Wednesday, March 24, 2010

คำสอนของพระธุดงค์เถื่อน

ปล. รูปภาพจากอินเตอร์เน็ท source picture: http://www.212cafe.com/freewebboard/user_board/chaba50/picture/00029_3.jpg

คำสอนของพระธุดงค์เถื่อน


ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังนอนคิดอยู่นั่นเอง เหตุการณ์ที่ข้าพเจ้าไม่นึกไม่ฝันก็ได้เกิดขึ้น หลวงพ่อที่กำลังระลึกถึงเหตุอยู่นั้นได้เดินผ่านทะลุประตูเข้ามาในห้องจริงๆ! หลวงพ่อท่านมาหยุดยืนอยู่ข้างเตียงของข้าพเจ้าแต่มิได้พูดอะไรออกมา ข้าพเจ้ารีบลุกขึ้นนั่งยกมือไหว้ แต่ก็พูดอะไรไม่ออก เพราะความตกตะลึงต่อเหตุการณ์ที่ไม่นึกไม่ฝันมาก่อน ครั้นได้สติสัมปชัญญะกลับคืนมา ข้าพเจ้าก็เตรียมจะเอ่ยปากรายงานผลการ “รู้ตัว” แก่ท่าน แต่ก่อนที่ข้าพเจ้าจะทันได้อ้าปากพูด หลวงพ่อท่านก็ยกมือขวาขึ้นเป็นเชิงห้าม แล้วหลวงพ่อท่านก็พูดออกมาเองอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า


“เจ้าเข้าใจถูกต้องแล้ว...ผู้ใดรู้จักทุกข์ ผู้นั้นรู้จักตัว ผู้ใดเห็นตัว ผู้นั้นเห็นทุกข์ ถ้าเจ้ารู้ สมมติสัจจะ เจ้าจะเพียงแต่ฉลาดในคดีโลก ถ้าเจ้ารู้สภาวะสัจจะ เจ้าจะเป็นเพียงนักวิทยาศาสตร์ ถ้าเจ้ารู้ปรมัตถสัจจะ เจ้าก็จะเป็นได้ก็เพียงนักปรัชญา....แต่ถ้าเจ้าเห็นทุกข์ เจ้าก็เห็นอริยสัจจะ และกำลังจะก้าวไปสู่ความเป็นอริยบุคคล


เจ้าเริ่มก้าวขึ้นสู่ทางเดินอันถูกต้องและจะไม่มีวันถอยหลังกลับ เจ้าชายสิทธัตถะทรงเห็นทุกข์อันมาในรูป คนแก่ คนเจ็บ และคนตาย ทรงเบื่อหน่าย เสด็จออกบรรพชา แล้วพระองค์ก็ไม่กลับคืนมาสู่โลกอันเต็มไปด้วยทุกข์อีก ท่านยสกุลบุตรตื่นขึ้นกลางดึก เห็นสภาพอันน่าสังเวชของหญิงบริวาร ที่กำลังหลับใหลอยู่ เป็นดุจซากศพในป่าช้าผีดิบ จึงเดินบ่นออกจากบ้านตนเอง ไปจนพบพระพุทธองค์ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แล้วท่านก็ไม่หวนกลับมาอีก


พระสารีบุตร และพระมหาโมคัลลานะ เห็นทุกข์ขณะดูมหรสพบนยอดเขา เกิดความเบื่อหน่าย ออกบรรพชาแล้ว ท่านก็ไม่หวนกลับอีก ใครๆ ก็ตามถ้ายังไม่เห็นทุกข์ แม้ออกบรรพชา ก็ยังจะต้องหวนกลับคืน บัดนี้เจ้า “รู้ตัว” แล้ว เป็นพุทธศาสนิกชนที่สมบูรณ์ทั้ง กาย วาจา ใจ จงก้าวเดินต่อไปตามทางแห่งอริยมรรค เพื่อดับสมุทัย และบรรลุถึงนิโรธในที่สุดเถิด


==========

อ่านฉบับเต็มได้ที่: http://www.dharma-gateway.com/monk/preach/misc/lp-dharm-ngarm.htm


Wednesday, March 17, 2010

...ค้นหาโทษด้วยปาก...



ดูกรภิกษุทั้งหลาย

บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ
เป็นคนพาล ไม่เฉียบแหลม ไม่ใช่สัตบุรุษ ย่อมคุ้มครองตนที่ปราศจากคุณสมบัติ ย่อมเป็นผู้ประกอบไปด้วยโทษ นักปราชญ์ติเตียน และย่อมประสบกรรมมิใช่บุญ เป็นอันมาก
ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ


ไม่ใคร่ครวญสืบสวนให้รอบคอบ แล้วกล่าวสรรเสริญคุณของผู้ไม่ควรสรรเสริญ ๑
ไม่ใคร่ครวญสืบสวนให้รอบคอบ แล้วกล่าวติเตียนผู้ที่ควรสรรเสริญ ๑

ไม่ใคร่ครวญสืบสวนให้รอบคอบ แล้วยังความเลื่อมใสให้เกิดในฐานะที่ไม่ควรเลื่อมใส ๑

ไม่ใคร่ครวญสืบสวนให้รอบคอบ แล้วยังความไม่เลื่อมใสให้เกิดในฐานะที่ควรเลื่อมใส ๑


ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล เป็นคนพาล ไม่เฉียบแหลม ไม่ใช่สัตบุรุษ
ย่อมคุ้มครองตนที่ปราศจากคุณสมบัติ ย่อมเป็นผู้ประกอบไปด้วยโทษ
นักปราชญ์ติเตียน และย่อมประสบกรรมมิใช่บุญเป็นอันมาก


ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ เป็นบัณฑิต
เฉียบแหลม เป็นสัตบุรุษ ย่อมคุ้มครองตนให้ประกอบไปด้วยคุณสมบัติ
เป็นผู้หาโทษมิได้ ทั้งนักปราชญ์ไม่ติเตียน และย่อมประสบบุญเป็นอันมาก
ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ


ใคร่ครวญสืบสวนรอบคอบ แล้วกล่าวติเตียนผู้ที่ควรติเตียน ๑
ใคร่ครวญสืบสวนรอบคอบ แล้วกล่าวสรรเสริญผู้ที่ควรสรรเสริญ ๑
ใคร่ครวญสืบสวนรอบคอบ แล้วยังความไม่เลื่อมใสให้เกิดในฐานะที่ไม่ควรเลื่อมใส ๑
ใคร่ครวญสืบสวนรอบคอบ แล้วยังความเลื่อมใสให้เกิดในฐานะที่ควรเลื่อมใส ๑


ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล
เป็นบัณฑิต เฉียบแหลม เป็นสัตบุรุษ ย่อมคุ้มครองตนให้ประกอบไปด้วยคุณสมบัติ เป็นผู้หาโทษมิได้ ทั้งนักปราชญ์ไม่ติเตียน และย่อมประสบบุญเป็นอันมาก ฯ


ผู้ใดย่อมสรรเสริญผู้ที่ควรนินทา หรือย่อมนินทาผู้ที่ควรสรรเสริญ
ผู้นั้นชื่อว่าย่อมค้นหาโทษด้วยปาก ย่อมไม่ได้ประสบสุขเพราะโทษนั้น
ความพ่ายแพ้การพนันด้วยทรัพย์ทั้งหมด พร้อมด้วยตน มีโทษน้อย
การที่ยังใจให้ประทุษร้ายในท่านผู้ดำเนินไปดีแล้วนี้แหละ
เป็นโทษใหญ่กว่า(โทษการพนัน)


ผู้ที่ตั้งวาจา และใจอันเป็นบาปไว้ ติเตียนพระอริยเจ้า
ย่อมเข้าถึงนรกสิ้นแสนสามสิบหกนิรัพพุททะและห้าอัพพุททะ ฯ


จบสูตรที่ ๓


===========

source: http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=21&A=42&Z=73

Sunday, March 14, 2010

วิธีเจริญจิตภาวนาตามแนวการสอนของ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

วิธีเจริญจิตภาวนาตามแนวการสอนของ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

 
๑. เริ่มต้นอริยาบทที่สบาย ยืน เดิน นั่ง นอน ได้ตามสะดวก ทำความรู้ตัวเต็มที่และรู้อยู่กับที่โดยไม่ต้องรู้อะไร คือ รู้ตัว อย่างเดียว รักษาจิตเช่นนี้ไว้เรื่อยๆ ให้ “รู้อยู่เฉยๆ” ไม่ต้องไปจำแนกแยกแยะ อย่าบังคับ อย่าพยายาม อย่าปล่อยล่องลอยตามยถากรรม

เมื่อรักษาได้สักครู่ จิตจะคิดแส่ไปในอารมณ์ต่างๆ โดยไม่มีทางรู้ทันก่อน เป็นธรรมดาสำหรับผู้ฝึกใหม่ ต่อเมื่อจิตแล่นไป คิดไปในอารมณ์นั้นๆ จนอิ่มแล้ว ก็จะรู้สึกตัวขึ้นมาเอง เมื่อรู้สึกตัวแล้วให้พิจารณาเปรียบเทียบภาวะของตนเอง ระหว่างที่มีความรู้อยู่กับที่ และระหว่างที่จิตคิดไปในอารมณ์ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร เพื่อเป็นอุบายสอนจิตให้จดจำ

จากนั้น ค่อยๆ รักษาจิตให้อยู่ในสภาวะรู้อยู่กับที่ต่อไป ครั้นพลั้งเผลอรักษาไม่ดีพอ จิตก็จะแล่นไปเสวยอารมณ์ข้างนอกอีก จนอิ่มแล้ว ก็จะกลับรู้ตัว รู้ตัวแล้วก็พิจารณา และรักษาจิตต่อไป ด้วยอุบายอย่างนี้ ไม่นานนัก ก็จะสามารถควบคุมจิตได้ และบรรลุสมาธิในที่สุด และจะเป็นผู้ฉลาดใน "พฤติแห่งจิต" โดย ไม่ต้องไปปรึกษาหารือใคร

ข้อห้าม ในเวลาจิตฟุ้งเต็มที่ อย่าทำ เพราะไม่มีประโยชน์ และยังทำ ให้บั่นทอนพลังความเพียร ไม่มีกำลังใจในการเจริญจิตครั้งต่อๆ ไป

ในกรณีที่ไม่สามารถทำ เช่นนี้ ให้ลองนึกคำ ว่า "พุทโธ" หรือคำอะไรก็ได้ที่ไม่เป็นเหตุเย้ายวน หรือเป็นเหตุขัดเคืองใจ นึกไปเรื่อยๆ แล้วสังเกตดูว่าคำที่นึกนั้น ชัดที่สุดที่ตรงไหน ที่ตรงนั้นแหละคือฐานแห่งจิต

