Thursday, August 27, 2009

พุทโธแปลว่าจั๋งได๋?

(ขอบคุณภาพจาก http://www.dhammajak.net)


อ่านเจอจากหนังสือ "เสาเหล็กแห่งกรรมฐาน หลวงพ่อเสาร์ กนฺตสีโล"

มีช่วงหนึ่งหลวงพ่อพุธ ฐานิโย ได้เล่าถึงคำสอนของหลวงปู่เสาร์ขณะสอนญาติโยมที่มาถามธรรมะ อ่านแล้วชอบตอนนี้ นำมาแบ่งปันให้เพื่อน ๆ อ่านกันครับ


...........


เวลาท่านสอนสมาธิ ถ้ามีใครถามว่า (ส่วนใหญ่คนอีสานก็ถามแบบภาษาอีสาน)


"อยากปฎิบัติสมาธิ เฮ็ดจั๋งได๋ญ่าท่าน"


หลวงปู่เสาร์ตอบว่า ....."พุทโธสิ"


"ภาวนาพุทโธแล้วมันจะได้อีหยังขึ้นมา?"


"อย่าถาม"


"พุธโธแปลว่าจั๋งได๋?"


"ถามไปหาสิแตกอีหยัง ยั้งว่าให้ภาวนา พุทโธ ข้าเจ้าให้พูดแค่นี้"


แล้วก็ไม่มีคำอธิบาย...


......


^^

Sunday, August 23, 2009

28 พระอรหันต์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์...

Rating:★★★★★
Category:Books
Genre: Religion & Spirituality
Author:วัดอโศการาม



หนังสือ ๒๘ พระอรหันต์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระธุตังคเจดีย์ วัดอโศการาม

จัดเป็นธรรมบรรณาการ เนื่องในงานบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ (ท่านพ่อลี ธมฺมธโร)
ครบรอบวันมรณภาพปีที่ ๔๘ เมื่อ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๒
วัดอโศการาม ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ

..........


"...สมบัติอะไรก็ตามภายในโลกนี้สู้ธรรมสมบัติภายในใจไม่ได้ สมบัติภายในใจเลิศเลอสุดยอด ขอเพียงให้ใจกับธรรมได้สัมผัสกัน มันจะแสดงฤทธิ์เดชเป็นที่อัศจรรย์

เมื่อ "หัวใจได้ความสง่างาม" แล้ว จะอยู่ใต้ร่มไม้ร่มใด ภูเขาลูกใด ถ้ำหรือเงือมผาแห่งใด สถานที่แห่งนั้นย่อมพลอยสง่างามไปด้วย

"สติ" นี่เองเป็นกุญแจดอกสำคัญ ไขไปสู่ประตูพระไตรปิฎกภายใน เพื่อเปิดเข้าไปสู่ประตูแห่งพระนิพพาน..."


ส่วนหนึ่งจากคำปรารภหนังสือ ๒๘ พระอรหันต์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยพระอาจารย์หลวงตามหาบัว


..........



ขอบคุณวัดป่าภูผาสูง http://www.pupasoong.com/ สำหรับ source pdf ด้วยครับ -/\- -/\- -/\-



Sunday, August 16, 2009

ผมรู้สึกท้อแท้ครับอาจารย์....

  

 “อาจารย์ครับ ผมก็ปฏิบัติธรรมมานานแล้ว ทำไมผมรู้สึกไม่ก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมเลย

ผมรู้สึกท้อแท้ครับอาจารย์”
    

..........



    “ก่อนที่ครูจะสอนเธอต่อไป ในความคิดของเธอ เธอคิดว่าการปฏิบัติธรรมนี้เปรียบเสมือนการกระทำอะไร ดังต่อไปนี้ ?”
    


    เสมือนการเรียนในโรงเรียน

    เสมือนการรักษาโรคทางใจ

    เสมือนการสั่งสมบุญ

    เสมือนการได้พักใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ หรือศาลาริมทาง

    เสมือนการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางที่ตั้งใจไว้
    


..........




สิ่งแรกที่เธอทำผิดในการปฏิบัติธรรมก็คือการที่เธอตั้งความหวังในการปฏิบัติธรรม
จิตใจของเธอเต็มไปด้วยความปรารถนาอันเร่าร้อน อันเป็นตัณหาที่คอยขัดขวางการปฏิบัติอันเป็นสภาวธรรมที่เธอยังไม่เข้าใจ
และอาจารย์จะเทียบกับสภาพต่างๆที่เธออาจตั้งความหวังเอาไว้ในใจ คือ
ถ้าเธอเปรียบการปฏิบัติธรรม เสมือนสิ่งต่อไปนี้คือ



"การเรียนในโรงเรียน"
เธอจะคิดว่าฉันต้องการเรียนให้ได้คะแนนสูงๆ เกรดดีๆ กว่าใครๆ
อยากได้เกรดเอทุกวิชา
เธออยากจบไวๆ อยากบรรลุธรรมไวๆ
เธอจะมีแต่ความโลภ ความเร่าร้อน
นี่คือโทษของการคิดแบบนี้

    

