือเดินไม่สะดวก เส้นประสาทจะตาย เกิดเป็นเหน็บชา ในที่สุดเป็นอัมพาต ถ้าไปภาวนาไกลบ้านหน่อยหรือในป่าก็ยิ่งกลัวใหญ่ กลัวเสือจะมากิน กลัวงูจะมากัด กลัวผีจะมาหลอกทำท่าทีต่างๆนานาใส่ ความกลัวตายยุบยิบไปหลายอย่างหลายประการ ล้วนแล้วแต่ตัวเองหลอกตัวเองทั้งนั้นแต่เกิดมาจนป่านนี้ยังไม่เห็นเสือกินคน เลยสักคนเดียว ผีก็ไม่เคยเห็นหลอกเลยสักที แม้แต่ตัวผีก็ไม่เคยเห็นเลยสักที ไม่ทราบว่าตัวมันเป็นอย่างไร แต่ก็ปรุงแต่งขึ้นมาหลอกตัวเอง

อุปสรรคของการภาวนาที่ชักตัวอย่างมาอธิบายนี้พอเป็นบางอย่างเท่านั้น ความจริงแล้วมันมีมากกว่านี้ตั้งหลายเท่า ผู้ภาวนาแล้วจะรู้ด้วยตัวเอง

แต่เราก็ยึดพุทโธๆๆ มาไว้ที่ใจ แล้วเอาสติควบคุมจิตให้อยู่กับพุทโธอันเดียว ภัยอันตรายทั้งปวงจะไม่มีมาแผ้วพาน

ขอให้เชื่อมั่นในพุทโธจริงๆเถอะ รับรองว่าไม่มีอันตรายแน่นอน เว้นเสียแต่กรรมเก่าที่เขาเคยได้กระทำไว้ นั่นเป็นของสุดวิสัยแม้พระพุทธเจ้าก็ป้องกันให้ไม่ได้

ผู้ภาวนาทั้งหลายแรกๆศรัทธายังอ่อน ไม่ว่าจะบริกรรมอะไรก็แล้วแต่เถอะ จะต้องถูกกิเลสเหล่านี้รบกวนด้วยกันทั้งสิ้น เพราะกิเลสเหล่านี้มันเป็นพื้นฐานของโลก เมื่อเรามาทำภาวนาทำจิตให้เป็นอันเดียวเท่านั้นแหละ กิเลสมันเห็นว่าเราจะหนีจากบ้าน กิเลสเหล่านั้นมันมารุมล้อมไม่ให้เราหนีจากโลกนี้ได้

ผู้มาเห็นโทษของมันว่ามันร้ายแรงอย่างนี้แล้ว ทำใจให้กล้าหาญ ศรัทธาให้หนักแน่นมั่นคง คิดเสียว่าเราได้หลงเชื่อกิเลสมาหลายภพหลายชาติแล้ว คราวนี้เราจะยอมเชื่อคำสอนของพระพุทธเจ้า เอาพุทโธ ไม่ให้จิตหนีจากพุทโธ เมื่อเราตั้งปณิธานไว้อย่างนั้นแล้ว จิตก็จะดิ่งลงสู่อารมณ์อันเป็นหนึ่งเข้าถึงสมาธิได้

ด้วยอำนาจจิตตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์อันเดียวนั่นแหละเป็นเหตุนำจิตให้เข้าถึงสมาธิได้

ผู้เข้าถึงสมาธิทีแรกจะมีอาการอย่างนี้ เราจะไม่ทราบเลยว่าสมาธิหรือจิตเป็นเอกัคคตารมณ์เป็นอย่างไร เราเพียงแต่ตั้งสติให้แน่วแน่อยู่ในอารมณ์อันเดียว ด้วยอำนาจจิตตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์อันเดียวนั่นแหละเป็นเหตุนำจิตให้เข้าถึงสมาธิได้ แล้วก็ไม่ได้นึกว่าอาการของสมาธิเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ และอยากให้มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่มันเป็นของมันเองโดยอัตโนมัติ ใครๆจะบังคับให้เป็นไม่ได้

ในขณะนั้นจะมีความรู้สึกเหมือนกับเราอยู่อีกโลกหนึ่ง(โลกจิต) มีความสุขสบายวิเวกหาอะไรเปรียบมิได้ในโลกนี้

เมื่อจิตถอนออกจากสมาธิแล้ว จะรู้สึกเสียดายอารมณ์อันนั้น แลจำอารมณ์อันนั้นได้แม่นยำ ที่พูดกันอยู่ทุกวันนี้ล้วนแล้วแต่จิตถอนออกมาจากอารมณ์ทั้งนั้น ในขณะที่จิตกำลังรวมอยู่นั้น ใครจะพูดจะทำอะไรไม่รับรู้ทั้งหมด

เราต้องฝึกหัดจิตให้เข้าถึงสมาธิอย่างนี้อยู่บ่อยๆเพื่อให้ชำนิชำนาญ แต่อย่าไปจำอารมณ์เก่า อย่าอยากให้เป็นอย่างเก่า มันจะไม่เป็นอย่างนั้นซ้ำจะยุ่งใหญ่ เป็นแต่เราคอยบริกรรมพุทโธๆๆให้จิตอยู่ในคำบริกรรมนั้นก็แล้วกัน มันจะเป็นอย่างไรก็ช่างมัน

จิตเป็นสมาธิใหม่ๆ เมื่อมันเป็นอีกมันจะไม่เป็นอย่างเก่า แต่ก็ช่างมัน มันจะเป็นอย่างไรก็ช่างมัน ขอให้มันเป็นสมาธิก็แล้วกัน ที่มันเป็นหลายอย่าง มันจึงได้ความรู้กว้างขวางและมีอุบายมาก

ที่อธิบายมาโดยย่อนี้พอเป็นนิทัศน์อุทาหรณ์ ขอผู้ทำตามนี้จงอย่าได้เอามาใส่ใจ มันจะเป็นสัญญา ภาวนาจะไม่เป็นไป เพียงแต่จำไว้เป็นเครื่องเทียบเคียงในเมื่อเราภาวนาเป็นไปแล้ว

ผู้ภาวนาทั้งหลาย ไม่ว่าจะภาวนาพุทโธ หรือยุบหนอพองหนอ หรือสัมมาอะระหัง อะไรแล้วแต่ เมื่อจิตจะรวมเป็นสมาธิแล้ว ไม่ว่าจิตเราจะรวมหรือกำลังรวมอยู่ หรืออะไรทั้งหมด แต่มันรวมของมันเองโดยอัตโนมัติ แม้ที่สุดแต่คำบริกรรมอยู่นั้นไม่ทราบมันวางแต่เมื่อไหร่ มันจะมีแต่ความสงบสุขอยู่อันหนึ่งต่างหาก ซึ่งมิใช่โลกนี้แลโลกอื่นหรืออะไรทั้งหมด และไม่มีใครหรือสิ่งอะไรทั้งหมด เป็นสภาพของมันต่างหาก (ซึ่งเรียกว่าโลกของจิต)

ในที่นั้นจะไม่มีคำว่าโลกนี้หรืออื่นใดๆทั้งสิ้น สมมติบัญญัติในโลกอันนี้จะไม่ปรากฏในที่นั้น เพราะฉะนั้น ในที่นั้นมันจะไม่เกิดบัญญัติอะไรทั้งสิ้น เป็นแต่หัดจิตให้เป็นสมาธิไว้เทียบเคียงกับจิตที่ไม่เป็นสมาธิว่าผิดแปลก ต่างกันอย่างไร จิตเข้าถึงสมาธิแล้วเมื่อถอนออกมาพิจารณาในทางโลกกับทางธรรม มันต่างกันอย่างไรกับจิตที่ไม่ได้เป็นสมาธิ

==========

source: http://larndham.org/index.php?showtopic=25748

Wednesday, July 14, 2010

เรียนจบแล้ว


หลวงปู่บุญหนา ธมฺมทินโน

อ่านเจอจากเวปหนึ่ง ไม่ทราบโยมที่ถามท่านเป็นใครเหมือนกันครับ

========

ได้กราบท่าน (หลวงปู่บุญหนา ธมฺมทินโน) ครั้งแรกตอนที่ท่านมาพักที่วัดใหม่เสนา ตอนนั้นท่านคงไม่สบายเลยมาพักที่นี่ เราก็เป็นพี่เลี้ยงครูสมาธิ เลยเข้าไปกราบท่าน
...

หลวงปู่ถาม : มาจากไหน

โยมตอบ : เป็นพี่เลี้ยงให้ครูสมาธิครับ

หลวงปู่ถาม : เรานะเรียนจบแล้วหรือสมาธิ

โยมตอบ : เรียนจบแล้วครับ

หลวงปู่ : เรียนจบแล้ว....อึม หลวงปู่ยังเรียนไม่จบเลย...

โยม : แป่วววว(ไม่ได้ตอบ)

^/\^ ^/\^ ^/\^

Friday, June 4, 2010

ธรรมอันเป็นผู้เดียวจะพึงหลีกออก ไม่ประมาท มีความเพียร มีตนส่งไปอยู่


[๕๒๓] ครั้งนั้น พระมหาปชาบดีโคตมี เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคม ได้ยืน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วกราบทูลว่า

"ขอประทานพระวโรกาสพระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคโปรดแสดงธรรมโดยย่อ
ที่หม่อมฉันฟังธรรม
ของพระผู้มีพระภาคแล้ว เป็นผู้เดียวจะพึงหลีกออก ไม่ประมาท มีความเพียรมีตนส่งไปอยู่"




             พระผู้มีพระภาคตรัสว่า



"ดูกรโคตมี เธอพึงรู้ธรรมเหล่าใดว่า ธรรมเหล่านี้
เป็นไปเพื่อความกำหนัด ไม่ใช่เพื่อคลายความกำหนัด
เป็นไปเพื่อความประกอบ ไม่ใช่เพื่อความพราก
เป็นไปเพื่อความสะสม ไม่ใช่เพื่อความไม่สะสม
เป็นไปเพื่อความมักมาก ไม่ใช่เพื่อความมักน้อย
เป็นไปเพื่อความไม่สันโดษ ไม่ใช่เพื่อความสันโดษ
เป็นไปเพื่อความคลุกคลีด้วยหมู่ ไม่ใช่เพื่อความสงัด
เป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน ไม่ใช่เพื่อปรารภความเพียร
เป็นไปเพื่อความเลี้ยงยาก ไม่ใช่เพื่อความเลี้ยงง่าย

ดูกรโคตมี เธอพึงทรงจำธรรมเหล่านั้นไว้โดยส่วนเดียวว่า นั่นไม่ใช่ธรรม นั่นไม่ใช่วินัย นั่นไม่ใช่สัตถุศาสน์"




             "ดูกรโคตมี อนึ่ง เธอพึงรู้ธรรมเหล่าใดว่า ธรรมเหล่านี้
เป็นไปเพื่อความ
คลายกำหนัด ไม่ใช่เพื่อมีความกำหนัด

