Wednesday, July 29, 2009

หลวงปู่ฝากไว้

Rating:★★★★★
Category:Books
Genre: Religion & Spirituality
Author:หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
๑ กรกฎาคม ๒๕๒๘

สังเขปประวัติ

            หลวงปู่ดูลย์ อตุโล นับเป็นศิษย์อาวุโสรุ่นแรกสุดของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายอรัญญวาสี ในยุคปัจจุบัน

            พระเถระที่เป็นสหธรรมิก และมีอายุรุ่นเดียวกันกับหลวงปู่ดูลย์ ได้แก่ หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม วัดป่า   สาลวัน นครราชสีมา และหลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล จ.อุดรธานี

            ด้วยความปฏิบัติดีปฏิบัติชอบของหลวงปู่ดูลย์ ท่านจึงมีศิษย์สำคัญๆหลายองค์ ศิษย์รุ่นแรกๆก็มี หลวงปู่ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร จ.สกลนคร หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ วัดป่านิโครธาราม จ.อุดรธานี หลวงปู่สาม อกิญฺจโน วัดป่าไตรวิเวก จ.สุรินทร์ และพระเทพสุธาจารย์ (หลวงปู่โชติ คุณสมฺปนฺโน) วัดวชิราลงกรณ์ อ.ปากช่อง นครราชสีมา

            สำหรับศิษย์อาวุโสของหลวงปู่ดูลย์ ที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ พระวิสุทธิธรรมรังสี (หลวงพ่อเปลี่ยน โอภาโส) วัดป่าโยธาประสิทธิ์ จ.สุรินทร์ พระชินวงศาจารย์ วัดกระดึงทอง จ.บุรีรัมย์ หลวงพ่อสุวัจน์ สุวโจ วัดถ้ำศรีแก้ว จ.สกลนคร และพระโพธินันทมุนี วัดบูรพาราม จ.สุรินทร์ เป็นต้น

            หลวงปู่ดูลย์ อตุโล เป็นพระอริยเจ้าที่มีคุณธรรมล้ำลึก ท่านเน้นการปฏิบัติภาวนามากกว่าการเทศนาสั่งสอน สำหรับพระสงฆ์และญาติโยมที่เข้าไปกราบนมัสการและขอฟังธรรมะ หลวงปู่มักจะให้ธรรมะสั้นๆ แต่มีความล้ำลึกสูงชั้นเสมอ ท่านจะเทศน์เรื่องจิตเพียงอย่างเดียว โดยจะย้ำให้เราพิจารณาจิตในจิตอยู่เสมอ

            หลวงปู่ดูลย์ อตุโล เกิดปีชวด วันที่ ๔ ตุลาคม ๒๔๓๑ ที่บ้านปราสาท ต.เฉนียง อ.เมือง จ.สุรินทร์ ท่านเกิดในตระกูล “เกษมสินธุ์” เป็นบุตรคนหัวปี ในจำนวนพี่น้องทั้งหมด ๔ คน

            เมื่ออายุ ๒๒ ปี หลวงปู่ได้อุปสมบทที่วัดจุมพลสุทธาวาส อ.เมือง จ.สุรินทร์ โดยมีท่านพระครูวิมลศีลพรต (ทอง) เป็นพระอุปัชฌาย์ ในพรรษาที่ ๖ หลวงปู่ได้เดินทางด้วยเท้าไปจังหวัดอุบลราชธานี พำนักอยู่ที่วัดสุทัศนาราม เพื่อเรียนปริยัติธรรม สอบได้นักธรรมชั้นตรี แล้วเรียนบาลีไวยากรณ์ต่อ ถึงแปลมูลกัจจายน์ได้

            หลวงปู่ได้รู้จักชอบพอกับหลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักกันดีในนามของแม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพธรรม ในสายของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าทำการเผยแพร่ธรรมะในสายพุทโธ จนแพร่หลายมาตราบเท่าทุกวันนี้