พึงสังเกตว่า ฐานนี้ไม่อยู่คงที่ตลอดกาล บางวันอยู่ที่หนึ่ง บางวันอยู่อีกที่หนึ่ง ฐานแห่งจิตที่คำนึงพุทโธปรากฏชัดที่สุดนี้ ย่อมไม่อยู่ภายนอกกายแน่นอน ต้องอยู่ภายในกายแน่ แต่เมื่อพิจารณาดูให้ดีแล้ว จะเห็นว่าฐานนี้จะว่าอยู่ที่ส่วนไหนของร่างกายก็ไม่ถูก ดังนั้น จะว่าอยู่ภายนอกก็ไม่ใช่ จะว่าอยู่ภายในก็ไม่เชิง เมื่อเป็นเช่นนี้ แสดงว่าได้กำ หนดถูกฐานแห่งจิตแล้ว

เมื่อกำหนดถูกและพุทโธปรากฏในมโนนึกชัดเจนดี ก็ให้กำหนดนึกไปเรื่อย อย่าให้ขาดสายได้ ถ้าขาดสายเมื่อใด จิตก็จะแล่นสู่อารมณท์ทันที เมื่อเสวยอารมณ์อิ่มแล้ว จึงจะรู้สึกตัวเองก็ค่อยๆ นึกพุทโธต่อไป ด้วยอุบายวิธีในทำ นองเดียวกับที่กล่าวไว้เบื้องต้น ในที่สุดก็จะค่อยๆ ควบคุมจิตให้อยู่ในอำนาจได้เอง

ข้อควรจำ ในการกำหนดจิตนั้น ต้องมีเจตจำนงแน่วแน่ ในอันที่จะเจริญจิตให้อยู่ในสภาวะที่ต้องการ เจตจำนงนี้ คือ ตัว "ศีล"

การบริกรรม "พุทโธ" เปล่าๆ โดยไร้เจตจำนงไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย กลับเป็นเครื่องบั่นทอนความเพียร ทำลายกำลังใจในการเจริญจิตในคราวต่อๆ ไป

แต่ถ้าเจตจำนงมั่นคง การเจริญจิตจะปรากฏผลทุกครั้งไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน ดังนั้น ในการนึกพุทโธ การเพ่งเล็งสอดส่องถึงความชัดเจนและความไม่ขาดสายของพุทโธ จะต้องเป็นไปด้วยความไม่ลดละ เจตจำนงที่มีอยู่อย่างไม่ลดละนี้ หลวงปู่เคยเปรียบไว้ว่า มีลักษณาการประหนึ่งบุรุษหนึ่งจดจ้องสายตาอยู่ที่คมดาบที่ข้าสึก เงื้อขึ้นสุดแขนพร้อมที่จะฟันลงมา บุรุษผู้นั้นจดจ้องคอยทีอยู่ว่า ถ้าคมดาบนั้นฟาดฟันลงมา ตนจะหลบหนีประการใด จึงจะพ้นอันตราย

เจตจำนงต้องแน่วแน่เห็นปานนี้ จึงจะยังสมาธิให้บังเกิดได้ ไม่เช่นนั้นอย่าทำให้เสียเวลาและบั่นทอนความศรัทธาตนเองเลย

เมื่อจิตค่อยๆ หยั่งลงสู่ความสงบทีละน้อย ๆ อาการที่จิตแล่นไปสู่อารมณ์ภายนอก ก็ค่อย ๆ ลดความรุนแรงลง ถึงไปก็ไปประเดี๋ยวประด๋าว ก็รู้สึกตัวได้เร็ว ถึงตอนนี้คำ บริกรรมพุทโธก็จะขาดไปเอง เพราะคำบริกรรมนั้นเป็นอารมณ์หยาบ เมื่อจิตล่วงพ้นอารมณ์หยาบ และคำบริกรรมขาดไปแล้ว ไม่ต้องย้อนถอยมาบริกรรมอีก เพียงรักษาจิตไว้ในฐานที่กำหนดเดิมไปเรื่อยๆ และสังเกตดูความรู้สึกและ “พฤติแห่งจิต” ที่ฐานนั้น ๆ บริกรรม เพื่อรวมจิตให้เป็นหนึ่ง สังเกตดูว่าใครเป็นผู้บริกรรมพุทโธ


๒. ดูจิตเมื่ออารมณ์สงบแล้ว ให้สติจดจ่ออยู่ที่ฐานเดิมเช่นนั้น เมื่อมีอารมณ์อะไรเกิดขึ้น ก็ให้ละอารมณ์นั้นทิ้งไป มาดูที่จิตต่อไปอีก ไม่ต้องกังวลใจ พยายามประคับประคองรักษาให้จิตอยู่ในฐานที่ตั้งเสมอๆ สติคอยกำหนดควบคุมอยู่อย่างเงียบๆ (รู้ อยู่) ไม่ต้องวิจารณ์กริยาจิตใดๆ ที่เกิดขึ้น เพียงกำหนดรู้แล้วละไปเท่านั้น เป็นไปเช่นนี้เรื่อยๆ ก็จะค่อยๆ เข้าใจกริยาหรือพฤติแห่งจิตได้เอง (จิตปรุงกิเลส หรือ กิเลสปรุงจิต)

ทำความเข้าใจในอารมณ์ความนึกคิด สังเกตอารมณ์ทั้งสาม คือ ราคะ โทสะ โมหะ


๓. อย่าส่งจิตออกนอก กำหนดรู้อยู่ในอารมณ์เดียวเท่านั้น อย่าให้ซัดส่ายไปในอารมณ์ภายนอก เมื่อ จิตเผลอคิดไปก็ให้ตั้งสติระลึกถึงฐานกำหนดเดิม รักษาสัมปชัญญะให้สมบูรณ์อยู่เสมอ (รูปนิมิตให้ยกไว้ ส่วนนามนิมิตทั้งหลาย อย่าได้ใส่ใจกับมัน)