เป็นไปเพื่อความพราก ไม่ใช่เพื่อความประกอบ
เป็นไปเพื่อความไม่สะสม ไม่ใช่เพื่อความสะสม
เป็นไปเพื่อความมักน้อย ไม่ใช่เพื่อความมักมาก
เป็นไปเพื่อความสันโดษ ไม่ใช่เพื่อความไม่สันโดษ
เป็นไปเพื่อความสงัด ไม่ใช่เพื่อความคลุกคลีด้วยหมู่
เป็นไปเพื่อปรารภความเพียร ไม่ใช่เพื่อความเกียจคร้าน
เป็นไปเพื่อความเลี้ยงง่าย ไม่ใช่เพื่อความเลี้ยงยาก

ดูกรโคตมี เธอพึงทรงจำธรรมเหล่านั้นไว้โดยส่วนเดียวว่า นั่นเป็นธรรม นั่นเป็นวินัย นั่นเป็นสัตถุศาสน์ ฯ"


http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=7&A=6272&Z=6348&pagebreak=0


Monday, May 31, 2010

ความเพียรเท่าฝ่ามือ



หลวงปู่ขาวถาม

“ทำไมคนยุคพระพุทธเจ้าจึงพ้นทุกข์
ถึงอรหันต์ได้เร็วและมากกว่าคนปัจจุบัน”


หลวงปู่มั่นตอบ

“เราไม่ต้องพูดเรื่องคนอื่น
สมัยอื่นให้เยิ่นเย้อไปมาก เราหวังพระนิพพานด้วยความเพียรเท่าฝ่ามือ

ลองคิดดูสิ กิเลสเท่ามหาสมุทรแต่ความเพียรเท่าฝ่ามือ มันห่างไกลกันขนาดไหน


คนสมัยนี้ เพียงใช้ฝ่ามือแตะมหาสมุทร ทำความเพียรเพียงเล็กน้อย แต่หมายมั่นปั้นมือว่าจะข้ามโลกสงสาร

เมื่อไม่ได้ตามใจหวังก็หาเรื่องตำหนิศาสนา
และกาลสถานที่”

===========

อนุโมทนาน้องหญิงด้วย http://www.facebook.com/photo.php?pid=5576213&op=1&view=all&subj=615659531&id=637830711

Sunday, May 23, 2010

พุทธพจน์ (buddha_quote) on Twitter


https://twitter.com/buddha_quote
พุทธศาสนสุภาษิต พุทธพจน์ พุทธวจนะ พระไตรปิฎก ทวิตเฉพาะคำแปลภาษาไทยโดยไม่ลงคำบาลีเพื่อความกระชับสำหรับโปรแกรมทวิตเตอร์ ครับ #ธรรมะ #Dhamma Buddha Quotes

Thursday, May 20, 2010

หลักปฎิบัติธรรมโดยหลวงปู่เทสก์


คนในสมัยนี้พากันสนใจในธรรมปฏิบัติกันมาก ไม่ว่าเด็ก คนหนุ่ม คนแก่ ไปที่ไหนก็พูดถึงเรื่องภาวนากันเป็นส่วนมาก จะเป็นเพราะมีพระคณาจารย์มาก และกอปรที่โลกเจริญมากแต่ค้นหาแก่นธรรมไม่ได้หรืออย่างไรก็ไม่ทราบได้ แต่เป็นที่น่าเสียดายมาก ส่วนพระภิกษุแลสามเณรซึ่งบวชในพระพุทธศาสนาแท้ ๆ กลับสนใจกันน้อยไป

ถึงอย่างไรก็ดี ผู้ปฏิบัติตามครูอาจารย์แลปฏิบัติตามแบบตำราก็ดี เท่าที่ได้สังเกตดูหลายด้านหลายทางแล้ว มักยึดเอาหลักปฏิบัติยังไม่ได้ ปฏิบัติไปตามศรัทธาอย่างนั้นแหละ น่าชมมากที่มีศรัทธาเป็นหลัก ผู้เขียนขอแนะนำหลักปฏิบัติ เพื่อยึดเอาไว้ปฏิบัติดังต่อไปนี้

พระพุทธศาสนาสอนให้ เชื่อกรรม เชื่อผลของกรรม
ผู้ใดทำกรรมดีย่อมได้รับผลของกรรมดี
ผู้ทำกรรมชั่วย่อมได้รับผลของกรรมชั่ว
คนอื่นจะรับแทนไม่ได้ ๑

สอนให้ทำทาน การสละสิ่งของของตนให้แก่สัตว์อื่นแลบุคคลอื่น
ด้วยจิตเมตตาปรารถนาความสุขแก่บุคคลอื่น
ถึงวัตถุที่ให้นั้นจะเป็นของน้อยนิดเดียวก็ดี
หากมากด้วยจิตเมตตาของก็จะเป็นของมากเอง ๑

สอนให้รักษาศีล ด้วยจิตวิรัติเจตนางดเว้นตัวเดียว
โดยมีหิริ -โอตตัปปะเป็นมูลฐาน
จะเป็นศีล ๕-๘-๑๐-๒๒๗ ก็ตาม
ถ้ามีจิตวิรัติเจตนางดเว้นตัวเดียว
โดยมีหิริ -โอตตัปปะเป็นมูลฐานแล้ว
เป็นอันถึงที่สุดของการรักษาศีลได้ทั้งนั้น ๑

สมาธิ สอนให้เห็นโทษของอารมณ์ที่เกิดมาอายตนะ ๖
ซึ่งมันแส่ส่ายไปยังโลกธรรมทั้งแปด
เป็นทุกข์เดือดร้อน ไม่มีที่สิ้นสุด
แล้วย่อมสละปล่อยวาง
แล้วย้อนเข้ามาอยู่ที่จิตแห่งเดียว ๑

ปัญญา สอนให้ค้นคว้าสิ่งทั้งหมดที่มาปรากฏอยู่ที่จิต
ทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดีให้เห็นเป็นแต่เกิดจากปัจจัย
เมื่อปัจจัยในสิ่งนั้น ๆ ดับไปแล้ว
สิ่งเหล่านั้น ๆ ก็ดับไปหมด
จะเหลืออยู่แต่ธรรมสิ่งเดียว ๑

ผู้มาพิจารณาเห็นชัดแจ้งด้วยใจของตนเองอย่างนี้แล้ว
ผู้นั้นปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา อันนี้ไม่มีการเสื่อม
และไม่หลงงมงายในสิ่งที่ไร้สาระ
เข้าถึงธรรมอันแท้จริง
จะเรียกผู้นั้นว่าอริยบุคคลหรืออะไรก็แล้วแต่
เพราะปฏิบัติธรรมเข้าถึงที่สุด
คือ ใจ แล้วสิ้นสงสัยในธรรมทั้งปวง

: จากหนังสือถึงโลกถึงธรรม
: พระนิโรธรังสี คัมภีรปัญญาจารย์ (เทสก์ เทสรังสี)
http://www.sangtham-songjai.net/?cat=42
“โลกคือจิตของคนเรา มาหลอกลวงจิตให้หลงในสิ่งต่างๆ ว่าเป็นจริงเป็นจัง แต่แล้วสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงมายาเท่านั้น เกิดมาแล้วก็สลาย แตกดับไปเป็นธรรมดาของมัน”

==========

จากน้องหญิง อนุโมทนาหญิงด้วยครับ ^/\^ http://www.facebook.com/#!/notes/ying-leolino/thung-lok-thung-thrrm-hlwng-pu-the-sk/392426028866

Wednesday, April 28, 2010

องค์มรรค ๘ ใคร ๆ ก็รู้ทำไมถึงเดินกันไม่ใคร่จะถูก?

หนังสือปฏิปัตติปุจฉาวิสัชน
- พระธรรมเจดีย์ (จูม พนธุโล) วัดโพธิสมภรณ์ อุดรธานี ถาม
- พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ ตอบ

(ขอบคุณและอนุโมทนาน้องหญิง (http://leolino21.multiply.com/) ที่นำมาโพสบน facebook นะครับ http://www.facebook.com/note.php?note_id=385332203866)

========== 

เป็นหนังสือเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติภาวนาที่ละเอียดมาก ไม่มีหนังสือก็ขอให้มีตัวหนังสือเก็บไว้อ่านนะคะ ที่จริงเนื้อหายาวมาก แต่อันนี้ตัดตอนมาเรียกน้ำย่อย สนใจอ่านเพิ่มเติมตามลิ้งข้างล่าง นะคะ^^

พระธรรมเจดีย์ :
ถามว่า ผู้ปฏิบัติศาสนาโดยมากปฏิบัติ อยู่แค่ไหน ?

พระอาจารย์มั่น : ปฏิบัติอยู่ภูมิกามาพจารกุศลโดย มาก

พระธรรมเจดีย์ : ทำไมจึงปฏิบัติอยู่เพียงนั้น ?

พระอาจารย์มั่น : อัธยาศัยของคนโดยมากยังกำหนัดอยู่ในกาม เห็นว่ากามารมณ์ที่ดีเป็นสุข ส่วนที่ไม่ดีเห็นว่าเป็นทุกข์ จึงได้ปฏิบัติในบุญกริยาวัตถุ มีการฟังธรรม ให้ทาน รักษาศีล เป็นต้น หรือภาวนาบ้างเล็กน้อย เพราะความมุ่งเพื่อจะได้สวรรคสมบัติ มนุษยสมบัติ เป็นต้น ก็คงเป็นภูมิกามาพจรกุศลอยู่นั่นเอง เบื้องหน้าแต่กายแตกตายไปแล้ว ย่อมถึงสุคติบ้าง ไม่ถึงบ้าง แล้วแต่วิบากจะซัดไป เพราะไม่ใช่นิยตบุคคล คือยังไม่ปิดอบาย เพราะยังไม่ได้บรรลุโสดาปัตติผล

พระธรรมเจดีย์ : ก็ท่านผู้ปฏิบัติที่ดีกว่านี้ไม่มีหรือ ?

พระอาจารย์มั่น : มี แต่ว่าน้อย


พระธรรมเจดีย์ : น้อยเพราะเหตุไร ?

พระอาจารย์มั่น :  น้อยเพราะกามทั้งหลายเท่ากับเลือดในอกของสัตว์ ยากที่จะละความยินดีในกามได้ เพราะการปฏิบัติธรรมละเอียด ต้องอาศัยกายวิเวก จิตตวิเวก จึงจะเป็นไปเพื่ออุปธิวิเวก เพราะเหตุนี้แลจึงทำได้ด้วยยาก แต่ไม่เหลือวิสัย ต้องเป็นผู้เห็นทุกข์จริงๆ จึงจะปฏิบัติได้

พระธรรมเจดีย์ : ถ้าปฏิบัติเพียงภูมิกามาพจรกุศล ดูไม่แปลกอะไร เพราะเกิดเป็นมนุษย์ก็เป็นภูมิกามาพจรกุศลอยู่แล้ว ส่วนการปฏิบัติจะให้ดีกว่าเก่า ก็จะต้องให้เลื่อนชั้นเป็นภูมิรูปาวจรหรืออรูปาวจรแลโลกอุดร จะได้แปลกจากเก่า ?

พระอาจารย์มั่น : ถูกแล้ว ถ้าคิดดูคนนอกพุทธกาล ท่านก็ได้บรรลุฌาณชั้นสูงๆก็มี คนในพุทธกาล ท่านก็ได้บรรลุมรรคแลผล มีพระโสดาบัน แลพระอรหันต์ โดยมากนี่เราก็ไม่ได้บรรลุฌาณเป็นอันสู้คนนอกพุทธกาลไม่ได้ แลไม่ได้บรรลุมรรคผลเป็นอันสู้คนในพุทธกาลไม่ได้

พระธรรมเจดีย์ : เมื่อเป็นเช่นนี้จักทำอย่างไรดี ?