"ถ้าเธอมองว่าเป็นยารักษาโรคทางใจ"
เธอจะเฝ้าเพียรถามหมอว่าเมื่อไหร่โรคจะหายเสียที
ฉันเสียเงิน เสียเวลามามากแล้วนะ
 เธอจะมีแต่ความโกรธ
นี่คือโทษของการคิดแบบนี้

    

"เสมือนการสั่งสมบุญ"
 เธอจะมีเวลาให้การปฏิบัติน้อย แต่มุ่งแต่จะสั่งสมบุญเพื่อเป็นเสบียงเพื่อเดินทางในภพหน้า เพราะมิใช่เป้าหมายที่เธอหวัง
นี่คือโทษของการคิดแบบนี้

    

"เสมือนการได้หยุดพักใต้ร่มเงาไม้ใหญ่หรือศาลาริมทาง"
 เธอจะพอใจที่จะพักใจคลายทุกข์ชั่วคราวแล้วก็จากไป
หรือเธออาจจะภูมิใจในความสุขอันเนื่องจากสมาธิ
จะทำให้เธอไม่ก้าวหน้าในการเจริญปัญญา
เพราะความหลงเพลินในสมาธิสุขทำให้เธอเสียเวลาจากการหยุดพัก
 และเธอก็อาจไม่อยากเดินทางต่อไปเพื่อไปสู่จุดหมายปลายทาง
เพราะคิดว่าสิ่งนี้เป็นเป้าหมายของตนในการปฏิบัติธรรม
นี่คือโทษของการคิดแบบนี้

    

"เสมือนการเดินทางอันเร่งรีบเพื่อไปยังจุดหมายปลายทางที่ตั้งใจไว้"
 เธอจะจ้องแต่เป้าหมายด้วยจิตใจที่รุ่มร้อน อยากให้ถึงเส้นชัยเร็วๆ
เธอจะไม่ใช้ชีวิตในปัจจุบัน
เธอจะขาดสติ
นี่คือโทษของความคิดแบบนี้”


    

..........



    “แล้วผมควรคิดอย่างไรดีครับ?”
ลูกศิษย์ใจร้อนถาม

  

..........



    “เธอควรคิดว่า
ธรรมะนี้คือการมีชีวิตเพื่อที่จะเรียนรู้ความจริงของชีวิต
มีชีวิตเพื่อที่จะมีชีวิต
มีเพียงขณะปัจจุบันเท่านั้นที่เราจะใช้เพื่อเรียนรู้กายและใจ
เราเป็นเพียงผู้เรียนรู้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงในปัจจุบัน
ไม่เร่งรีบ ไม่มุ่งหวัง ไม่ตั้งความปรารถนาใดๆให้ใจเราเร่าร้อน
 แต่ก็เต็มไปด้วยความสนุกสนานที่จะได้เรียนรู้

เธอจะเห็นการทำงานของใจที่ทำงานทางกายเช่นทางตา ทางหู และทางความคิด ไม่ว่าจะดีหรือร้ายพอใจหรือไม่พอใจ
เมื่อเราได้เรียนรู้เราจะได้สติขึ้นมาในปัจจุบันขณะนั้นเอง
เราจะเห็นว่าทุกอย่างล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ตั้งอยู่ไม่ได้
สิ่งหนึ่งเกิดขึ้น สิ่งหนึ่งก็แตกสลายแปรเปลี่ยนสภาพไป
ตัวเราที่จริงแท้ไม่มีอยู่จริง
ใจเธอก็จะคลายความยึดติด และใจก็จะค่อยๆเบาขึ้น"

    

..........



    ถ้าเปรียบแล้วธรรมะคงเสมือนลมหายใจของเธอ ที่มีติดตัวเธอมาตั้งแต่เกิดทีเดียว
เธอจะขาดเขาไม่ได้ และเขาจะอยู่กับเธอจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

ลมหายใจนี้มีอยู่และเป็นจริงในปัจจุบันนี้เท่านั้น  เป็นเรื่องแปลกที่เธอสัมผัสได้จริง
 เพราะว่าไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับลมหายใจอยู่เลยในอดีต
และไม่มีความคาดหวังลมหายใจในอนาคต

ไม่ว่าเธอจะสนใจเขาหรือไม่ เขาก็จะอยู่กับเธอ เป็นเพื่อนเธอตลอดเวลา
เพียงแต่เธอใส่ใจกับเขา เรียนรู้ที่จะมีสติระลึกถึงเขาเสมอๆ

    
    หายใจเข้าเพื่อรู้สึกถึงความเย็นและการเคลื่อนไหว
หายใจออกเพื่อระลึกถึงความอบอุ่นและผ่อนคลาย
ไม่รีบร้อนและไม่ต้องรู้ให้ตลอดเวลา รู้บ้างเป็นบางครั้งเผลอบ้างเป็นส่วนใหญ่
ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอมีชีวิตในปัจจุบัน

เธอไม่มุ่งหวังอนาคตที่ยังมาไม่ถึง
ไม่อาลัยอดีตที่ล่วงไปแล้ว
และเขาจะทำให้เธอกลับมารู้กายและใจในปัจจุบัน

    

..........