ระวังจิตไม่ให้คิดเรื่องภายนอก สังเกตการหวั่นไหวของจิตตามอารมณ์ที่รับมาทางอายตนะ ๖
 

๔. จงทำญาณให้เห็นจิต เหมือนดั่งตาเห็นรูป เมื่อเราสังเกตกิริยาจิตไปเรื่อย ๆ จนเข้าใจถึงเหตุปัจจัยของอารมณ์ความนึกคิดต่างๆ ได้แล้ว จิตก็จะค่อย ๆ รู้เท่าทันการเกิดของอารมณ์ต่างๆ อารมณ์ความนึกคิดต่างๆ ก็จะค่อยๆ ดับไป เรื่อยๆ จนจิตว่างจากอารมณ์ แล้วจิตก็จะเป็นอิสระ อยู่ต่างหากจากเวทนาของรูป กาย อยู่ที่ฐานกำหนดเดิมนั่นเอง การเห็นนี้เป็นการเห็นด้วยปัญญาจักษุ

คิดเท่าไหร่ก็ไม่รู้ ต่อเมื่อหยุดคิดจึงรู้ แต่ต้องอาศัยการคิด
 

๕. แยกรูปถอดด้วยวิชชา มรรคจิต เมื่อสามารถเข้าใจได้ว่า จิต กับ กาย อยู่คนละส่วนได้แล้ว ให้ดูที่จิตต่อไปว่า ยังมีอะไรหลงเหลืออยู่ที่ฐานที่กำหนด (จิต) อีกหรือไม่ พยายามให้สติสังเกตดูที่ จิต ทำ ความสงบอยู่ ใน จิต ไปเรื่อยๆ จนสามารถเข้าใจ พฤติของจิต ได้อย่างละเอียดลออตามขั้นตอน เข้าใจในความ เป็นเหตุเป็นผลกันว่า เกิดจากความคิดมันออกไปจากจิตนี่เอง ไปหาปรุงหาแต่ง หาก่อ หาเกิด ไม่มีที่สิ้นสุด มันเป็นมายาหลอกลวงให้ คนหลง แล้วจิตก็จะเพิกถอนสิ่งที่มีอยู่ในจิตไปเรื่อยๆ จนหมด หมายถึงเจริญจิตจนสามารถเพิกรูป ปรมาณูวิญญาณที่เล็กที่สุดภายในจิตได้ คำว่า แยกรูปถอด นั้น หมายความถึง แยกรูปวิญญาณ นั่นเอง
 

๖. เหตุต้องละ ผลต้องละ เมื่อ เจริญจิตจนปราศจากความคิดปรุงแต่งได้แล้ว (ว่าง) ก็ไม่ต้องอิงอาศัยกับ

กฎเกณ์ฑ์แห่งความ เป็นเหตุเป็นผลใด ๆ ทั้งสิ้น จิตก็อยู่เหนือภาวะแห่งคลองความคิดนึกต่างๆ อยู่เป็นอิสระ

ปราศจากสิ่งใดๆ ครอบงำ อำ พรางทั้งสิ้น

เรียกว่า “สมุจเฉทธรรมทั้งปวง”

 

๗. ใช้หนี้--ก็หมด พ้นเหตุเกิด เมื่อเพิกรูปปรมาณูที่ เล็กที่สุดเสียได้ กรรมชั่วที่ประทับ บรรจุ บันทึก ถ่าย

ภาพ ติดอยู่กับรูปปรมาณูนั้น ก็หมดโอกาสที่จะให้ผลต่อไปในเบื้องหน้า การเพิ่มหนี้ก็เป็นอันสะดุดหยุดลง

เหตุ ปัจจัยภายนอกภายในที่มากระทบ ก็เป็นสักแต่ว่ามากระทบ ไม่มีผลสืบเนื่องต่อไป หนี้กรรมชั่วที่ได้ทำ ไว้

ตั้งแต่ ชาติแรก ก็เป็นอันได้รับการชดใช้หมดสิ้น หมดเรื่องหมดราวหมดพันธะผูกพันที่จะต้องเกิดมาใช้หนี้

กรรม กันอีก เพราะกรรมชั่วอันเป็นเหตุให้ต้องเกิดอีก ไม่อาจให้ผลต่อไปได้ เรียกว่า “พ้นเหตุเกิด”

 

๘. ผู้ที่ตรัสรู้แล้ว เขาไม่พูดหรอกว่า เขารู้อะไร เมื่อ ธรรมทั้งหลายได้ถูกถ่ายทอดไปแล้ว สิ่งที่เรียกว่า

ธรรม จะเป็นธรรมไปได้อย่างไร สิ่งที่ว่า ไม่มีธรรม นั่นแหละมันเป็นธรรมของมันในตัว (ผู้รู้น่ะจริง แต่

สิ่ง ที่รู้ทั้งหลายนั้นไม่จริง)

เมื่อจิตว่างจาก “พฤติ” ต่างๆ แล้ว จิตก็จะถึง ความว่างที่แท้จริง ไม่มีอะไรให้สังเกตได้อีกต่อไป จึงทราบ

ได้ ว่าแท้ที่จริงแล้ว จิตนั้นไม่มีรูปร่าง มันรวมอยู่กับความว่าง ในความว่างนั้น ไม่มีขอบเขต ไม่มี

ประมาณ ซาบซึมอยู่ในสิ่งทุกๆ สิ่ง และจิตกับผู้รู้เป็นสิ่งเดียวกัน

 