พระอาจารย์มั่น : ต้องทำในใจให้เห็นตามพระพุทธภาษิต ที่ว่า มตฺตาสุขปริจฺจาคา ปสฺเส เจ วิปุลํ สุขํ ถ้าว่าบุคคลเห็นซึ่งสุขอันไพบูลย์ เพราะบริจาคซึ่งสุขมีประมาณน้อยเสียไซร้ จเช มตฺตาสุขํ ธีโร สมฺปสฺสํ วิปุลํ สุขํ บุคคลผู้มีปัญญาเครื่องทรงไว้ เมื่อเล็งเห็นซึ่งสุขอันไพบูลย์ พึงละเสียซึ่งสุขมีประมาณน้อย

พระธรรมเจดีย์ : สุขมีประมาณน้อยได้แก่สุขชนิดไหน ?

พระอาจารย์มั่น : ได้แก่สุขซึ่งเกิดแต่ความยินดีในกามที่เรียกว่า อามิสสุข นี่แหละสุขมีประมาณน้อย

พระธรรมเจดีย์ : ก็สุขอันไพบูลย์ได้แก่สุขชนิดไหน ?

พระอาจารย์มั่น : ได้แก่ฌาณ วิปัสสนา มรรค ผล นิพพาน ที่เรียกว่านิรามิสสุขไม่เจือด้วยกาม นี่แหละสุขอันไพบูลย์

พระธรรมเจดีย์ : จะปฏิบัติให้ถึงสุขอันไพบูลย์ จะดำเนินทางไหนดี ?

พระอาจารย์มั่น : ก็ต้องดำเนินทางองค์มรรค ๘

พระธรรมเจดีย์ : องค์มรรค ๘ ใครๆก็รู้ ทำไมถึงเดินกันไม่ใคร่จะถูก ?

พระอาจารย์มั่น : เพราะองค์มรรคทั้ง ๘ ไม่มีใครเคยเดิน จึงเดินไม่ใคร่ถูก พอถูกก็เป็นพระอริยเจ้า

พระธรรมเจดีย์ : ที่เดินไม่ถูกเพราะเหตุอะไร ?

พระอาจารย์มั่น :  เพราะชอบเดินทางเก่าซึ่งเป็นทาง ชำนาญ

พระธรรมเจดีย์ : ทางเก่านั้นคืออะไร ?

พระอาจารย์มั่น : ได้แก่กามสุขัลลิกานุโยคแลอัตตกิลมถานุโยค

พระธรรมเจดีย์ : กามสุขัลลิกานุโยคนั้นคืออะไร ?

พระอาจารย์มั่น : ความทำตนให้เป็นผู้หมดมุ่นติดอยู่ ในกามสุขนี้แล ชื่อว่ากามสุขัลลิกานุโยค

พระธรรมเจดีย์ : อัตตกิลมถานุโยคได้แก่ทางไหน ?

พระอาจารย์มั่น : ได้แก่ผู้ปฏิบัติผิด แม้ประพฤติเคร่งครัดทำตนให้ลำบากสักเพียงไร ก็ไม่สำเร็จประโยชน์ซึ่ง มรรค, ผล, นิพพาน, นี่แหละเรียกวาอัตตกิลมถานุโยค

พระธรรมเจดีย์ : ถ้าเช่นนั้นทางทั้ง ๒ นี้ เห็นจะมีคนเดินมากกว่ามัชฌิมาปฏิปทาหลาร้อยเท่า ?

พระอาจารย์มั่น : แน่ทีเดียว พระพุทธเจ้าแรกตรัสรู้ จึงได้แสดงก่อนธรรมอย่างอื่นๆ ที่มาแล้วในธัมมจักกัปปวัตตนสูตรเพื่อให้สาวกเข้าใจ จะได้ไม่ดำเนินในทางทั้ง ๒ มาดำเนินในทางมัชฌิมาปฏิปทา

พระธรรมเจดีย์ : องค์มรรค ๘ ทำไมจึงยกสัมมาทิฎฐิ ซึ่งเป็นกองปัญญาขึ้นแสดงก่อน ส่วนการปฏิบัติของผู้ดำเนินทางมรรค ต้องทำศีลไปก่อน แล้วจึงทำสมาธิ แลปัญญา ซึ่งเรียกว่าสิกขาทั้ง ๓ ?

พระอาจารย์มั่น : ตามความเห็นของข้าพเจ้าว่าจะเป็น ๒ ตอน ตอนแรกส่วนโลกียกุศลต้องทำศีล สมาธิ ปัญญา เป็นลำดับไป ปัญญาที่เกิดขึ้นยังไม่เห็นอริยสัจทั้ง ๔ สังโยชน์ ๓ ยังละไม่ได้ ขีดของใจเพียงนี้เป็นโลกีย์ ตอนที่เห็นอริยสัจแล้วละสังโยชน์ ๓ ได้ ตอนนี้เป็นโลกุตตร

 

อ่านฉบับเต็มต่อ (ควรตามไปอ่าน) ได้ที่ http://larndham.org/index.php?showtopic=38920&st=46#entry707301 และ http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=8736

อนุโมทนาผู้โพสลงเวปทั้งสองด้วยครับ & ขอบคุณรูปภาพจากเวป http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=20386&view=previous ครับ

Saturday, April 17, 2010

เมื่อหลวงปู่มั่นเตือนหลวงปู่ขาวยามเป็นไข้





"เมื่อหลวงปู่มั่นเตือนหลวงปู่ขาวยามเป็นไข้"


อนุโมทนาน้องหญิงด้วย http://www.facebook.com/note.php?note_id=382195908866

==========


มีสุขทนได้ง่ายไม่ได้เรียนรู้ธรรม อย่างถ่องแท้ มีทุกข์แล้วก็ใช้เป็นกำลังเรียนรู้ธรรมให้ดี

ที่มา http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=13418


แรก ๆ ได้อาศัยท่านอาจารย์มั่นคอยให้อุบายเสมอในเวลาเป็นไข้ โดยยกเรื่องท่านขึ้นเป็นพยานว่า

"ท่านจะได้กำลังใจสำคัญ ๆ ทีไร ต้องได้จากการเจ็บป่วยแทบทั้งสิ้น เจ็บหนัก ป่วยหนักเท่าไร สติปัญญายิ่งหมุนตัวดีและรวดเร็วไปกับเหตุการณ์นั้นๆ ที่เกิดขึ้นในเวลาเจ็บป่วย โดยไม่ต้องถูกบังคับให้พิจารณาและไม่สนใจกับความหมายหรือความตายอะไรเลย นอกจากจะพยายามให้รู้ความจริง ของทุกขเวทนาทั้งหลายที่เกิดขึ้นและโหมเข้ามาในเวลานั้น ด้วยสติปัญญาที่เคยฝึกหัดอยู่เป็นประจำจนชำนิชำนาญ"

บางครั้งท่านอาจารย์มั่นมาเตือนขณะเป็นไข้ เป็นเชิงปัญหาเหน็บๆ ว่า

"ท่านเคยคิดไหมว่าท่านเคยทุกข์ก่อนจะตาย ทุกข์มากยิ่งกว่าทุกข์ที่กำลังเป็นอยู่ขณะนี้ในภพชาติที่ผ่าน ๆ มา เพียงทุกข์ในเวลาเป็นไข้ธรรมดา ซึ่งโลก ๆ เขาก็ได้เรียนธรรมเขายังพออดทนได้ บางรายเขายังมีสติดีมีมรรยาทงามกว่าพระเราเสียอีก คือเขาไม่แสดงอาการทุรนทุรายกระสับกระส่าย ร้องครางทึ้งเนื้อทึ้งตัว เหมือนพระบางองค์ที่แย่ ๆ สิ่งไม่น่าจะมีแฝงอยู่ในวงพุทธศาสนาเลย และไม่น่าจะมีเพราะจะทำศาสนาให้เปื้อนเปรอะไปด้วย แม้เจ็บมากทุกข์มากเขายังมีสติ ควบคุมมรรยาทให้อยู่ในความพอดีงามตาได้อย่างน่าชม"

ท่านเองไม่เห็นเป็นไข้หนักถึงขนาดนั้น ทำไมนอนใจไม่พิจารณา หรือมันหนักด้วยความอ่อนแอทับถมจิตใจ จึงทำให้ร่างกายอ่อนเปียกไปด้วย พระกรรมฐานถ้าขืนเป็นกันลักษณะนี้มาก ๆ ศาสนาต้องถูกตำหนิ กรรมฐานต้องล่มจม ไม่มีใครสามารถทรงไว้ได้เพราะมีแต่คนอ่อนแอ กรรมฐานอ่อนแอ คอยแต่ขึ้นเพียงให้กิเลสมันสับเอายำเอา สติปัญญาพระพุทธเจ้าท่านมิได้ประทานไว้สำหรับคนขี้เกียจอ่อนแอ โดยนอนเฝ้านั่งเฝ้าไข้อยู่เฉย ๆ ไม่คิดค้นพิจารณาด้วยธรรมดังกล่าวเลย

การหายไข้หรือทางตายของผู้อ่อนแอไม่เป็นประโยชน์อะไรเลย สู้หนูตายตัวเดียวก็ไม่ได้ ท่านอย่านำลัทธิและวิชาหมูนอนคอยเขียงอยู่เฉย ๆ มาใช้ในวงศาสนาและวงพระกรรมฐาน ผมอายฆราวาสผู้เขาดีกว่าพระและอายหนูตัวที่ตายแบบเรียบ ๆ ซึ่งดีกว่าพระที่เป็นไข้แล้วอ่อนแอ และตายไปด้วยความไม่มีสติปัญญารักษาตัว

ท่านลองพิจารณาดูว่าสัจธรรมมีทุกขสัจเป็นต้น ที่ปราชญ์ท่านว่าเป็นธรรมของจริงสุดส่วน นั้นจริงอย่างไรบ้าง และจริงอยู่ที่ไหนกันแน่ หรือจริงอยู่ที่ความประมาทอ่อนแอ ดังที่พากันเสริมสร้างอยู่เวลานี้ นั่นคือการเสริมสร้างสมุทัยทับลมจิตใจให้โงหัวไม่ขึ้นต่างหาก มิได้เป็นทางมรรค เครื่องนำให้หลุดพ้นแต่อย่างใดเลย


ผมที่กล้ายืนยันว่าเคยได้กำลังใจในเวลาป่วยหนักนั้น ผมพิจารณาทุกข์ที่เกิดกับตัว จนเห็นสถานที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ และดับไปของมันอย่างชัดเจนด้วยสติปัญญาจริง ๆ จิตที่รู้ความจริงของทุกข์แล้วก็สงบตัวลงไม่แสดงการส่ายแส่แปรสภาพไปเป็นอื่น นอกจากดำรงตนอยู่ในความจริงและเป็นหนึ่งอยู่เพียงดวงเดียว ไม่มีอะไรมารบกวนลวนลามเท่านั้น ไม่เห็นความแปลกปลอมใด ๆ เข้ามาเคลือบแฝงได้เลย ทุกขเวทนาก็ดับสนิทลงในเวลานั้น แม้ไม่ดับก็ไม่สามารถทับจิตใจเราได้ คงต่างอันต่างจริงอยู่เพียงเท่านั้น นี่แลที่ว่าสัจธรรมเป็นของจริงสุดส่วน จริงอย่างนี้เองท่าน คือท่านอยู่ที่จิตดวงมีสติปัญญา รอบตัวเพราะการพิจารณา มิใช่เพราะอ่อนแอ เพราะนั่งทับนอนทับสติปัญญาเครื่องมือที่ทันกันกับทางแก้กิเลสอยู่เฉย ๆ