    เธอย่อมไม่ทวงถามเขาว่าเมื่อไหร่....
ฉันจึงจะจบหลักสูตรการปฏิบัติธรรมเสียทีอย่างเนรคุณ
เพราะไม่ว่าอย่างไร เธอก็ยังต้องหายใจอยู่ตลอดชีวิต

    

    เธอย่อมไม่ทวงถามว่าเมื่อไหร่....
ฉันจะหายจากโรคทางใจเสียที
เพราะเขาจะยังอยู่เป็นเพื่อนเธอต่อไป
แม้เธอจะหายจากโรคคือกิเลสและความทุกข์ อย่างไรเธอก็ยังต้องอยู่กับการปฏิบัติธรรมตลอดไป


    

    เธอย่อมไม่มัวหลงในบุญที่สุด
เพราะการกำหนดลมหายใจนี้เลยขั้นทานและศีลแต่เลยไปถึงขั้นภาวนา
เธอย่อมได้รับผลบุญอันคือความปีติในปัจจุบันนี่เอง

    

    เพราะการกำหนดลมหายใจจะพาเธอสู่การปฏิบัติที่ลัดสั้นที่สุดอยู่แล้ว
เธอไม่ต้องกลัวว่าวิถีทางนี้จะเนิ่นช้าแต่อย่างไร


..........



ถ้าจะสรุปสั้นๆให้จำง่ายๆ ก็คือ
ธรรมะเสมือนลมหายใจของเรา


การปฏิบัติธรรมก็คือ
การมีชีวิตที่จะเรียนรู้กายและใจ เสมือนการหายใจอยู่ในปัจจุบันนั่นเอง

    

    เธออาจคิดว่าสิ่งนี้ยากเกินไปที่จะทำได้ อยากถามว่า

เธอเสียลมหายใจไปเท่าไหร่แล้วในชาตินี้
และเสียมาแล้วกี่ชาติ

ทำไมเธอไม่สำนึกถึงคุณค่าของเขา
เรียนรู้และมีสติกับเขาเพื่อที่เขาจะได้เป็นเพื่อนที่ดีกับเธอไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต”

    

..........



    “ครับอาจารย์"


ลูกศิษย์จ้องมองใบหน้าของอาจารย์
ดวงตาฉายแววนักสู้ อิ่มเอิบด้วยกำลังใจ ก่อนเดินจากไปด้วยกิริยานอบน้อม


"ผมจะจำคำสอนของอาจารย์ไว้”

    
    “ธรรมะเสมือนลมหายใจของเรา
การปฏิบัติธรรมก็คือ การหายใจอยู่ในปัจจุบัน”



==========
   
ขอบคุณ "ธรรมะใกล้ตัว" สำหรับบทความดี ๆ ครับ
คัดลอกมาจากธรรมะใกล้ตัวฉบับที่ 73 คอลัมภ์ นิยาย / เรื่องสั้นอิงธรรมะ
ชื่อตอน "ธรรมะ เสมือนลมหายใจ" โดย ท.พ.วิรัช วโนทยาพิทักษ์ (อิกคิว)

อนุโมทนาทุกท่านด้วยครับ -/\- -/\- -/\-
 

Sunday, August 9, 2009

พระธรรมเทศนา ศาลาลุงชิน

Rating:★★★★★
Category:Books
Genre: Religion & Spirituality
Author:หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช


หนังสือประมวลพระธรรมเทศนา ศาลาลุงชิน รวบรวมจัดทำโดยกลุ่ม wimutti

รวบรวมคำสอนของหลวงพ่อปราโมทย์ ณ ศาลาลุงชิน

ครั้งที่ 1: 21 พค 2549
ครั้งที่ 3: 16 กค 2549
ครั้งที่ 8: 21 มค 2550

มาอยู่ในเล่มเดียวกันครับ

อนุโมทนา อ.อ้อม ผู้จัดทำหนังสือฉบับ e-book ให้เปิดอ่านกันได้จากทางหน้าคอมพิวเตอร์เลยครับ -/\-




Friday, August 7, 2009

พยากรณ์การบรรลุอรหัตในสำนักของเราด้วยมรรค ๔; มรรค ๔ เป็นไฉน?





 [๑๖๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ปฏิปทา ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน
คือ

ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ปฏิบัติลำบากทั้งรู้ได้ช้า ๑
ทุกขาปฏิปทาขิปปา
ภิญญา ปฏิบัติลำบากแต่รู้ได้เร็ว ๑
สุขาปฏิปทาทันธาภิญญา ปฏิบัติสะดวก
แต่รู้ได้ช้า ๑
สุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ปฏิบัติสะดวกทั้งรู้ได้เร็ว ๑

ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย ปฏิปทา ๔ ประการนี้แล ฯ

=====

             [๑๖๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ปฏิปทา ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน
คือ

ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ๑
ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ๑
สุขาปฏิปทา
ทันธาภิญญา ๑
สุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็ทุกขาปฏิปทา
ทันธาภิญญาเป็นไฉน

บุคคลบางคนในโลกนี้ โดยปรกติเป็นคนมีราคะกล้า

ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่ราคะเนืองๆ บ้าง

โดยปรกติเป็นคนมีโทสะกล้า

ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่โทสะเนืองๆ บ้าง

โดยปรกติเป็นคนมี
โมหะกล้า
ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่โมหะเนืองๆ บ้าง