เมื่อจิตกับผู้รู้เป็นสิ่งเดียวกัน และเป็นความว่าง ก็ย่อมไม่มีอะไรที่จะให้อะไรหรือให้ใครรู้ถึง ไม่มี

ความเป็นอะไรจะไปรู้สภาวะของอะไร ไม่มีสภาวะของใครจะไปรู้ความมีความเป็นของอะไร

เมื่อเจริญจิตจนเข้าถึงสภาวะเดิมแท้ของมันได้ดังนี้แล้ว “จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง”

จิตก็จะอยู่เหนือสภาวะสมมุติบัญญัติทั้งปวง เหนือความมีความเป็นทั้งปวง มันอยู่เหนือคำ พูด และพ้นไปจากการกล่าวอ้าง

ใดๆ ทั้งสิ้น เป็นธรรมชาติอันบริสุทธิ์และสว่าง รวมกันเข้ากับความว่างอันบริสุทธิ์และสว่างของ จักรวาล

เดิม เข้าเป็นหนึ่ง เรียกว่า “นิพพาน”

 

โดยปกติ คำ สอนธรรมะของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล นั้น เป็นแบบ “ปริศนาธรรม” มิใช่เป็นการบรรยายธรรม

ฉะนั้น คำ สอนของท่านจึงสั้น จำ กัดในความหมายของธรรม เพื่อไม่ให้เฝือหรือฟุ่มเฟือยมากนัก เพราะจะทำ

ให้สับสน เมื่อผู้ใดเป็นผู้ปฏิบัติธรรม เขาย่อมเข้าใจได้เองว่า กิริยาอาการของจิตที่เกิดขึ้นนั้นมีมากมายหลาย

อย่าง ยากที่จะอธิบายให้ได้หมด ด้วยเหตุนั้น หลวงปู่ท่านจึงใช้คำ ว่า “พฤติของจิต” แทนกิริยาทั้งหลาย

เหล่านั้น

คำ ว่า “ดูจิต อย่าส่งจิตออกนอก ทำ ญาณให้เห็นจิต” เหล่านี้ ย่อมมีความหมายครอบคลุมไปทั้งหมด

ตลอดองค์ภาวนา แต่เพื่ออธิบายให้เป็นขั้นตอน จึงจัดเรียงให้ดูง่ายเท่านั้น หาได้จัดเรียงไปตามลำ ดับ

กระแสการเจริญจิต แต่อย่างใดไม่

ท่านผู้มีจิตศรัทธา ในทางปฏิบัติ เมื่อเจริญจิตภาวนาตามคำ สอนแล้ว ตามธรรมดาการปฏิบัติในแนวนี้ ผู้

ปฏิบัติจะค่อยๆ มีความรู้ความเข้าใจได้ด้วยตนเองเป็นลำ ดับๆ ไป เพราะมีการใส่ใจสังเกตและกำ หนดรู้

“พฤติ แห่งจิต” อยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าหากเกิดปัญหาในระหว่างการปฏิบัติ ควรรีบเข้าหาครูบาอาจารย์ฝ่าย

วิปัสสนาธุระโดย เร็ว หากประมาทแล้วอาจผิดพลาดเป็นปัญหาตามมาภายหลัง เพราะคำ ว่า “มรรค

ปฏิปทา” นั้น จะต้องอยู่ใน “มรรคจิต” เท่านั้น มิใช่มรรคภายนอกต่างๆ นานาเลย

การเจริญจิตเข้า สู่ที่สุดแห่งทุกข์นั้น จะต้องถึงพร้อมด้วย วิสุทธิศีล วิสุทธิธรรม พร้อมทั้ง ๓ ทวาร
คือ กาย วาจา ใจ จึงจะยังกิจให้ลุล่วงถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้
 
**********************************************
"ศีล คือ ปรกติจิตที่อยู่ปราศจากโทษ เป็นจิตที่มีเกราะกำบังป้องกันจากการกระทำชั่วทุกอย่าง สมาธิ ผลสืบเนื่อง
มาจากการรักษา ศีล คือ จิตที่มีความมั่นคง มีความสงบเป็นพลังที่จะส่งต่อไปอีก ปัญญา ผู้รู้ คือ จิตที่ว่าง เบาสบาย
รู้แจ้งแทงตลอดตามความเป็นจริงอย่างไรฯ วิมุติ คือ จิตที่เข้าถึงความว่าง จากความว่าง คือ ละความสบาย เหลือแต่
ความไม่มี ไม่เป็น ไม่มีความคิดเหลืออยู่เลย"

"จิตปรุงกิเลส คือ การที่จิตบังคับให้กาย วาจา ใจ กระทำสิ่งภายนอก ให้มี ให้เป็น ให้ดี ให้เลว ให้เกิดวิบากได้ แล้วยึดติดอยู่ว่า นั่นเป็นตัว นั่นเป็นตน ของเรา ของเขา กิเลสปรุงจิต คือการที่สิ่งภายนอกเข้ามาทำให้จิตเป็นไปตามอำนาจของมัน แล้วยึดว่ามีตัว มีตนอยู่ สำคัญผิดจากความเป็นจริงอยู่ร่ำ ไป."

"คำสอนทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นั้น เป็นเพียงอุบายให้คนทั้งหลายหัน มาดูจิตนั่นเอง
คำสอนของพระพุทธองค์มีมากมายก็เพราะกิเลสเรามีมากมาย แต่ทางที่ดับทุกข์ได้มีทางเดี ยวคือ พระนิพพาน

การที่เรามีโอกาสปฏิบัติธรรมที่ถูกทางเช่นนี้มีน้อยนัก หากปล่อยโอกาสให้ผ่านไปเราจะหมดโอกาส
พ้นทุกข์ได้ทันในชาติด นี้ แล้วจะต้องหลงอยู่ในความเห็นผิด อีกนานแสนนาน เพื่อจะพบธรรมอันเดียว
กันนี้
ดังนั้น เมื่อเราเกิดมาพบพระพุทธศาสนา แล้ว รับปฏิบัติให้หลุดพ้นเสีย มิฉะนั้นจะเสียโอกาส
อันดีนี้ไป เพราะว่าเมื่อสัจธรรมถูกลืม ความมืดมนย่อมครอบงำปวงสัตว์ให้อ ยู่ในกองทุกข์สิ้นกาลนาน"

หลวง ปู่ดูลย์ อตุโล  

Thursday, March 4, 2010

เราสละชีวิตให้ญาติโยมมาดูดกินเนื้อเลือดของเรา



การปฏิบัติท่านก็ทำเนสัชชิก อธิษฐานไม่นอน ไม่ยอมให้หลังแตะพื้นเป็นเดือน ๆ อยู่เพียงในอิริยาบถ ๓ คือ เดิน ยืน และนั่ง เท่านั้น

ส่วนอาหารการกินก็อย่างที่กล่าวมาแล้วว่า ให้อยู่ด้วยความอดอยากยากแค้นเหลือเกิน
การเดินจงกรมก็เดินครั้งละเป็นครึ่งค่อนวัน เดินจนเท้าแทบจะแตก ทะลุ

"ทุกข์มากเท่าไร เวทนาเกิดขึ้นเท่าไร ก็ราวกับว่าเป็นเชื้อเพลิงที่โหมใส่สติปัญญาให้หมุนเป็นเกลียวขึ้นมาอย่างเป็นใจ"

ถือเอาทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นจากไข้ นึกถึงความตายที่ขวางอยู่ข้างหน้าที่จะต้องพุ่งเหมือนพญาเสือที่จะพุ่งเข้าใส่ศัตรู เอาชนะห้ำหั่นมัน

"กิเลสที่เกิดขึ้นจะต้องประหารกันให้เขาเสียบ้าง สติปัญญาเกิด สติแก่กล้า ปัญญาเกิด ทุกขเวทนามันขึ้น จะหลีกเลี่ยงไปไหนก็ไม่ได้ ต้องสู้กัน เมื่อมันจนตรอกอยู่ ไม่เห็นทางที่จะหนีหายไปไหนได้ จึงมีแต่ว่าจะต้องหันหน้าสู้กันอย่างเดียว จึงจะเอาชนะกันได้"

ท่านเร่งภาวนามาก ใจดำริมาเป็นเวลาหลายอาทิตย์ว่า

“พระอริยเจ้าทำสำเร็จ เราทำไมไม่สำเร็จ ธรรมก็มีอยู่ในตัวเราแท้”

เดินวิปัสสนาควบคู่ไป เป็นการม้างกาย ที่ท่านเรียกว่า “ม้างกายที่ฉลาด ม้างกายด้วยไตรลักษณ์” พยายามประหารกิเลสให้สิ้นไป

ปัญญาพาค้นคว้า ดำเนินไป...จิตก็ตามไป หมุนเป็นเกลียวอย่างไม่หยุดยั้ง ลืมมืด ลืมแจ้ง ลืมวัน ลืมคืน

บางเวลาจิตก็ม้วนกลมลงสู่จิตเดิม จิตหด
แต่บางเวลาปัญญาหมุนติ้ว จิตเหินตามไป...
ที่สุดของจิตซึ่งท่านเคยคิดว่า อยู่แสนไกล ประดุจอยู่ปลายสุดสะพานรุ้ง ก็กลับเป็นดูใกล้...แทบจะเอื้อมมือถึงได้ บางเวลา เกิดปีติปลื้มคิดว่า นี่แหละ...นี่แหละ ถูกแล้ว...ใช่แล้ว

จิตกลับตกลงมาใหม่ เกิดสะดุดหยุดยั้งคิด เพียรซ้ำ เพียรซ้อน ล้มแล้วลุก...ลุกแล้วล้ม ล้มลุกคลุกคลานอยู่คนเดียว

“จิตที่ถูกทรมาน ลงแซ่กำราบมาอย่างหนัก สุดท้ายก็เหนื่อยอ่อน จิตวางจิตสงบ จิตไม่กำเริบ จิตคงที่ ไม่แปรไปตามสังขารจิต ไม่ขึ้นไม่ลง...จิตเกษม”

ราวกับว่า สุดสะพานรุ้งนั้น จะพุ่งไปสู่อวกาศอันเวิ้งว้าง
แล้วท่านก็ได้ลาจากบ้านกกกอกมาด้วยความระลึกถึงบุญคุณของสถานที่แห่งนี้เป็นที่สุด

จิตเคยว้าเหว่ บัดนี้จิตมีที่พึ่งแล้ว


ถึงแม้ว่าหลวงปู่จะเจริญด้วยวัยอันสูงยิ่ง และมีสภาพสังขารดังที่หลวงปู่บันทึกไว้ว่า

“...คำนวณชีวิตเห็นจะไม่ยั่งยืน ร่างกายบอกมาเช่นนั้น ทำให้เวียนศีรษะเรื่อย ๆ แต่มีติระวังอย่าให้ล้ม มีคนอื่นพยุงเมื่อ.... ”

และ

“....ธาตุขันธ์ทำให้วิงเวียนอยู่เรื่อย ๆ คอยแต่จะล้ม ต้องระวังหน้า ระวังหลัง..... ”