ผมจะเปรียบเทียบให้ท่านฟัง หินนั้นปาหัวคนก็แตก ทับหัวคนก็ตายได้แต่นำมาทำประโยชน์เช่นเป็นหินลับมีดหรืออะไร ๆ ก็ได้ ตามแต่คนโง่จะนำมาทำลายสังหารตน หรือคนฉลาดจะนำมาทำเป็นหินลับมีด หรืออื่น ๆ เพื่อประโยชน์แก่ตนตามต้องการ สติปัญญาก็เช่นกัน จะนำไปใช้ในทางผิดคิดไตร่ตรองในทางไม่ชอบ ฉลาดประกอบอาชีพในทางผิด เช่น ฉลาดหาอุบายฉกลักปล้นจี้เขา เร็วยิ่งกว่าลิงจนตามไม่ทัน ก็ย่อมเกิดโทษเพราะนำสติปัญญาไปใช้ในทางที่ผิด จะนำสติปัญญามาใช้เป็นการอาชีพ ในทางที่ถูก เช่น คิดปลูกบ้านสร้างเรือน เป็นช่างไม้ช่างเขียนช่างแกะลวดลายต่าง ๆ เป็นต้น หรือจะนำมาใช้แก้กิเลสตัณหาตัว เหนียวแน่นแก่นวัฏฏะ ที่พาให้เวียนเกิดเวียนตายอยู่ ไม่หมดจนหมดสิ้นไปจากใจ กลายเป็นความบริสุทธิ์ถึงวิมุตติ พระนิพพานทั้งเป็น ในวันนี้ เดือนนี้ ปีนี้ ชาตินี้ ก็ไม่เหลือวิสัยของมนุษย์จะทำได้ ดังที่ท่านผู้ฉลาดทำได้กันมาแล้ว แต่ต้นพุทธกาลจนถึงปัจจุบันคือ วันนี้

ปัญญาย่อมอำนวยประโยชน์ให้แก่ผู้สนใจใคร่ครวญไม่มีทางสิ้นสุด เพราะสติกับปัญญาไม่เคยจนตรอกหลอกตัวเองแต่ไหนแต่ไรมา พอจะทำให้กลัวว่าตนจะมีสติปัญญามากเกินไป จะกลายเป็นคนดีซ่านผลาญธรรมประคองตัวไปไม่รอด และจอดจมในกลางคัน

สติปัญญานี้ ปราชญ์ท่านชมว่า เป็นสิ่งที่เยี่ยมยอดอย่างออกหน้าออกตาแต่ดึกดำบรรพ์มาไม่เคยล้าสมัย ท่านจึงควรคิดค้นสติปัญญาขึ้นมา เป็นเครื่องป้องกันและทำลายข้าศึกอยู่ภายในให้สิ้นซากไป จะเห็นใจดวงประเสริฐว่ามีอยู่กับตัวแต่ไหนแต่ไรมา



การสอนท่านด้วยธรรมเหล่านี้ล้วนเป็นธรรมที่ผมเคยพิจารณาและได้ผลมาแล้ว มิได้สอนแบบสุ่มเดาเกาหาที่คันไม่ถูก แต่สอนตามที่รู้ที่เห็นที่เคยเป็นมาไม่สงสัย ใครที่อยากพ้นทุกข์แต่กลัวทุกข์ที่เกิดขึ้นกับตน ไม่ยอมพิจารณา ผู้นั้นไม่มีวันพ้นทุกข์ไปได้ เพราะทางไปนิพพานต้องอาศัยทุกข์กับสมุทัยเป็นที่เหยียบย่างไปด้วยมรรคเครื่องดำเนิน พระพุทธเจ้าและพระสาวกอรหันต์ทุก ๆ พระองค์ ท่านสำเร็จมรรคผลนิพพานด้วยสัจธรรมสี่กันทั้งนั้น ไม่ยกเว้นแม้องค์เดียว ว่าไม่ได้ผ่านสัจธรรมสี่โดยสมบูรณ์

ก็เวลานี้มีสัจจะใดบ้างที่กำลังประกาศความจริงของตนอยู่ในกายในใจท่านอย่างเปิดเผย ท่านจงพิจารณาสัจจะนั้นด้วยสติ ปัญญาให้รู้แจ้งตามความจริงกองสัจจะนั้น ๆ อย่านั่งเข้านอนเฝ้ากันอยู่เฉย ๆ จะกลายเป็นโมฆบุรุษในวงสัจธรรม ซึ่งเคยเป็นของจริงมาดั้งเดิม

ถ้าพระธุดงคกรรมฐานเราไม่สามารถอาจรู้ความจริงที่ประกาศอยู่กับตนอย่างเปิดเผยได้ ก็ไม่มีใครจะสามารถอาจรู้ได้ เพราะวงพระกรรมฐานเป็นวงที่ใกล้ชิดสนิทกับสัจธรรมอยู่มากกว่าวงอื่น ๆ ที่ควรจะรู้เห็นได้ก่อนใครหมด วงนอกจากนี้แม้จะมีสัจธรรมประจำกายประจำใจด้วยกันก็จริง แต่ยังห่างเหินต่อการพิจารณาอันเป็นทางรู้แจ้งผิดกัน เนื่องจากเพศและโอกาสที่จะอำนวยต่างกัน เฉพาะพระธุดงคกรรมฐานซึ่งพร้อม ทุกอย่างแล้วในการดำเนินและเดินก้าวเข้าสู่ความจริงที่ประกาศอยู่กับตัวทุกเวลา ถ้าท่านเป็นเลือดนักรบสมนามที่ศาสดาทรงขนานให้ว่าศากยบุตร พุทธชิโนรสจริง ๆ แล้ว ท่านจงพยายามพิจารณาให้รู้แจ้งสัจจะคือทุกขเวทนาที่กำลังประกาศตัวอยู่อย่างโจ่งแจ้งเปิดเผยในกายในใจท่านเวลานี้ อย่าปล่อยให้ทุกขเวทนาเหยียบย่ำทำลายและกาลเวลาผ่านไปเปล่า

ขอให้ยึดความจริงจากทุกขเวทนา ขึ้นสู่สติปัญญา และตีตราประกาศฝังใจลงอย่างแน่นหนา แต่บัดนี้เป็นต้นไปว่า ความจริงสี่อย่างที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศไว้ตลอดมานั้น บัดนี้ทุกขสัจได้แจ้งประจักษ์ กับสติปัญญาเราแล้วไม่มีทางสงสัย นอกจากจะพยายามเจริญให้ความจริง นั้น ๆ เจริญยิ่งขึ้นโดยลำดับ จนหายสงสัยโดยสิ้นเชิงเท่านั้น
ถ้าท่านพยายามดังที่ผมสั่งสอนนี้ แม้ไข้ในกายท่านจะกำเริบรุนแรงเพียงไร ท่านเองจะเป็นเหมือนคนมิได้เป็นอะไร คือใจท่านมิได้ไหวหวั่นสั่นสะเทือน ไปตามอาการแห่งความสุขความทุกข์ ที่เกิดขึ้นในกายนั่นเลย มีแต่ความภาคภูมิใจที่สัมผัสสัมพันธ์ กับความที่ได้รู้แล้ว เห็นแล้วโดยสม่ำเสมอ ไม่แสดงอาการลุ่ม ๆ ดอน ๆ เพราะไข้กำเริบหรือไข้สงบตัวลงแต่อย่างใด

นี่แลคือการเรียนธรรมเพื่อความจริง ปราชญ์ท่านเรียนกันอย่างนี้ ท่านมิได้ไปปรุงแต่งเวทนาต่าง ๆ ให้เป็นไปตามความต้องการ เช่นอยากให้เป็นอย่างนั้น อยากให้เป็นอย่างนี้ตามชอบใจ ซึ่งเป็นการสั่งสมสมุทัยให้กำเริบรุนแรงยิ่งขึ้น แทนที่จะเป็นไปตามใจชอบ ท่านจงจำไว้ให้ถึงใจ พิจารณาให้ถึงอรรถถึงธรรม คือความจริงที่มีอยู่กับท่านเอง ซึ่งเป็นฐานะที่ควรรู้ได้ด้วยตนเองแต่ละราย ๆ ผมเป็นเพียงผู้แนะอุบายให้เท่านั้น ส่วนความเก่งกาจอาจหาญ หรือความล้มเหลวใด ๆ นั้นขึ้นอยู่กับผู้พิจารณาโดยเฉพาะ ผู้อื่นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย

"เอานะท่าน จงทำให้สมหน้าสมตาที่เป็นลูกศิษย์มีครูสั่งสอน อย่านอนเป็นที่เช็ดเท้าให้กิเลส ขึ้นย่ำยีตีแผ่ได้ จะแย่และเดือดร้อนในภายหลัง จะว่าผมไม่บอก"

_/\_ _/\_ _/\_

Wednesday, March 24, 2010

คำสอนของพระธุดงค์เถื่อน

ปล. รูปภาพจากอินเตอร์เน็ท source picture: http://www.212cafe.com/freewebboard/user_board/chaba50/picture/00029_3.jpg

คำสอนของพระธุดงค์เถื่อน


ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังนอนคิดอยู่นั่นเอง เหตุการณ์ที่ข้าพเจ้าไม่นึกไม่ฝันก็ได้เกิดขึ้น หลวงพ่อที่กำลังระลึกถึงเหตุอยู่นั้นได้เดินผ่านทะลุประตูเข้ามาในห้องจริงๆ! หลวงพ่อท่านมาหยุดยืนอยู่ข้างเตียงของข้าพเจ้าแต่มิได้พูดอะไรออกมา ข้าพเจ้ารีบลุกขึ้นนั่งยกมือไหว้ แต่ก็พูดอะไรไม่ออก เพราะความตกตะลึงต่อเหตุการณ์ที่ไม่นึกไม่ฝันมาก่อน ครั้นได้สติสัมปชัญญะกลับคืนมา ข้าพเจ้าก็เตรียมจะเอ่ยปากรายงานผลการ “รู้ตัว” แก่ท่าน แต่ก่อนที่ข้าพเจ้าจะทันได้อ้าปากพูด หลวงพ่อท่านก็ยกมือขวาขึ้นเป็นเชิงห้าม แล้วหลวงพ่อท่านก็พูดออกมาเองอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า