อินทรีย์ ๕
ประการนี้ คือ
สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์
ของเขาปรากฏว่าอ่อน
เขาย่อมบรรลุคุณวิเศษเพื่อความสิ้นอาสวะได้ช้า เพราะ
อินทรีย์ ๕ เหล่านี้อ่อน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
 นี้เรียกว่าทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ฯ


=====

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญาเป็นไฉน

บุคคลบางคน
ในโลกนี้ โดยปรกติเป็นผู้มีราคะกล้า
ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่ราคะ
เนืองๆ บ้าง

โดยปรกติเป็นผู้มีโทสะกล้า
ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่
โทสะเนืองๆ บ้าง

โดยปรกติเป็นผู้มีโมหะกล้า
ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิด
แต่โมหะเนืองๆ บ้าง

อินทรีย์ ๕ ประการนี้ คือ สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์
ของเขาปรากฏว่าแก่กล้า
เขาย่อมบรรลุคุณวิเศษเพื่อความสิ้นอาสวะเร็วพลัน
เพราะอินทรีย์ ๕ ประการนี้แก่กล้า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
นี้เรียกว่า ทุกขาปฏิปทา
ขิปปาภิญญา ฯ

======

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็สุขาปฏิปทาทันธาภิญญาเป็นไฉน

บุคคลบางคนใน
โลกนี้ โดยปรกติไม่เป็นคนมีราคะกล้า
ย่อมไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่
ราคะเนืองๆ บ้าง

โดยปรกติไม่เป็นผู้มีโทสะกล้า
ย่อมไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัส
อันเกิดแต่โทสะเนืองๆ บ้าง

โดยปรกติไม่เป็นผู้มีโมหะกล้า
ย่อมไม่ได้เสวยทุกข์
โทมนัสอันเกิดแต่โมหะเนืองๆ บ้าง

อินทรีย์ ๕ ประการนี้ คือ สัทธินทรีย์
ฯลฯ ปัญญินทรีย์ ของเขาปรากฏว่าอ่อน
เขาย่อมได้บรรลุคุณวิเศษเพื่อความ
สิ้นอาสวะช้า เพราะอินทรีย์ ๕ ประการนี้อ่อน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
นี้เรียกว่า
สุขาปฏิปทาทันธาภิญญา ฯ

=====

 ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็สุขาปฏิปทาขิปปาภิญญาเป็นไฉน

บุคคลบางคน
ในโลกนี้ โดยปรกติไม่เป็นผู้มีราคะกล้า
ไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่ราคะ
เนืองๆ บ้าง

โดยปรกติเป็นผู้ไม่มีโทสะกล้า
ไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่
โทสะเนืองๆ บ้าง

โดยปรกติเป็นผู้ไม่มีโมหะกล้า
ไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัสอัน
เกิดแต่โมหะเนืองๆ บ้าง

อินทรีย์ ๕ ประการนี้ คือ สัทธินทรีย์ ฯลฯ
ปัญญินทรีย์ ของเขาปรากฏว่าแก่กล้า
เขาย่อมบรรลุคุณวิเศษเพื่อความสิ้นอาสวะ
ได้ฉับพลัน เพราะอินทรีย์ ๕ ประการนี้แก่กล้า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
นี้เรียกว่า
สุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิปทา ๔ ประการนี้แล ฯ


======

[๑๖๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ปฏิปทา ๔ ประการนี้แล ๔ ประการ
เป็นไฉน คือ

ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ๑
ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ๑

สุขาปฏิปทาทันธาภิญญา ๑
สุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ๑ ฯ


  ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญาเป็นไฉน

ภิกษุในธรรม
วินัยนี้
พิจารณาเห็นในกายว่าไม่งาม
มีความสำคัญในอาหารว่าเป็นของปฏิกูล

มีความสำคัญในโลกทั้งปวงว่าไม่น่ายินดี
พิจารณาเห็นในสังขารทั้งปวงว่าไม่เที่ยง

อนึ่ง มรณสัญญาของเธอตั้งอยู่ดีแล้วในภายใน

เธอเข้าไปอาศัยธรรมอันเป็นกำลัง
ของพระเสขะ ๕ ประการนี้ คือ
สัทธา หิริ โอตัปปะ วิริยะ ปัญญา


อินทรีย์ ๕ ประการนี้ คือ
สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ ของเธอปรากฏว่าอ่อน

เธอได้บรรลุคุณวิเศษเพื่อความสิ้นอาสวะช้า เพราะอินทรีย์ ๕ ประการนี้อ่อน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
นี้เรียกว่า ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ฯ


=====

 ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญาเป็นไฉน

 ภิกษุในธรรม
วินัยนี้ พิจารณาเห็นในกายว่าไม่งาม ...