            ในปีที่ ๒ มีหลวงปู่ไปพำนักอยู่ที่อุบลราชธานีนั้น หลวงปู่มั่นได้ธุดงค์มาพำนักอยู่ที่วัดบูรพา ในเมืองอุบลราชธานี หลวงปู่ดูลย์ และหลวงปู่สิงห์ สองสหายผู้ใคร่ธรรม ได้ไปกราบนมัสการและฟังธรรมของพระอาจารย์ใหญ่ เกิดความอัศจรรย์ใจและศรัทธาเป็นที่ยิ่ง จึงตัดสินใจเลิกละการเรียนด้านปริยัติธรรม แล้วออกธุดงค์ตามหลวงปู่มั่นต่อไป นับเป็นศิษย์หลวงปู่มั่นในสมัยแรก และได้ร่วมเดินธุดงค์ตามหลวงปู่มั่นไปในที่ต่างๆ อยู่นานปี

            หลวงปู่ดูลย์ เที่ยวธุดงค์หาความวิเวกตามป่าเขานานถึง ๑๙ ปี จึงได้รับคำสั่งจากผู้บัญชาการคณะสงฆ์ให้หลวงปู่เดินทางไปประจำอยู่จังหวัดสุรินทร์ เพื่อจัดการศึกษาด้านปริยัติธรรม และเผยแพร่ข้อปฏิบัติทางกัมมัฏฐานไปด้วยกัน หลวงปู่จึงได้ไปพำนักอยู่ประจำที่ ที่วัดบูรพาราม อ.เมือง จ.สุรินทร์ มาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๗ จวบจนบั้นปลายชีวิตของท่าน

            นับตั้งแต่บัดนั้นมา แสงแห่งรัศมีของพระธรรม ทั้งทางปริยัติและทางปฏิบัติ ก็เริ่มฉายแสงรุ่งเรืองตลอดมา โดยหลวงปู่รับภาระทั้งฝ่ายคันถธุระ และวิปัสสนาธุระ บริหารงานพระศาสนาอย่างเต็มกำลังสามารถ ในปฏิปทาส่วนตัวของท่านนั้นไม่เคยละทิ้งกิจธุดงค์ บำเพ็ญเพียรทางใจอย่างสม่ำเสมอตลอดมา พร้อมทั้งอบรมทางสมาธิภาวนาแก่ผู้สนใจปฏิบัติทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต ด้วยเหตุที่หลวงปู่ มีเมตตาธรรมสูง จึงช่วยสงเคราะห์บุคคลทั่วไปได้อย่างกว้างขวางโดยไม่เลือกชั้นวรรณะ

            หลวงปู่มีสุขภาพอนามัยดีเป็นเยี่ยม แข็งแรง ว่องไว ผิวพรรณผ่องใส  มีเมตตาเป็นอารมณ์ สงบเสงี่ยม เยือกเย็นทำให้ผู้ใกล้ชิด และผู้ได้กราบไหว้ เกิดความเคารพเลื่อมใสศรัทธาอย่างสนิทใจ

            หลวงปู่ดูลย์ อตุโล พระอริยเจ้าผู้ประเสริฐ ได้ละเสียซึ่งสังขารเมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๒๖ สิริรวมอายุได้ ๙๖ ปี กับ ๒๖ วัน พระอรหันตธาตุของท่านได้เก็บรักษาไว้ให้สาธุชนได้สักการะที่พิพิธภัณฑ์กัมมัฏฐาน ในบริเวณวัดบูรพาราม อ.เมือง จ.สุรินทร์ ส่วนคำสอนของหลวงปู่ ซึ่งเป็นคำสอนสั้นๆ และเฉียบคมล้ำลึกนั้น ท่านเจ้าคุณพระโพธินันทมุนี ได้รวบรวมและพิมพ์ไว้ในหนังสือ “หลวงปู่ฝากไว้” เล่มนี้ นับเป็นหนังสือที่มีคุณค่าแก่นักปฏิบัติธรรม และผู้สนใจทั่วไป