“เจ้าเข้าใจถูกต้องแล้ว...ผู้ใดรู้จักทุกข์ ผู้นั้นรู้จักตัว ผู้ใดเห็นตัว ผู้นั้นเห็นทุกข์ ถ้าเจ้ารู้ สมมติสัจจะ เจ้าจะเพียงแต่ฉลาดในคดีโลก ถ้าเจ้ารู้สภาวะสัจจะ เจ้าจะเป็นเพียงนักวิทยาศาสตร์ ถ้าเจ้ารู้ปรมัตถสัจจะ เจ้าก็จะเป็นได้ก็เพียงนักปรัชญา....แต่ถ้าเจ้าเห็นทุกข์ เจ้าก็เห็นอริยสัจจะ และกำลังจะก้าวไปสู่ความเป็นอริยบุคคล


เจ้าเริ่มก้าวขึ้นสู่ทางเดินอันถูกต้องและจะไม่มีวันถอยหลังกลับ เจ้าชายสิทธัตถะทรงเห็นทุกข์อันมาในรูป คนแก่ คนเจ็บ และคนตาย ทรงเบื่อหน่าย เสด็จออกบรรพชา แล้วพระองค์ก็ไม่กลับคืนมาสู่โลกอันเต็มไปด้วยทุกข์อีก ท่านยสกุลบุตรตื่นขึ้นกลางดึก เห็นสภาพอันน่าสังเวชของหญิงบริวาร ที่กำลังหลับใหลอยู่ เป็นดุจซากศพในป่าช้าผีดิบ จึงเดินบ่นออกจากบ้านตนเอง ไปจนพบพระพุทธองค์ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แล้วท่านก็ไม่หวนกลับมาอีก


พระสารีบุตร และพระมหาโมคัลลานะ เห็นทุกข์ขณะดูมหรสพบนยอดเขา เกิดความเบื่อหน่าย ออกบรรพชาแล้ว ท่านก็ไม่หวนกลับอีก ใครๆ ก็ตามถ้ายังไม่เห็นทุกข์ แม้ออกบรรพชา ก็ยังจะต้องหวนกลับคืน บัดนี้เจ้า “รู้ตัว” แล้ว เป็นพุทธศาสนิกชนที่สมบูรณ์ทั้ง กาย วาจา ใจ จงก้าวเดินต่อไปตามทางแห่งอริยมรรค เพื่อดับสมุทัย และบรรลุถึงนิโรธในที่สุดเถิด


==========

อ่านฉบับเต็มได้ที่: http://www.dharma-gateway.com/monk/preach/misc/lp-dharm-ngarm.htm


Wednesday, March 17, 2010

...ค้นหาโทษด้วยปาก...



ดูกรภิกษุทั้งหลาย

บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ
เป็นคนพาล ไม่เฉียบแหลม ไม่ใช่สัตบุรุษ ย่อมคุ้มครองตนที่ปราศจากคุณสมบัติ ย่อมเป็นผู้ประกอบไปด้วยโทษ นักปราชญ์ติเตียน และย่อมประสบกรรมมิใช่บุญ เป็นอันมาก
ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ


ไม่ใคร่ครวญสืบสวนให้รอบคอบ แล้วกล่าวสรรเสริญคุณของผู้ไม่ควรสรรเสริญ ๑
ไม่ใคร่ครวญสืบสวนให้รอบคอบ แล้วกล่าวติเตียนผู้ที่ควรสรรเสริญ ๑

ไม่ใคร่ครวญสืบสวนให้รอบคอบ แล้วยังความเลื่อมใสให้เกิดในฐานะที่ไม่ควรเลื่อมใส ๑

ไม่ใคร่ครวญสืบสวนให้รอบคอบ แล้วยังความไม่เลื่อมใสให้เกิดในฐานะที่ควรเลื่อมใส ๑


ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล เป็นคนพาล ไม่เฉียบแหลม ไม่ใช่สัตบุรุษ
ย่อมคุ้มครองตนที่ปราศจากคุณสมบัติ ย่อมเป็นผู้ประกอบไปด้วยโทษ
นักปราชญ์ติเตียน และย่อมประสบกรรมมิใช่บุญเป็นอันมาก


ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ เป็นบัณฑิต
เฉียบแหลม เป็นสัตบุรุษ ย่อมคุ้มครองตนให้ประกอบไปด้วยคุณสมบัติ
เป็นผู้หาโทษมิได้ ทั้งนักปราชญ์ไม่ติเตียน และย่อมประสบบุญเป็นอันมาก
ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ


ใคร่ครวญสืบสวนรอบคอบ แล้วกล่าวติเตียนผู้ที่ควรติเตียน ๑
ใคร่ครวญสืบสวนรอบคอบ แล้วกล่าวสรรเสริญผู้ที่ควรสรรเสริญ ๑
ใคร่ครวญสืบสวนรอบคอบ แล้วยังความไม่เลื่อมใสให้เกิดในฐานะที่ไม่ควรเลื่อมใส ๑
ใคร่ครวญสืบสวนรอบคอบ แล้วยังความเลื่อมใสให้เกิดในฐานะที่ควรเลื่อมใส ๑


ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล
เป็นบัณฑิต เฉียบแหลม เป็นสัตบุรุษ ย่อมคุ้มครองตนให้ประกอบไปด้วยคุณสมบัติ เป็นผู้หาโทษมิได้ ทั้งนักปราชญ์ไม่ติเตียน และย่อมประสบบุญเป็นอันมาก ฯ


ผู้ใดย่อมสรรเสริญผู้ที่ควรนินทา หรือย่อมนินทาผู้ที่ควรสรรเสริญ
ผู้นั้นชื่อว่าย่อมค้นหาโทษด้วยปาก ย่อมไม่ได้ประสบสุขเพราะโทษนั้น
ความพ่ายแพ้การพนันด้วยทรัพย์ทั้งหมด พร้อมด้วยตน มีโทษน้อย
การที่ยังใจให้ประทุษร้ายในท่านผู้ดำเนินไปดีแล้วนี้แหละ
เป็นโทษใหญ่กว่า(โทษการพนัน)


ผู้ที่ตั้งวาจา และใจอันเป็นบาปไว้ ติเตียนพระอริยเจ้า
ย่อมเข้าถึงนรกสิ้นแสนสามสิบหกนิรัพพุททะและห้าอัพพุททะ ฯ


จบสูตรที่ ๓


===========

source: http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=21&A=42&Z=73

Sunday, March 14, 2010

วิธีเจริญจิตภาวนาตามแนวการสอนของ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

วิธีเจริญจิตภาวนาตามแนวการสอนของ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

 
๑. เริ่มต้นอริยาบทที่สบาย ยืน เดิน นั่ง นอน ได้ตามสะดวก ทำความรู้ตัวเต็มที่และรู้อยู่กับที่โดยไม่ต้องรู้อะไร คือ รู้ตัว อย่างเดียว รักษาจิตเช่นนี้ไว้เรื่อยๆ ให้ “รู้อยู่เฉยๆ” ไม่ต้องไปจำแนกแยกแยะ อย่าบังคับ อย่าพยายาม อย่าปล่อยล่องลอยตามยถากรรม

เมื่อรักษาได้สักครู่ จิตจะคิดแส่ไปในอารมณ์ต่างๆ โดยไม่มีทางรู้ทันก่อน เป็นธรรมดาสำหรับผู้ฝึกใหม่ ต่อเมื่อจิตแล่นไป คิดไปในอารมณ์นั้นๆ จนอิ่มแล้ว ก็จะรู้สึกตัวขึ้นมาเอง เมื่อรู้สึกตัวแล้วให้พิจารณาเปรียบเทียบภาวะของตนเอง ระหว่างที่มีความรู้อยู่กับที่ และระหว่างที่จิตคิดไปในอารมณ์ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร เพื่อเป็นอุบายสอนจิตให้จดจำ

จากนั้น ค่อยๆ รักษาจิตให้อยู่ในสภาวะรู้อยู่กับที่ต่อไป ครั้นพลั้งเผลอรักษาไม่ดีพอ จิตก็จะแล่นไปเสวยอารมณ์ข้างนอกอีก จนอิ่มแล้ว ก็จะกลับรู้ตัว รู้ตัวแล้วก็พิจารณา และรักษาจิตต่อไป ด้วยอุบายอย่างนี้ ไม่นานนัก ก็จะสามารถควบคุมจิตได้ และบรรลุสมาธิในที่สุด และจะเป็นผู้ฉลาดใน "พฤติแห่งจิต" โดย ไม่ต้องไปปรึกษาหารือใคร

ข้อห้าม ในเวลาจิตฟุ้งเต็มที่ อย่าทำ เพราะไม่มีประโยชน์ และยังทำ ให้บั่นทอนพลังความเพียร ไม่มีกำลังใจในการเจริญจิตครั้งต่อๆ ไป

ในกรณีที่ไม่สามารถทำ เช่นนี้ ให้ลองนึกคำ ว่า "พุทโธ" หรือคำอะไรก็ได้ที่ไม่เป็นเหตุเย้ายวน หรือเป็นเหตุขัดเคืองใจ นึกไปเรื่อยๆ แล้วสังเกตดูว่าคำที่นึกนั้น ชัดที่สุดที่ตรงไหน ที่ตรงนั้นแหละคือฐานแห่งจิต

พึงสังเกตว่า ฐานนี้ไม่อยู่คงที่ตลอดกาล บางวันอยู่ที่หนึ่ง บางวันอยู่อีกที่หนึ่ง ฐานแห่งจิตที่คำนึงพุทโธปรากฏชัดที่สุดนี้ ย่อมไม่อยู่ภายนอกกายแน่นอน ต้องอยู่ภายในกายแน่ แต่เมื่อพิจารณาดูให้ดีแล้ว จะเห็นว่าฐานนี้จะว่าอยู่ที่ส่วนไหนของร่างกายก็ไม่ถูก ดังนั้น จะว่าอยู่ภายนอกก็ไม่ใช่ จะว่าอยู่ภายในก็ไม่เชิง เมื่อเป็นเช่นนี้ แสดงว่าได้กำ หนดถูกฐานแห่งจิตแล้ว

เมื่อกำหนดถูกและพุทโธปรากฏในมโนนึกชัดเจนดี ก็ให้กำหนดนึกไปเรื่อย อย่าให้ขาดสายได้ ถ้าขาดสายเมื่อใด จิตก็จะแล่นสู่อารมณท์ทันที เมื่อเสวยอารมณ์อิ่มแล้ว จึงจะรู้สึกตัวเองก็ค่อยๆ นึกพุทโธต่อไป ด้วยอุบายวิธีในทำ นองเดียวกับที่กล่าวไว้เบื้องต้น ในที่สุดก็จะค่อยๆ ควบคุมจิตให้อยู่ในอำนาจได้เอง

ข้อควรจำ ในการกำหนดจิตนั้น ต้องมีเจตจำนงแน่วแน่ ในอันที่จะเจริญจิตให้อยู่ในสภาวะที่ต้องการ เจตจำนงนี้ คือ ตัว "ศีล"

การบริกรรม "พุทโธ" เปล่าๆ โดยไร้เจตจำนงไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย กลับเป็นเครื่องบั่นทอนความเพียร ทำลายกำลังใจในการเจริญจิตในคราวต่อๆ ไป