แต่อินทรีย์ ๕ ประการนี้ คือ

สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ ของเธอปรากฏว่าแก่กล้า
เธอย่อมได้บรรลุคุณวิเศษ
เพื่อความสิ้นอาสวะเร็วพลัน เพราะอินทรีย์ ๕ ประการนี้แก่กล้า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย

นี้เรียกว่า ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ฯ

=====

 ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็สุขาปฏิปทาทันธาภิญญาเป็นไฉน

ภิกษุในธรรม
วินัยนี้
สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม

บรรลุปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติ
และสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่

บรรลุทุติยฌานมีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน
เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ไม่มีวิตกวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขอันเกิด
แต่สมาธิอยู่
เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติ
สิ้นไป

บรรลุตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า
ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มี
อุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข ดังนี้

บรรลุจตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข

เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้
มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติ
บริสุทธิ์อยู่

เธออาศัยธรรมอันเป็นกำลังของพระเสขะ ๕ ประการนี้ คือ
สัทธา
หิริ โอตัปปะ วิริยะ ปัญญาอยู่
อินทรีย์ ๕ ประการนี้ คือ สัทธินทรีย์ ฯลฯ
ปัญญินทรีย์ ของเธอปรากฏว่าอ่อน
เธอบรรลุคุณวิเศษเพื่อความสิ้นอาสวะช้า
เพราะอินทรีย์ ๕ ประการนี้อ่อน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
นี้เรียกว่า สุขาปฏิปทา
ทันธาภิญญา ฯ

=====

 ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็สุขาปฏิปทาขิปปาภิญญาเป็นไฉน

ภิกษุในธรรม
วินัยนี้
สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ บรรลุทุติยฌาน ฯลฯ
บรรลุ
ตติยฌาน ฯลฯ บรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ

เธออาศัยธรรมอันเป็นกำลังของพระเสขะ
๕ ประการนี้ คือ
สัทธา หิริ โอตัปปะ วิริยะ ปัญญา
ทั้งอินทรีย์ ๕ ประการนี้
คือ สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ ของเธอปรากฏว่าแก่กล้า
เธอย่อมได้บรรลุ
คุณวิเศษเพื่อความสิ้นอาสวะเร็วพลัน เพราะอินทรีย์ ๕ ประการนี้แก่กล้า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
นี้เรียกว่า สุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ปฏิปทา ๔ ประการนี้แล ฯ

======

[๑๖๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ปฏิปทา ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน
คือ

การปฏิบัติไม่อดทน ๑
การปฏิบัติอดทน ๑
การปฏิบัติข่มใจ ๑
การปฏิบัติ
ระงับ ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็การปฏิบัติไม่อดทนเป็นไฉน

บุคคลบางคนใน
โลกนี้
เขาด่า ย่อมด่าตอบ
เขาขึ้งโกรธ ย่อมขึ้งโกรธตอบ
เขาทุ่มเถียง ย่อม
ทุ่มเถียงตอบ

นี้เรียกว่าการปฏิบัติไม่อดทน ฯ


======

    ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็การปฏิบัติอดทนเป็นไฉน

บุคคลบางคนในโลกนี้

เขาด่า ไม่ด่าตอบ
เขาขึ้งโกรธ ไม่ขึ้งโกรธตอบ
เขาทุ่มเถียง ไม่ทุ่มเถียงตอบ


นี้เรียกว่าการปฏิบัติอดทน ฯ

======

 ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็การปฏิบัติข่มใจเป็นไฉน

ภิกษุในธรรมวินัยนี้

เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ไม่ถือโดยนิมิต ไม่ถือโดยอนุพยัญชนะ
ย่อมปฏิบัติเพื่อ
สำรวมจักขุนทรีย์ที่เมื่อไม่สำรวมแล้วจะพึงเป็นเหตุให้ธรรมอันเป็นบาปอกุศล คือ อภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้
ย่อมรักษาจักขุนทรีย์ ย่อมถึงความสำรวม
ในจักขุนทรีย์

ฟังเสียงด้วยหู ...
ดมกลิ่นด้วยจมูก ...
ลิ้มรสด้วยลิ้น ...

ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ...
รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจ

แล้วเป็นผู้ไม่ถือโดยนิมิต
ไม่ถือโดยอนุพยัญชนะ ย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมมนินทรีย์ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะพึงเป็นเหตุให้ธรรมอันเป็นบาปอกุศล คือ อภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้

ย่อม
รักษามนินทรีย์
ย่อมถึงความสำรวมในมนินทรีย์

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า

การปฏิบัติข่มใจ ฯ

======

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็การปฏิบัติระงับเป็นไฉน

ภิกษุในธรรมวินัยนี้

ย่อมไม่รับรอง ย่อมละ ย่อมบรรเทาซึ่งกามวิตกที่เกิดขึ้นแล้วให้ระงับไป กระทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มี ย่อมไม่รับรอง ย่อมละ ย่อมบรรเทาซึ่ง

พยาบาทวิตก ...
วิหิงสาวิตก ...