ท่านก็ยังมีเมตตาไปโปรดเยี่ยมลูกศิษย์ตามที่ต่าง ๆ บ่อยครั้ง โดยทุกครั้งจะไปวันละหลาย ๆ บ้าน และทุก ๆ บ้านท่านมักจะอบรมเทศน์เป็นเวลาครึ่งชั่วโมงเป็นอย่างน้อย

นึกถึงวัย นึกถึงสังขาร ผู้ที่มีอายุปานนั้นแล้ว ควรจะพักผ่อนได้แล้วแต่กลับมาเหน็ดเหนื่อยอย่างยิ่ง

ท่านไม่น่าจะปฏิบัติภารกิจเช่นนี้ได้ไหว แต่หลวงปู่ก็ยังคงมีเมตตาอยู่เช่นนั้นเสมอมา บำเพ็ญตนดุจเหล็กไหล ไปมาคล่องแคล่วว่องไวแทนที่ลูกศิษย์จะเป็นฝ่ายมากราบนมัสการเยี่ยมท่าน ท่านกลับไปเยี่ยมลูกศิษย์เสียเอง.....

เมื่อดูจากภายนอก ท่านเป็นเสมือนบุรุษเหล็ก แต่จากบันทึกที่ค้นพบปรากฏว่า องค์ท่านเองกลับเหน็ดเหนื่อยยิ่งนัก ดังที่ว่า

“....เราสละชีวิตให้ญาติโยมมาดูดกินเนื้อเลือดของเรา....”

มีอยู่หลายครั้งที่ท่านสารภาพว่า การเทศน์ก็ดี การอบรมก็ดี ดูดกินกำลังของท่านไปหมด จนแน่นหน้าอกแทบหายใจไม่ออก แต่ท่านก็อดทนทำ ด้วยว่าเป็นกิจของศาสนา....ตามที่ท่านว่า

จากหนังสือ จันทสาโรบูชา
(อ่านเพิ่มเติม http://www.dharma-gateway.com/monk/monk_biography/lp-louis/lp-louis-hist-index.htm)
หลวงปู่หลุย จันทสาโร
_/\_ _/\_ _/\_

==========

จากหนังสือ "กว่าจะได้ธรรมมาสอนโลก เอาชีวิตแลกธรรม" ของหลวงตามหาบัวค่ะ
มีเพิ่มเติมจากการเข้าไปค้นในเนื้อหาหนังสือตอนท้ายด้วยค่ะ


source: http://www.facebook.com/#!/notes/ying-nattakarn/ka-ca-d-hrrm-ma-sxn-lok-xea-chiwit-laek-hrrm-hlwng-pu-hluy/337465263866

Tuesday, March 2, 2010

ชีวิตนี้ของเราขอเป็นเหมือนดอกบัวบูชาพระฉะนั้นเถิด


อ่านเจอใน facebook กัลยาณมิตร ขอนำมาลงไว้ที่นี้ด้วยครับ


==========

จากหนังสือ “กว่าจะได้ธรรมมาสอนโลก เอาชีวิตแลกธรรมะ” ของหลวงตามหาบัว ค่ะ
รวบรวมธรรมอาจหาญของพระครูบาอาจารย์อริยสงฆ์28รุปค่ะ
ตอนที่คัดมาให้อ่านนี้เป็นของหลวงปู่เทสก์ค่ะ
อยากให้อ่านมากๆค่ะ

==========



ขณะท่านเดินธุดงค์ได้หลงป่าไปถึงยอดห้วยมันเป็นหน้าผา เจ้ากรรมเราเหยียบก้อนหินพลาดหกล้ม หินบาดพื้นเท้าแผลลึก พอดีจวนจะมืดอยู่แล้ว หยิบเอาผ้าอังสะมาพันแผล แล้วตัดสินใจปีนป่ายขึ้นตลิ่งชันๆต่อไป พักนอนตลอดคืนแต่นอนไม่หลับ กลดมุ้งกางไม่ได้ลมแรง

ทางพื้นดินนอกจากปลวกจะมารบกวนแล้ว เจ้ามดก็พากันแห่มารุมกินเลือดที่แผลและเหงื่อตามตัว

“ที่ตาต้องเอาผ้าพันไว้ มิฉะนั้นมันจะมารุมกินน้ำตาเรา”

เราทนกัดฟันฝืนเดินฝ่าก้อนกรวดหินลูกรังกลางโคก ทั้งๆที่เจ็บเท้าแทบจะไม่รอด เดินไปกว่าจะถึงหมู่บ้านก็ราวสามโมงเช้า คิดจะขอข้าวเขาฉันตรงๆก็กลัวจะเป็นโทษ จึงพูดเป็นอุบายว่า พวกเรายังไม่ได้ฉันข้าวเลย แล้วก็เจ็บแผลที่เท้า จะไปบิณฑบาตก็ไม่ได้ ท่านอ่อนสีเพื่อนคู่ทุกข์ก็เป็นลมหน้ามืด ลุกไม่ขึ้น เขาบอกว่าจะได้ฉันข้าว คอยเขาเอาข้าวมาให้ฉันก็เงียบหาย ความหิวความเพลียก็ประดังเข้ามา ดีที่มียาแก้ลมติดถุงย่ามไปด้วย ช่วยพยาบาลท่านอ่อนสี