แต่ถ้าเจตจำนงมั่นคง การเจริญจิตจะปรากฏผลทุกครั้งไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน ดังนั้น ในการนึกพุทโธ การเพ่งเล็งสอดส่องถึงความชัดเจนและความไม่ขาดสายของพุทโธ จะต้องเป็นไปด้วยความไม่ลดละ เจตจำนงที่มีอยู่อย่างไม่ลดละนี้ หลวงปู่เคยเปรียบไว้ว่า มีลักษณาการประหนึ่งบุรุษหนึ่งจดจ้องสายตาอยู่ที่คมดาบที่ข้าสึก เงื้อขึ้นสุดแขนพร้อมที่จะฟันลงมา บุรุษผู้นั้นจดจ้องคอยทีอยู่ว่า ถ้าคมดาบนั้นฟาดฟันลงมา ตนจะหลบหนีประการใด จึงจะพ้นอันตราย

เจตจำนงต้องแน่วแน่เห็นปานนี้ จึงจะยังสมาธิให้บังเกิดได้ ไม่เช่นนั้นอย่าทำให้เสียเวลาและบั่นทอนความศรัทธาตนเองเลย

เมื่อจิตค่อยๆ หยั่งลงสู่ความสงบทีละน้อย ๆ อาการที่จิตแล่นไปสู่อารมณ์ภายนอก ก็ค่อย ๆ ลดความรุนแรงลง ถึงไปก็ไปประเดี๋ยวประด๋าว ก็รู้สึกตัวได้เร็ว ถึงตอนนี้คำ บริกรรมพุทโธก็จะขาดไปเอง เพราะคำบริกรรมนั้นเป็นอารมณ์หยาบ เมื่อจิตล่วงพ้นอารมณ์หยาบ และคำบริกรรมขาดไปแล้ว ไม่ต้องย้อนถอยมาบริกรรมอีก เพียงรักษาจิตไว้ในฐานที่กำหนดเดิมไปเรื่อยๆ และสังเกตดูความรู้สึกและ “พฤติแห่งจิต” ที่ฐานนั้น ๆ บริกรรม เพื่อรวมจิตให้เป็นหนึ่ง สังเกตดูว่าใครเป็นผู้บริกรรมพุทโธ


๒. ดูจิตเมื่ออารมณ์สงบแล้ว ให้สติจดจ่ออยู่ที่ฐานเดิมเช่นนั้น เมื่อมีอารมณ์อะไรเกิดขึ้น ก็ให้ละอารมณ์นั้นทิ้งไป มาดูที่จิตต่อไปอีก ไม่ต้องกังวลใจ พยายามประคับประคองรักษาให้จิตอยู่ในฐานที่ตั้งเสมอๆ สติคอยกำหนดควบคุมอยู่อย่างเงียบๆ (รู้ อยู่) ไม่ต้องวิจารณ์กริยาจิตใดๆ ที่เกิดขึ้น เพียงกำหนดรู้แล้วละไปเท่านั้น เป็นไปเช่นนี้เรื่อยๆ ก็จะค่อยๆ เข้าใจกริยาหรือพฤติแห่งจิตได้เอง (จิตปรุงกิเลส หรือ กิเลสปรุงจิต)

ทำความเข้าใจในอารมณ์ความนึกคิด สังเกตอารมณ์ทั้งสาม คือ ราคะ โทสะ โมหะ


๓. อย่าส่งจิตออกนอก กำหนดรู้อยู่ในอารมณ์เดียวเท่านั้น อย่าให้ซัดส่ายไปในอารมณ์ภายนอก เมื่อ จิตเผลอคิดไปก็ให้ตั้งสติระลึกถึงฐานกำหนดเดิม รักษาสัมปชัญญะให้สมบูรณ์อยู่เสมอ (รูปนิมิตให้ยกไว้ ส่วนนามนิมิตทั้งหลาย อย่าได้ใส่ใจกับมัน)

ระวังจิตไม่ให้คิดเรื่องภายนอก สังเกตการหวั่นไหวของจิตตามอารมณ์ที่รับมาทางอายตนะ ๖
 

๔. จงทำญาณให้เห็นจิต เหมือนดั่งตาเห็นรูป เมื่อเราสังเกตกิริยาจิตไปเรื่อย ๆ จนเข้าใจถึงเหตุปัจจัยของอารมณ์ความนึกคิดต่างๆ ได้แล้ว จิตก็จะค่อย ๆ รู้เท่าทันการเกิดของอารมณ์ต่างๆ อารมณ์ความนึกคิดต่างๆ ก็จะค่อยๆ ดับไป เรื่อยๆ จนจิตว่างจากอารมณ์ แล้วจิตก็จะเป็นอิสระ อยู่ต่างหากจากเวทนาของรูป กาย อยู่ที่ฐานกำหนดเดิมนั่นเอง การเห็นนี้เป็นการเห็นด้วยปัญญาจักษุ

คิดเท่าไหร่ก็ไม่รู้ ต่อเมื่อหยุดคิดจึงรู้ แต่ต้องอาศัยการคิด
 

๕. แยกรูปถอดด้วยวิชชา มรรคจิต เมื่อสามารถเข้าใจได้ว่า จิต กับ กาย อยู่คนละส่วนได้แล้ว ให้ดูที่จิตต่อไปว่า ยังมีอะไรหลงเหลืออยู่ที่ฐานที่กำหนด (จิต) อีกหรือไม่ พยายามให้สติสังเกตดูที่ จิต ทำ ความสงบอยู่ ใน จิต ไปเรื่อยๆ จนสามารถเข้าใจ พฤติของจิต ได้อย่างละเอียดลออตามขั้นตอน เข้าใจในความ เป็นเหตุเป็นผลกันว่า เกิดจากความคิดมันออกไปจากจิตนี่เอง ไปหาปรุงหาแต่ง หาก่อ หาเกิด ไม่มีที่สิ้นสุด มันเป็นมายาหลอกลวงให้ คนหลง แล้วจิตก็จะเพิกถอนสิ่งที่มีอยู่ในจิตไปเรื่อยๆ จนหมด หมายถึงเจริญจิตจนสามารถเพิกรูป ปรมาณูวิญญาณที่เล็กที่สุดภายในจิตได้ คำว่า แยกรูปถอด นั้น หมายความถึง แยกรูปวิญญาณ นั่นเอง
 

๖. เหตุต้องละ ผลต้องละ เมื่อ เจริญจิตจนปราศจากความคิดปรุงแต่งได้แล้ว (ว่าง) ก็ไม่ต้องอิงอาศัยกับ

กฎเกณ์ฑ์แห่งความ เป็นเหตุเป็นผลใด ๆ ทั้งสิ้น จิตก็อยู่เหนือภาวะแห่งคลองความคิดนึกต่างๆ อยู่เป็นอิสระ

ปราศจากสิ่งใดๆ ครอบงำ อำ พรางทั้งสิ้น

เรียกว่า “สมุจเฉทธรรมทั้งปวง”

 

๗. ใช้หนี้--ก็หมด พ้นเหตุเกิด เมื่อเพิกรูปปรมาณูที่ เล็กที่สุดเสียได้ กรรมชั่วที่ประทับ บรรจุ บันทึก ถ่าย

ภาพ ติดอยู่กับรูปปรมาณูนั้น ก็หมดโอกาสที่จะให้ผลต่อไปในเบื้องหน้า การเพิ่มหนี้ก็เป็นอันสะดุดหยุดลง

เหตุ ปัจจัยภายนอกภายในที่มากระทบ ก็เป็นสักแต่ว่ามากระทบ ไม่มีผลสืบเนื่องต่อไป หนี้กรรมชั่วที่ได้ทำ ไว้

ตั้งแต่ ชาติแรก ก็เป็นอันได้รับการชดใช้หมดสิ้น หมดเรื่องหมดราวหมดพันธะผูกพันที่จะต้องเกิดมาใช้หนี้

กรรม กันอีก เพราะกรรมชั่วอันเป็นเหตุให้ต้องเกิดอีก ไม่อาจให้ผลต่อไปได้ เรียกว่า “พ้นเหตุเกิด”

 

๘. ผู้ที่ตรัสรู้แล้ว เขาไม่พูดหรอกว่า เขารู้อะไร เมื่อ ธรรมทั้งหลายได้ถูกถ่ายทอดไปแล้ว สิ่งที่เรียกว่า

ธรรม จะเป็นธรรมไปได้อย่างไร สิ่งที่ว่า ไม่มีธรรม นั่นแหละมันเป็นธรรมของมันในตัว (ผู้รู้น่ะจริง แต่

สิ่ง ที่รู้ทั้งหลายนั้นไม่จริง)

เมื่อจิตว่างจาก “พฤติ” ต่างๆ แล้ว จิตก็จะถึง ความว่างที่แท้จริง ไม่มีอะไรให้สังเกตได้อีกต่อไป จึงทราบ

ได้ ว่าแท้ที่จริงแล้ว จิตนั้นไม่มีรูปร่าง มันรวมอยู่กับความว่าง ในความว่างนั้น ไม่มีขอบเขต ไม่มี

ประมาณ ซาบซึมอยู่ในสิ่งทุกๆ สิ่ง และจิตกับผู้รู้เป็นสิ่งเดียวกัน

 

เมื่อจิตกับผู้รู้เป็นสิ่งเดียวกัน และเป็นความว่าง ก็ย่อมไม่มีอะไรที่จะให้อะไรหรือให้ใครรู้ถึง ไม่มี

ความเป็นอะไรจะไปรู้สภาวะของอะไร ไม่มีสภาวะของใครจะไปรู้ความมีความเป็นของอะไร

เมื่อเจริญจิตจนเข้าถึงสภาวะเดิมแท้ของมันได้ดังนี้แล้ว “จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง”

จิตก็จะอยู่เหนือสภาวะสมมุติบัญญัติทั้งปวง เหนือความมีความเป็นทั้งปวง มันอยู่เหนือคำ พูด และพ้นไปจากการกล่าวอ้าง

ใดๆ ทั้งสิ้น เป็นธรรมชาติอันบริสุทธิ์และสว่าง รวมกันเข้ากับความว่างอันบริสุทธิ์และสว่างของ จักรวาล

เดิม เข้าเป็นหนึ่ง เรียกว่า “นิพพาน”

 

โดยปกติ คำ สอนธรรมะของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล นั้น เป็นแบบ “ปริศนาธรรม” มิใช่เป็นการบรรยายธรรม

ฉะนั้น คำ สอนของท่านจึงสั้น จำ กัดในความหมายของธรรม เพื่อไม่ให้เฝือหรือฟุ่มเฟือยมากนัก เพราะจะทำ

ให้สับสน เมื่อผู้ใดเป็นผู้ปฏิบัติธรรม เขาย่อมเข้าใจได้เองว่า กิริยาอาการของจิตที่เกิดขึ้นนั้นมีมากมายหลาย

อย่าง ยากที่จะอธิบายให้ได้หมด ด้วยเหตุนั้น หลวงปู่ท่านจึงใช้คำ ว่า “พฤติของจิต” แทนกิริยาทั้งหลาย

เหล่านั้น

คำ ว่า “ดูจิต อย่าส่งจิตออกนอก ทำ ญาณให้เห็นจิต” เหล่านี้ ย่อมมีความหมายครอบคลุมไปทั้งหมด

ตลอดองค์ภาวนา แต่เพื่ออธิบายให้เป็นขั้นตอน จึงจัดเรียงให้ดูง่ายเท่านั้น หาได้จัดเรียงไปตามลำ ดับ