ย่อมไม่รับรอง ย่อมละ ย่อมบรรเทาซึ่งธรรม
อันเป็นบาปอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ๆ ให้ระงับไป กระทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มี

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
นี้เรียกว่าการปฏิบัติระงับ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ปฏิปทา ๔
ประการนี้แล ฯ

======

 [๑๖๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ปฏิปทา ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน
คือ

การปฏิบัติไม่อดทน ๑
การปฏิบัติอดทน ๑
การปฏิบัติข่มใจ ๑
การปฏิบัติ
ระงับ ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
 ก็การปฏิบัติไม่อดทนเป็นไฉน

บุคคลบางคนในโลกนี้

เป็นผู้ไม่อดทนต่อหนาว ร้อน หิว ระหาย
ต่อสัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม
แดดและสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย
ต่อถ้อยคำอันหยาบคาย ร้ายแรง
เป็นผู้ไม่
อดทนต่อทุกขเวทนาทางกายอันเกิดขึ้นแล้ว กล้าแข็ง เผ็ดร้อน ไม่น่าชื่นใจ
ไม่น่าพอใจ อาจปลงชีวิตเสียได้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
นี้เรียกว่า การปฏิบัติ
ไม่อดทน ฯ

======

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็การปฏิบัติอดทนเป็นไฉน

บุคคลบางคนในโลกนี้

เป็นผู้อดทนต่อหนาว ร้อน ฯลฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
นี้เรียกว่าการปฏิบัติ
อดทน ฯ

======

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็การปฏิบัติข่มใจเป็นไฉน

ภิกษุในธรรมวินัยนี้


เห็นรูปด้วยจักษุ ...
ฟังเสียงด้วยหู ...
สูดกลิ่นด้วยจมูก ...
ลิ้มรสด้วยลิ้น ...
ถูกต้องโผฏฐัพพะ
ด้วยกาย ...
รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว

เป็นผู้ไม่ถือโดยนิมิต ไม่ถือโดย
อนุพยัญชนะ ย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมมนินทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะพึงเป็นเหตุให้ธรรมอันเป็นบาปอกุศล คือ อภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้

ย่อมรักษา
มนินทรีย์ ย่อมถึงความสำรวมในมนินทรีย์

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
นี้เรียกว่า
การปฏิบัติข่มใจ ฯ

======

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็การปฏิบัติระงับเป็นไฉน

ภิกษุในธรรมวินัยนี้

ย่อมไม่รับรอง ย่อมละ ย่อมบรรเทาซึ่งกามวิตกที่เกิดขึ้นแล้วให้ระงับไป กระทำ
ให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มี
ย่อมไม่รับรอง ย่อมละ ย่อมบรรเทาซึ่ง

พยาบาทวิตก
...
วิหิงสาวิตก ...

ธรรมอันเป็นบาปอกุศล ที่เกิดขึ้นแล้วๆ ให้ระงับไป
กระทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มี

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
นี้เรียกว่าการปฏิบัติระงับ


ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิปทา ๔ ประการนี้แล ฯ

======

 [๑๖๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ปฏิปทา ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน
คือ

ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ๑
ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ๑
สุขาปฏิปทา
ทันธาภิญญา ๑
สุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ในปฏิปทา
๔ ประการนั้น

ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา
บัณฑิตกล่าวว่า เลวโดยส่วนทั้งสอง
ทีเดียว คือ

กล่าวว่าเลวแม้ด้วยการปฏิบัติลำบาก
กล่าวว่าเลวแม้ด้วยการรู้ช้า


ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ปฏิปทานี้บัณฑิตกล่าวว่าเลวโดยส่วนทั้งสองทีเดียว

ทุกขา
ปฏิปทาขิปปาภิญญา
บัณฑิตกล่าวว่าเลวเพราะปฏิบัติลำบาก

สุขาปฏิปทาทันธา
ภิญญา
บัณฑิตกล่าวว่าเลวเพราะรู้ได้ช้า

สุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา

บัณฑิตกล่าว
ว่าประณีตโดยส่วนทั้งสองทีเดียว

คือ กล่าวว่าประณีตแม้ด้วยการปฏิบัติสะดวก

กล่าวว่าประณีตแม้ด้วยการรู้ได้เร็ว

 ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ปฏิปทานี้บัณฑิตกล่าวว่า
ประณีตโดยส่วนทั้งสองทีเดียว

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิปทา ๔ ประการนี้แล ฯ


======

             [๑๖๗] ครั้งนั้นแล ท่านพระสารีบุตรเข้าไปหาท่านพระมหาโมคคัลลานะ
ถึงที่อยู่ ได้ปราศรัยกับท่านพระมหาโมคคัลลานะ ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้
ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง

ครั้นแล้ว ท่านพระสารีบุตร
ได้ถามท่านพระมหาโมคคัลลานะว่า

"ดูกรท่านผู้มีอายุโมคคัลลานะ ปฏิปทา ๔

ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน คือ ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ๑ ทุกขาปฏิปทา
ขิปปาภิญญา ๑ สุขาปฏิปทาทันธาภิญญา ๑ สุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ๑ ดูกร
ท่านผู้มีอายุ ปฏิปทา ๔ ประการนี้แล บรรดาปฏิปทา ๔ ประการนี้ จิตของท่าน
หลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน เพราะอาศัยปฏิปทา
ข้อไหน"

 ท่านพระมหาโมคคัลลานะตอบว่า

"ดูกรท่านผู้มีอายุสารีบุตร ปฏิปทา ๔

ประการนี้ ฯลฯ บรรดาปฏิปทา ๔ ประการนี้ จิตของผมหลุดพ้นแล้วจากอาสวะ
ทั้งหลาย ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน เพราะอาศัยทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ฯ (*ปฎิบัติลำบากแต่รู้ได้เร็ว) "