กว่าจะลุกขึ้นได้ก็สายร่วมสิบโมงเช้า ถามเด็กสองคนที่เฝ้าบ้านอยู่ก้ได้ความว่า ผู้ใหญ่เข้าป่าไปหากินกันหมด จึงขอแลกข้าวด้วยไม้ขีดไฟ เพราะสมบัติอะไรเราก็ไม่มี ยังเหลือแต่ไม้ขีดไฟคนละสองกล่องแลกข้าวเหนียวได้สองกระติบ น้ำพริกถั่วเน่าสองจาน กับต้มผักชะอมสองมัดพากันฉันอย่างเอร็ดอร่อยนี่กระไร

พอฉันเสร็จแล้ว เท้าเรายิ่งเจ็บใหญ่ เจ็บเอาจนเนื้อแข็งเต้นเลย เราพากันทนทรมานอยู่ที่นั่น จนตะวันบ่ายสอมโมงเศษจึงได้พากันเดินเขยกๆไปอีกราวสามกิโลเมตร
เมื่อแยกจากท่านอ่อนสีแล้ว คืนวันหนึ่งเราได้ยินเสียงเสือร้อง เรากลัวจนตัวสั่นสะท้าน นอนไม่ได้เหมือนกับเป็นไข้จับสั่น เหงื่อเปียกโชกเกือบทั้งตัว เราได้ลุกขึ้นตั้งสติ กำหนดจิตให้อยู่นิ่งในอารมณ์เดียว ยอมสละชีวิตว่า

“เรายอมสละความตายแล้วมิใช่หรือจึงได้มาอยู่ ณ ที่นี้ เสือกับคนก็เป็นก้อนธาตุมิใช่หรือ ตายแล้วก็มีสภาพเช่นเดียวกัน แล้วใครกินใคร ใครเป็นผู้ตายและใครเป็นผู้ไม่ตาย ทำให้ใจเราวิเวกมาก แม้ชีวิตของเราจะแตกดับเพราะการภาวนา เราก็จะยอมทุกๆวิถีทาง ชีวิตนี้ของเราขอเป็นเหมือนดอกบัวบูชาพระฉะนั้นเถิด”

เมื่อยอมสละด้วยพิจารณาด้วยความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว อยู่นั้น เสียงเสือก็ไม่ได้ยิน ภายหลังเมื่อได้ยินเสียงของมัน ใจก็เฉยๆเห้นเป็นลมกระทบวัตถุอันหนึ่งแล้วมันก็เกิดเสียงออกมานั้น แล้วเราก็ทำความเพียรตามที่เราได้ตั้งปณิธานไว้ตลอดพรรษา ทรมานตนด้วย การอดอาหารอยู่ห้าวัน เราได้มีโอกาสประกอบความเพียรอยู่อย่างสม่ำเสมอ ความรู้และอุบายต่างๆที่เป็นของเฉพาะตัวย่อมเกิดมีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ เราไม่ต้องนั่งหลับตาภาวนาละ แม้จะนั่งอยู่ ณ สถานที่ใด เวลาไหน มันเป็นภาวนาในตัวตลอดกาล พิจารณาตนและคนอื่นตลอดถึงทิวทัศน์ มันให้เกิดอุบายเป็นธรรมไปทั้งนั้น
อติฏารมณ์ไม่ว่าจะเป็นส่วนอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ก็ตามสัญญาเก่า มันนำหยิบยกขึ้นมาให้ดูล้วนแล้วแต่เป็นไปได้เพื่อธรรมสังเวชทั้งสิ้น

“ครั้งหนึ่ง เราอาพาธอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช ตอนแรกเป็นไข้หวัดประสมกับหลอดลมอักเสบ เมื่อฉายเอกซเรย์ดูก็พบว่า น้ำท่วมปอด มีพยาธิสภาพเล็กน้อย หมอได้ดูดน้ำเอาออกจากช่องปอดเป็นจำนวนมาก อาทิตย์ที่สองเริ่มแพ้ยาและมีอาการอย่างอื่นแทรกขึ้นมา ทำให้อาการทรุดลงจนลมอ่อน หมอได้มาดูดน้ำออกจากช้องปอดอีกเป็นจำนวนมาก บางคนทายว่าเราไม่เกินห้าวันต้องตายแน่ หมอให้เราได้กลับยิ่งเร็วเท่าไร ยิ่งเป็นการดี

เราแปลกใจและดีใจที่จะได้กลับวัด เพราะคิดว่าถึงจะตายก็ขอให้ได้ไปตายที่วัดเราดีกว่า และสมแก่สมณสารูป

ตอนนี้เราเห็นโทษและเบื่อหน่ายในร่างกายมาก เพราะกายก้อนนี้แท้ๆจึงทำให้เราเกิดโรคเป็นทุกข์แก่ตนเองและผู้อื่นด้วย เราจึงได้เตรียมตัวตายทันที และยอมเสียสละตายแล้วมิใช่หรือ แล้วบอกกับตัวเองว่า ร่างกายและโรคภัยของเจ้า จงมอบให้เป็นธุระของหมอเสีย จงเตรียมตายสำรวมจิตตั้งสติให้แข็งแกร่ง ความรู้สึกของเราที่ยอมสละเรื่องต่างๆ แล้วเข้ามาสงบอยู่ในปัจจุบันธรรม จนไม่มีความรู้สึกว่าเวลาไหนเป็นเวลากลางวัน เวลาไหนเป็นเวลากลางคืน มีแต่ความสว่างจ้าของจิต แล้วสงบอยู่เฉพาะตนคนเดียว”

จากหนังสือ อัตตโนประวัติ พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (หน้า87-89,96,144)
_/\_ _/\_ _/\_

=========

source: http://www.facebook.com/notes/ying-nattakarn/ka-ca-d-hrrm-ma-sxn-lok-xea-chiwit-laek-hrrm/334695548866

สังฆานุสสติ