กระแสการเจริญจิต แต่อย่างใดไม่

ท่านผู้มีจิตศรัทธา ในทางปฏิบัติ เมื่อเจริญจิตภาวนาตามคำ สอนแล้ว ตามธรรมดาการปฏิบัติในแนวนี้ ผู้

ปฏิบัติจะค่อยๆ มีความรู้ความเข้าใจได้ด้วยตนเองเป็นลำ ดับๆ ไป เพราะมีการใส่ใจสังเกตและกำ หนดรู้

“พฤติ แห่งจิต” อยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าหากเกิดปัญหาในระหว่างการปฏิบัติ ควรรีบเข้าหาครูบาอาจารย์ฝ่าย

วิปัสสนาธุระโดย เร็ว หากประมาทแล้วอาจผิดพลาดเป็นปัญหาตามมาภายหลัง เพราะคำ ว่า “มรรค

ปฏิปทา” นั้น จะต้องอยู่ใน “มรรคจิต” เท่านั้น มิใช่มรรคภายนอกต่างๆ นานาเลย

การเจริญจิตเข้า สู่ที่สุดแห่งทุกข์นั้น จะต้องถึงพร้อมด้วย วิสุทธิศีล วิสุทธิธรรม พร้อมทั้ง ๓ ทวาร
คือ กาย วาจา ใจ จึงจะยังกิจให้ลุล่วงถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้
 
**********************************************
"ศีล คือ ปรกติจิตที่อยู่ปราศจากโทษ เป็นจิตที่มีเกราะกำบังป้องกันจากการกระทำชั่วทุกอย่าง สมาธิ ผลสืบเนื่อง
มาจากการรักษา ศีล คือ จิตที่มีความมั่นคง มีความสงบเป็นพลังที่จะส่งต่อไปอีก ปัญญา ผู้รู้ คือ จิตที่ว่าง เบาสบาย
รู้แจ้งแทงตลอดตามความเป็นจริงอย่างไรฯ วิมุติ คือ จิตที่เข้าถึงความว่าง จากความว่าง คือ ละความสบาย เหลือแต่
ความไม่มี ไม่เป็น ไม่มีความคิดเหลืออยู่เลย"

"จิตปรุงกิเลส คือ การที่จิตบังคับให้กาย วาจา ใจ กระทำสิ่งภายนอก ให้มี ให้เป็น ให้ดี ให้เลว ให้เกิดวิบากได้ แล้วยึดติดอยู่ว่า นั่นเป็นตัว นั่นเป็นตน ของเรา ของเขา กิเลสปรุงจิต คือการที่สิ่งภายนอกเข้ามาทำให้จิตเป็นไปตามอำนาจของมัน แล้วยึดว่ามีตัว มีตนอยู่ สำคัญผิดจากความเป็นจริงอยู่ร่ำ ไป."

"คำสอนทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นั้น เป็นเพียงอุบายให้คนทั้งหลายหัน มาดูจิตนั่นเอง
คำสอนของพระพุทธองค์มีมากมายก็เพราะกิเลสเรามีมากมาย แต่ทางที่ดับทุกข์ได้มีทางเดี ยวคือ พระนิพพาน

การที่เรามีโอกาสปฏิบัติธรรมที่ถูกทางเช่นนี้มีน้อยนัก หากปล่อยโอกาสให้ผ่านไปเราจะหมดโอกาส
พ้นทุกข์ได้ทันในชาติด นี้ แล้วจะต้องหลงอยู่ในความเห็นผิด อีกนานแสนนาน เพื่อจะพบธรรมอันเดียว
กันนี้
ดังนั้น เมื่อเราเกิดมาพบพระพุทธศาสนา แล้ว รับปฏิบัติให้หลุดพ้นเสีย มิฉะนั้นจะเสียโอกาส
อันดีนี้ไป เพราะว่าเมื่อสัจธรรมถูกลืม ความมืดมนย่อมครอบงำปวงสัตว์ให้อ ยู่ในกองทุกข์สิ้นกาลนาน"

หลวง ปู่ดูลย์ อตุโล  

Thursday, March 4, 2010

เราสละชีวิตให้ญาติโยมมาดูดกินเนื้อเลือดของเรา



การปฏิบัติท่านก็ทำเนสัชชิก อธิษฐานไม่นอน ไม่ยอมให้หลังแตะพื้นเป็นเดือน ๆ อยู่เพียงในอิริยาบถ ๓ คือ เดิน ยืน และนั่ง เท่านั้น

ส่วนอาหารการกินก็อย่างที่กล่าวมาแล้วว่า ให้อยู่ด้วยความอดอยากยากแค้นเหลือเกิน
การเดินจงกรมก็เดินครั้งละเป็นครึ่งค่อนวัน เดินจนเท้าแทบจะแตก ทะลุ

"ทุกข์มากเท่าไร เวทนาเกิดขึ้นเท่าไร ก็ราวกับว่าเป็นเชื้อเพลิงที่โหมใส่สติปัญญาให้หมุนเป็นเกลียวขึ้นมาอย่างเป็นใจ"

ถือเอาทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นจากไข้ นึกถึงความตายที่ขวางอยู่ข้างหน้าที่จะต้องพุ่งเหมือนพญาเสือที่จะพุ่งเข้าใส่ศัตรู เอาชนะห้ำหั่นมัน

"กิเลสที่เกิดขึ้นจะต้องประหารกันให้เขาเสียบ้าง สติปัญญาเกิด สติแก่กล้า ปัญญาเกิด ทุกขเวทนามันขึ้น จะหลีกเลี่ยงไปไหนก็ไม่ได้ ต้องสู้กัน เมื่อมันจนตรอกอยู่ ไม่เห็นทางที่จะหนีหายไปไหนได้ จึงมีแต่ว่าจะต้องหันหน้าสู้กันอย่างเดียว จึงจะเอาชนะกันได้"

ท่านเร่งภาวนามาก ใจดำริมาเป็นเวลาหลายอาทิตย์ว่า

“พระอริยเจ้าทำสำเร็จ เราทำไมไม่สำเร็จ ธรรมก็มีอยู่ในตัวเราแท้”

เดินวิปัสสนาควบคู่ไป เป็นการม้างกาย ที่ท่านเรียกว่า “ม้างกายที่ฉลาด ม้างกายด้วยไตรลักษณ์” พยายามประหารกิเลสให้สิ้นไป

ปัญญาพาค้นคว้า ดำเนินไป...จิตก็ตามไป หมุนเป็นเกลียวอย่างไม่หยุดยั้ง ลืมมืด ลืมแจ้ง ลืมวัน ลืมคืน

บางเวลาจิตก็ม้วนกลมลงสู่จิตเดิม จิตหด
แต่บางเวลาปัญญาหมุนติ้ว จิตเหินตามไป...
ที่สุดของจิตซึ่งท่านเคยคิดว่า อยู่แสนไกล ประดุจอยู่ปลายสุดสะพานรุ้ง ก็กลับเป็นดูใกล้...แทบจะเอื้อมมือถึงได้ บางเวลา เกิดปีติปลื้มคิดว่า นี่แหละ...นี่แหละ ถูกแล้ว...ใช่แล้ว

จิตกลับตกลงมาใหม่ เกิดสะดุดหยุดยั้งคิด เพียรซ้ำ เพียรซ้อน ล้มแล้วลุก...ลุกแล้วล้ม ล้มลุกคลุกคลานอยู่คนเดียว

“จิตที่ถูกทรมาน ลงแซ่กำราบมาอย่างหนัก สุดท้ายก็เหนื่อยอ่อน จิตวางจิตสงบ จิตไม่กำเริบ จิตคงที่ ไม่แปรไปตามสังขารจิต ไม่ขึ้นไม่ลง...จิตเกษม”

ราวกับว่า สุดสะพานรุ้งนั้น จะพุ่งไปสู่อวกาศอันเวิ้งว้าง
แล้วท่านก็ได้ลาจากบ้านกกกอกมาด้วยความระลึกถึงบุญคุณของสถานที่แห่งนี้เป็นที่สุด

จิตเคยว้าเหว่ บัดนี้จิตมีที่พึ่งแล้ว


ถึงแม้ว่าหลวงปู่จะเจริญด้วยวัยอันสูงยิ่ง และมีสภาพสังขารดังที่หลวงปู่บันทึกไว้ว่า

“...คำนวณชีวิตเห็นจะไม่ยั่งยืน ร่างกายบอกมาเช่นนั้น ทำให้เวียนศีรษะเรื่อย ๆ แต่มีติระวังอย่าให้ล้ม มีคนอื่นพยุงเมื่อ.... ”

และ

“....ธาตุขันธ์ทำให้วิงเวียนอยู่เรื่อย ๆ คอยแต่จะล้ม ต้องระวังหน้า ระวังหลัง..... ”

ท่านก็ยังมีเมตตาไปโปรดเยี่ยมลูกศิษย์ตามที่ต่าง ๆ บ่อยครั้ง โดยทุกครั้งจะไปวันละหลาย ๆ บ้าน และทุก ๆ บ้านท่านมักจะอบรมเทศน์เป็นเวลาครึ่งชั่วโมงเป็นอย่างน้อย

นึกถึงวัย นึกถึงสังขาร ผู้ที่มีอายุปานนั้นแล้ว ควรจะพักผ่อนได้แล้วแต่กลับมาเหน็ดเหนื่อยอย่างยิ่ง

ท่านไม่น่าจะปฏิบัติภารกิจเช่นนี้ได้ไหว แต่หลวงปู่ก็ยังคงมีเมตตาอยู่เช่นนั้นเสมอมา บำเพ็ญตนดุจเหล็กไหล ไปมาคล่องแคล่วว่องไวแทนที่ลูกศิษย์จะเป็นฝ่ายมากราบนมัสการเยี่ยมท่าน ท่านกลับไปเยี่ยมลูกศิษย์เสียเอง.....

เมื่อดูจากภายนอก ท่านเป็นเสมือนบุรุษเหล็ก แต่จากบันทึกที่ค้นพบปรากฏว่า องค์ท่านเองกลับเหน็ดเหนื่อยยิ่งนัก ดังที่ว่า

“....เราสละชีวิตให้ญาติโยมมาดูดกินเนื้อเลือดของเรา....”