======

             [๑๖๘] ครั้งนั้นแล ท่านพระมหาโมคคัลลานะเข้าไปหาท่านพระสารีบุตร
ถึงที่อยู่ ได้ปราศรัยกับท่านพระสารีบุตร ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกัน
ไปแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

ครั้นแล้วได้ถามท่านพระสารีบุตรว่า

"ดูกร
ท่านผู้มีอายุสารีบุตร ปฏิปทา ๔ ประการนี้ ... ดูกรท่านผู้มีอายุ บรรดา
ปฏิปทา ๔ ประการนี้ จิตของท่านหลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย ไม่ถือมั่น
ด้วยอุปาทาน เพราะอาศัยปฏิปทาข้อไหน"

 ท่านพระสารีบุตรตอบว่า

"ดูกรท่านผู้มี
อายุโมคคัลลานะ ปฏิปทา ๔ ประการนี้ ... ดูกรท่านผู้มีอายุ บรรดาปฏิปทา
๔ ประการนี้ จิตของผมหลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน
เพราะอาศัยสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ฯ (*ปฎิบัติสะดวกทั้งรู้ได้เร็ว)"

======

[๑๖๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
บุคคล ๔ จำพวกนี้มีปรากฏอยู่ในโลก
๔ จำพวกเป็นไฉน คือ

บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นสังขารปรินิพพายี

จะปรินิพพานด้วยต้องใช้ความเพียรเรี่ยวแรงในปัจจุบันเทียว

บางคนเมื่อกายแตก
จึงเป็นสสังขารปรินิพพายี

บางคนเป็นอสังขารปรินิพพายี
จะปรินิพพานด้วย
ไม่ต้องใช้ความเพียรเรี่ยวแรงในปัจจุบัน

บางคนเมื่อกายแตกจึงเป็นอสังขาร
ปรินิพพายี

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็บุคคลเป็นสสังขารปรินิพพายีในปัจจุบันอย่างไร


ภิกษุในธรรมวินัยนี้
พิจารณาเห็นในกายว่าไม่งาม
มีความสำคัญในอาหารว่าปฏิกูล

มีความสำคัญในโลกทั้งปวงว่าไม่น่ายินดี
พิจารณาเห็นในสังขารทั้งปวงว่าไม่เที่ยง
และมรณสัญญาของเธอตั้งอยู่ดีแล้วในภายใน
เธออาศัยธรรมเป็นกำลังของพระ
เสขะ ๕ ประการนี้อยู่ คือ
ศรัทธา หิริ โอตัปปะ วิริยะ ปัญญา

ทั้งอินทรีย์
๕ ประการนี้ คือ
สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์
ของเธอปรากฏว่าแก่กล้า
เธอย่อมเป็นสสังขารปรินิพพายีในปัจจุบันเทียว  เพราะ
อินทรีย์ ๕ ประการนี้แก่กล้า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
บุคคลเป็นสสังขารปรินิพพายี
ในปัจจุบันอย่างนี้แล ฯ

======

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็บุคคลเมื่อกายแตกจึงเป็นสสังขารปรินิพพายีอย่างไร


ภิกษุในธรรมวินัยนี้
พิจารณาเห็นในกายว่าไม่งาม ฯลฯ

 อินทรีย์ ๕ ประการ
คือ สัทธินทรีย์ ... ปัญญินทรีย์ ...
ของเธอปรากฏว่าอ่อน

เธอเมื่อกายแตก
จึงเป็นสสังขารปรินิพพายี เพราะอินทรีย์ ๕ ประการนี้อ่อน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย

บุคคลเมื่อกายแตกจึงเป็นสสังขารปรินิพพายีอย่างนี้แล ฯ

======

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็บุคคลเป็นอสังขารปรินิพพายีในปัจจุบันอย่างไร


ภิกษุในธรรมวินัยนี้
สงัดจากกาม ฯลฯ
บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ บรรลุทุติยฌาน
ฯลฯ
บรรลุตติยฌาน ฯลฯ บรรลุจตุตถฌาน
เธออาศัยธรรมเป็นกำลังของพระ
เสขะ ๕ ประการนี้ คือ
ศรัทธา ... ปัญญา

อินทรีย์ ๕ ประการนี้ คือ

สัทธินทรีย์ ... ปัญญินทรีย์ ของเธอปรากฏว่าแก่กล้า
เธอเป็นอสังขาร
ปรินิพพายีในปัจจุบันเพราะอินทรีย์ ๕ ประการนี้แก่กล้า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย

บุคคลเป็นอสังขารปรินิพพายีในปัจจุบันอย่างนี้แล ฯ

=======

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็บุคคลเมื่อกายแตกจึงเป็นอสังขารปรินิพพายีอย่างไร


ภิกษุในธรรมวินัยนี้
สงัดจากกาม ฯลฯ
บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ บรรลุทุติยฌาน
ฯลฯ
บรรลุตติยฌาน ฯลฯ บรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ

แต่อินทรีย์ ๕ ประการนี้
คือ สัทธินทรีย์ ... ปัญญินทรีย์ ของเธอปรากฏว่าอ่อน
เธอเมื่อกายแตก
จึงเป็นอสังขารปรินิพพายี เพราะอินทรีย์ ๕ ประการนี้อ่อน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย

บุคคลเมื่อกายแตกจึงเป็นอสังขารปรินิพพายี อย่างนี้แล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย

บุคคล ๔ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ

======

             [๑๗๐] สมัยหนึ่ง ท่านพระอานนท์อยู่ ณ โฆสิตาราม ใกล้เมืองโกสัมพี
ณ ที่นั้นแล ท่านพระอานนท์เรียกภิกษุทั้งหลายว่า อาวุโสภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุเหล่านั้นรับคำท่านพระอานนท์แล้ว

ท่านพระอานนท์ได้กล่าวว่า

"ดูกรอาวุโส
ทั้งหลาย บุคคลผู้ใดผู้หนึ่งเป็นภิกษุหรือภิกษุณีก็ตาม
ย่อมพยากรณ์การบรรลุ
อรหัตในสำนักของเราด้วยมรรค ๔
โดยประการทั้งปวง หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง


ในบรรดามรรค ๔ ประการนี้ มรรค ๔ เป็นไฉน

ภิกษุในธรรมวินัยนี้


เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องหน้า
 
เมื่อเธอเจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องหน้า

มรรคย่อมเกิด เธอย่อมเสพ ย่อมเจริญ ย่อมกระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น
เมื่อเธอเสพ
เจริญ กระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น ย่อมละสังโยชน์ทั้งหลายได้ อนุสัยย่อมสิ้นสุด ฯ

======

อีกประการหนึ่ง

ภิกษุย่อมเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องหน้า

เมื่อเธอ
เจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องหน้า
มรรคย่อมเกิด เธอย่อมเสพ ย่อมเจริญ
ย่อมกระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น
เมื่อเธอเสพ เจริญ กระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น
ย่อมละสังโยชน์ทั้งหลายได้ อนุสัยย่อมสิ้นสุด ฯ

======

อีกประการหนึ่ง

ภิกษุย่อมเจริญสมถะและวิปัสสนาควบคู่กันไป

เมื่อเธอ
เจริญสมถะและวิปัสสนาควบคู่กันไป
มรรคย่อมเกิด เธอย่อมเสพ เจริญ กระทำ
ให้มากซึ่งมรรคนั้น
 เมื่อเธอเสพ เจริญ กระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น ย่อมละ
สังโยชน์ทั้งหลายได้ อนุสัยย่อมสิ้นสุด ฯ

======

อีกประการหนึ่ง

ใจของภิกษุปราศจากอุทธัจจะในธรรมสมัยนั้น จิตนั้น
ย่อมตั้งมั่น สงบ ณ ภายใน เป็นจิตเกิดดวงเดียว ตั้งมั่นอยู่

มรรคย่อมเกิดขึ้นแก่เธอ
เธอย่อมเสพ เจริญ กระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น
เมื่อเธอเสพ เจริญ กระทำ
ให้มากซึ่งมรรคนั้น ย่อมละสังโยชน์ทั้งหลายได้ อนุสัยย่อมสิ้นสุด

======

ดูกรอาวุโส
ทั้งหลาย บุคคลผู้ใดผู้หนึ่ง เป็นภิกษุหรือภิกษุณีก็ตาม ย่อมพยากรณ์การบรรลุอรหัตในสำนักของเรา ด้วยมรรค ๔ ประการนี้โดยประการทั้งปวง หรืออย่างใด อย่างหนึ่ง บรรดามรรค ๔ ประการนี้ ฯ"


======

จบปฏิปทาวรรคที่ ๒

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๑  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๓
อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต

source:
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=21&A=4083&Z=4299&pagebreak=0


======

ตอนแรกหาพระสูตรที่พระอานนท์เทศน์เกี่ยวกับการเจริญสมถะและวิปัสสนา แต่เจอทั้งหน้าและเห็นว่าน่าสนใจจึงนำมาให้อ่านทั้งหมด อนุโมทนาผู้จัดทำ 84000.org ด้วยครับ -/\- (ปล ผมมาจัดหน้าใหม่ และ ตรงสีแดง ๆ ผมเพิ่มเองนะ สามารถอ่านต้นฉบับได้จาก link ข้างบนครับ)

Wednesday, August 5, 2009

wiz.wimutti.net วิมุตติติดปีก ธรรมะส่งตรงฉับไว ถึงมือคุณ ทุกวัน


http://wiz.wimutti.net/
วิมุตติในรูปแบบคลิปสั้น ๆ ฉับไว

มีเสียง ring tone สำหรับโทรศัพท์มือถือ (ว้าวว), update from twitter, คลิปสั้น ๆ สำหรับปัญหายอดฮิตของนักภาวนาเช่น ภาวนาแล้วเพ่งทำอย่างไร? ภาวนาที่ผิด ๆ มีอะไรบ้าง เป็นต้น

ลองไปเยี่ยมชมเวปวิมุตติฉบับ wiz ได้เลยครับ

อนุโมทนาผู้จัดทำเวปทุกท่านด้วยครับ -/\-