มีอยู่หลายครั้งที่ท่านสารภาพว่า การเทศน์ก็ดี การอบรมก็ดี ดูดกินกำลังของท่านไปหมด จนแน่นหน้าอกแทบหายใจไม่ออก แต่ท่านก็อดทนทำ ด้วยว่าเป็นกิจของศาสนา....ตามที่ท่านว่า

จากหนังสือ จันทสาโรบูชา
(อ่านเพิ่มเติม http://www.dharma-gateway.com/monk/monk_biography/lp-louis/lp-louis-hist-index.htm)
หลวงปู่หลุย จันทสาโร
_/\_ _/\_ _/\_

==========

จากหนังสือ "กว่าจะได้ธรรมมาสอนโลก เอาชีวิตแลกธรรม" ของหลวงตามหาบัวค่ะ
มีเพิ่มเติมจากการเข้าไปค้นในเนื้อหาหนังสือตอนท้ายด้วยค่ะ


source: http://www.facebook.com/#!/notes/ying-nattakarn/ka-ca-d-hrrm-ma-sxn-lok-xea-chiwit-laek-hrrm-hlwng-pu-hluy/337465263866

Tuesday, March 2, 2010

ชีวิตนี้ของเราขอเป็นเหมือนดอกบัวบูชาพระฉะนั้นเถิด


อ่านเจอใน facebook กัลยาณมิตร ขอนำมาลงไว้ที่นี้ด้วยครับ


==========

จากหนังสือ “กว่าจะได้ธรรมมาสอนโลก เอาชีวิตแลกธรรมะ” ของหลวงตามหาบัว ค่ะ
รวบรวมธรรมอาจหาญของพระครูบาอาจารย์อริยสงฆ์28รุปค่ะ
ตอนที่คัดมาให้อ่านนี้เป็นของหลวงปู่เทสก์ค่ะ
อยากให้อ่านมากๆค่ะ

==========



ขณะท่านเดินธุดงค์ได้หลงป่าไปถึงยอดห้วยมันเป็นหน้าผา เจ้ากรรมเราเหยียบก้อนหินพลาดหกล้ม หินบาดพื้นเท้าแผลลึก พอดีจวนจะมืดอยู่แล้ว หยิบเอาผ้าอังสะมาพันแผล แล้วตัดสินใจปีนป่ายขึ้นตลิ่งชันๆต่อไป พักนอนตลอดคืนแต่นอนไม่หลับ กลดมุ้งกางไม่ได้ลมแรง

ทางพื้นดินนอกจากปลวกจะมารบกวนแล้ว เจ้ามดก็พากันแห่มารุมกินเลือดที่แผลและเหงื่อตามตัว

“ที่ตาต้องเอาผ้าพันไว้ มิฉะนั้นมันจะมารุมกินน้ำตาเรา”

เราทนกัดฟันฝืนเดินฝ่าก้อนกรวดหินลูกรังกลางโคก ทั้งๆที่เจ็บเท้าแทบจะไม่รอด เดินไปกว่าจะถึงหมู่บ้านก็ราวสามโมงเช้า คิดจะขอข้าวเขาฉันตรงๆก็กลัวจะเป็นโทษ จึงพูดเป็นอุบายว่า พวกเรายังไม่ได้ฉันข้าวเลย แล้วก็เจ็บแผลที่เท้า จะไปบิณฑบาตก็ไม่ได้ ท่านอ่อนสีเพื่อนคู่ทุกข์ก็เป็นลมหน้ามืด ลุกไม่ขึ้น เขาบอกว่าจะได้ฉันข้าว คอยเขาเอาข้าวมาให้ฉันก็เงียบหาย ความหิวความเพลียก็ประดังเข้ามา ดีที่มียาแก้ลมติดถุงย่ามไปด้วย ช่วยพยาบาลท่านอ่อนสี

กว่าจะลุกขึ้นได้ก็สายร่วมสิบโมงเช้า ถามเด็กสองคนที่เฝ้าบ้านอยู่ก้ได้ความว่า ผู้ใหญ่เข้าป่าไปหากินกันหมด จึงขอแลกข้าวด้วยไม้ขีดไฟ เพราะสมบัติอะไรเราก็ไม่มี ยังเหลือแต่ไม้ขีดไฟคนละสองกล่องแลกข้าวเหนียวได้สองกระติบ น้ำพริกถั่วเน่าสองจาน กับต้มผักชะอมสองมัดพากันฉันอย่างเอร็ดอร่อยนี่กระไร

พอฉันเสร็จแล้ว เท้าเรายิ่งเจ็บใหญ่ เจ็บเอาจนเนื้อแข็งเต้นเลย เราพากันทนทรมานอยู่ที่นั่น จนตะวันบ่ายสอมโมงเศษจึงได้พากันเดินเขยกๆไปอีกราวสามกิโลเมตร
เมื่อแยกจากท่านอ่อนสีแล้ว คืนวันหนึ่งเราได้ยินเสียงเสือร้อง เรากลัวจนตัวสั่นสะท้าน นอนไม่ได้เหมือนกับเป็นไข้จับสั่น เหงื่อเปียกโชกเกือบทั้งตัว เราได้ลุกขึ้นตั้งสติ กำหนดจิตให้อยู่นิ่งในอารมณ์เดียว ยอมสละชีวิตว่า

“เรายอมสละความตายแล้วมิใช่หรือจึงได้มาอยู่ ณ ที่นี้ เสือกับคนก็เป็นก้อนธาตุมิใช่หรือ ตายแล้วก็มีสภาพเช่นเดียวกัน แล้วใครกินใคร ใครเป็นผู้ตายและใครเป็นผู้ไม่ตาย ทำให้ใจเราวิเวกมาก แม้ชีวิตของเราจะแตกดับเพราะการภาวนา เราก็จะยอมทุกๆวิถีทาง ชีวิตนี้ของเราขอเป็นเหมือนดอกบัวบูชาพระฉะนั้นเถิด”

เมื่อยอมสละด้วยพิจารณาด้วยความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว อยู่นั้น เสียงเสือก็ไม่ได้ยิน ภายหลังเมื่อได้ยินเสียงของมัน ใจก็เฉยๆเห้นเป็นลมกระทบวัตถุอันหนึ่งแล้วมันก็เกิดเสียงออกมานั้น แล้วเราก็ทำความเพียรตามที่เราได้ตั้งปณิธานไว้ตลอดพรรษา ทรมานตนด้วย การอดอาหารอยู่ห้าวัน เราได้มีโอกาสประกอบความเพียรอยู่อย่างสม่ำเสมอ ความรู้และอุบายต่างๆที่เป็นของเฉพาะตัวย่อมเกิดมีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ เราไม่ต้องนั่งหลับตาภาวนาละ แม้จะนั่งอยู่ ณ สถานที่ใด เวลาไหน มันเป็นภาวนาในตัวตลอดกาล พิจารณาตนและคนอื่นตลอดถึงทิวทัศน์ มันให้เกิดอุบายเป็นธรรมไปทั้งนั้น
อติฏารมณ์ไม่ว่าจะเป็นส่วนอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ก็ตามสัญญาเก่า มันนำหยิบยกขึ้นมาให้ดูล้วนแล้วแต่เป็นไปได้เพื่อธรรมสังเวชทั้งสิ้น

“ครั้งหนึ่ง เราอาพาธอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช ตอนแรกเป็นไข้หวัดประสมกับหลอดลมอักเสบ เมื่อฉายเอกซเรย์ดูก็พบว่า น้ำท่วมปอด มีพยาธิสภาพเล็กน้อย หมอได้ดูดน้ำเอาออกจากช่องปอดเป็นจำนวนมาก อาทิตย์ที่สองเริ่มแพ้ยาและมีอาการอย่างอื่นแทรกขึ้นมา ทำให้อาการทรุดลงจนลมอ่อน หมอได้มาดูดน้ำออกจากช้องปอดอีกเป็นจำนวนมาก บางคนทายว่าเราไม่เกินห้าวันต้องตายแน่ หมอให้เราได้กลับยิ่งเร็วเท่าไร ยิ่งเป็นการดี

เราแปลกใจและดีใจที่จะได้กลับวัด เพราะคิดว่าถึงจะตายก็ขอให้ได้ไปตายที่วัดเราดีกว่า และสมแก่สมณสารูป

ตอนนี้เราเห็นโทษและเบื่อหน่ายในร่างกายมาก เพราะกายก้อนนี้แท้ๆจึงทำให้เราเกิดโรคเป็นทุกข์แก่ตนเองและผู้อื่นด้วย เราจึงได้เตรียมตัวตายทันที และยอมเสียสละตายแล้วมิใช่หรือ แล้วบอกกับตัวเองว่า ร่างกายและโรคภัยของเจ้า จงมอบให้เป็นธุระของหมอเสีย จงเตรียมตายสำรวมจิตตั้งสติให้แข็งแกร่ง ความรู้สึกของเราที่ยอมสละเรื่องต่างๆ แล้วเข้ามาสงบอยู่ในปัจจุบันธรรม จนไม่มีความรู้สึกว่าเวลาไหนเป็นเวลากลางวัน เวลาไหนเป็นเวลากลางคืน มีแต่ความสว่างจ้าของจิต แล้วสงบอยู่เฉพาะตนคนเดียว”

จากหนังสือ อัตตโนประวัติ พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (หน้า87-89,96,144)
_/\_ _/\_ _/\_

=========

source: http://www.facebook.com/notes/ying-nattakarn/ka-ca-d-hrrm-ma-sxn-lok-xea-chiwit-laek-hrrm/334695548866

สังฆานุสสติ



Friday, February 26, 2010

Dhammada.net ธรรมดา.เน็ท ธรรมะ คือ ธรรมดา


http://www.dhammada.net
เวปรวบรวมคลิปเสียงเทศน์หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช เป็นคลิปเสียงสั้น ๆ จัดเรียงเป็นหมวดหมู่, รูปภาพการแสดงธรรมสถานที่ต่างๆ, ตารางเวลาบริการรถตู้ฟรีเพื่อไปฟังธรรมยังสวนสันติธรรม รวมถึงมีข้อคิดจาก อ.สุรวัฒน์ เสรีวิวัฒนา และแนวทางการเจริญสติปัฏฐาน ๔ มากมาย

สามารถ follow ได้เพิ่มเติมที่ http://twitter.com/dhammada_net ครับ

Thursday, February 25, 2010

สมเด็จพระสังฆราชประทานพระโอวาทเนื่องในวันมาฆบูชา ๒๕๕๓



วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ เป็นวันพระจันทร์เต็มดวง เสวยมาฆฤกษ์

เมื่อ ๒,๕๙๘ ปีมาแล้ว จัดวันนั้นเป็นวันมาฆบูชา
ด้วยสมเด็จพระบรมศาสดา ทรงประกาศหัวใจพระพุทธศาสนา ๓ ประการ
ในท่ามกลางพระอรหันตขีณาสพ ๑,๒๕๐ รูป
เพื่ออัญเชิญไปเป็นหลักในการประกาศพระพุทธศาสนาแก่โลกให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน


คือ การไม่ทำบาปอกุศลทั้งปวง การทำบุญกุศลทุกประการ
และการทำจิตของตนให้ผ่องแผ้วห่างไกลจากกิเลสทั้งปวง


หัวใจพระพุทธศาสนาก็เปรียบเช่นหัวใจเราท่านทั้งหลาย
แม้ปล่อยหัวใจให้มีโรค ร่างกายก็จะเป็นทุกข์ทรมานจนถึงตายได้


หัวใจพระพุทธศาสนาก็เช่นเดียวกัน
ไม่รักษาให้ดีด้วยการทำตามที่พระพุทธองค์ทรงสอน
ก็ย่อมจะก่อให้เกิดความบอบช้ำแสนสาหัส ถึงจบชีวิตพระพุทธศาสนาได้
พร้อมกันนั้นชีวิตของเราท่านทั้งหลายก็จะสิ้นความสวัสดี


แม้ไม่อยากให้ชีวิตต้องผ่านสภาพนั้น
ก็จงเร่งคิดพูดทำให้ได้ดังหัวใจพระพุทธศาสนา
เริ่มต้นให้จริง ในวันมาฆบูชาวันนี้เถิด มหามงคลก็จะเกิด
ความเดือดร้อนวุ่นวายจะสงบลงได้ด้วยพระพุทธานุภาพ


ขออำนวยพร

==========

source: http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?t=29743