            หลวงปู่เน้นเรื่องการปฏิบัติภาวนา ให้พิจารณาจิตในจิตจนรู้แจ้ง ท่านเทศนาแต่เพียงสั้นๆ แต่เฉียบคม ท่านสอนว่า “หลักธรรมที่แท้จริงคือจิต จิตของเราทุกคนนั่นแหละคือหลักธรรมสูงสุด ที่อยู่ในจิตใจเรา นอกจากนั้นแล้วมันไม่มีหลักธรรมใดๆ เลย...ขอให้เลิกละการคิด และการอธิบาย เสียให้หมดสิ้น จิตในจิตก็จะเหลือแต่ความบริสุทธิ์ ซึ่งมีประจำอยู่แล้วในทุกคน”

ธรรมะปฏิสันถาร

            เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๒๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จเยี่ยมหลวงปู่เป็นการส่วนพระองค์ เมื่อทั้งสองพระองค์ทรงถามถึงสุขภาพอนามัยและการอยู่สำราญแห่งอิริยาบถของหลวงปู่ ตลอดถึงทรงสนทนาธรรมกับหลวงปู่แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชปุจฉาว่า “หลวงปู่การละกิเลสนั้น ควรละกิเลสอะไรก่อน”

            หลวงปู่ถวายวิสัชนาว่า

             “กิเลสทั้งหมดเกิดรวมอยู่ที่จิต  ให้เพ่งมองดูที่จิต อันไหนเกิดก่อน ให้ละอันนั้นก่อน”



หลวงปู่ไม่ฝืนสังขาร

            ทุกครั้งที่ล้นเกล้าฯทั้งสองพระองค์เสด็จเยี่ยมหลวงปู่ หลังจากเสด็จพระราชกรณียกิจในการเยี่ยมแล้ว เมื่อจะเสด็จกลับ ทรงมีพระดำรัสคำสุดท้ายว่า “ขออาราธนาหลวงปู่ให้ดำรงขันธ์อยู่เกินร้อยปี เพื่อเป็นที่เคารพนับถือของปวงชนทั่วไป หลวงปู่รับได้ไหม”

            ทั้งๆที่พระราชดำรัสนี้เป็นสัมมาวจีกรรม  ทรงประทานพรแก่หลวงปู่โดยพระราชอัธยาศัย หลวงปู่ก็ไม่กล้ารับ และไม่อาจฝืนสังขาร จึงถวายพระพรว่า

             “อาตมภาพรับไม่ได้หรอก แล้วแต่สังขารเขาจะเป็นไปของเขาเอง”

ปรารภธรรมะเรื่องอริยสัจสี่

            พระเถระฝ่ายกัมมัฏฐานเข้าถวายสักการะหลวงปู่ในวันเข้าพรรษาปี ๒๔๙๙ หลังฟังโอวาทและข้อธรรมะอันลึกซึ้งข้ออื่นๆ แล้วหลวงปู่สรุปใจความ อริยสัจสี่ให้ฟังว่า
          
   “จิตที่ส่งออกนอก                        เป็นสมุทัย
            ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอก         เป็นทุกข์
            จิตเห็นจิต                                   เป็นมรรค
            ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิต                 เป็นนิโรธ”



สิ่งที่อยู่เหนือคำพูด

            อุบาสกผู้คงแก่เรียนคนหนึ่ง สนทนากับหลวงปู่ว่า “กระผมเชื่อว่า แม้ในปัจจุบันพระผู้ปฏิบัติถึงขั้นได้บรรลุมรรคผลนิพพานก็คงมีอยู่ไม่น้อย เหตุใดท่านเหล่านั้นจึงไม่แสดงตนให้ปรากฏเพื่อให้ผู้สนใจปฏิบัติทราบว่าท่านได้บรรลุถึงคุณธรรมนั้นๆ แล้วเขาจะได้มีกำลังใจและมีความหวัง เพื่อเป็นพลังเร่งความเพียรในทางปฏิบัติให้เต็มที่”

            หลวงปู่กล่าวว่า

             “ผู้ที่เขาตรัสรู้แล้ว เขาไม่พูดว่าเขารู้แล้วซึ่งอะไร เพราะสิ่งนั้นมันอยู่เหนือคำพูดทั้งหมด”


หลวงปู่เตือนพระผู้ประมาท

            ภิกษุผู้อยู่ด้วยความประมาท คอยนับจำนวนศีลของตนแต่ในตำราคือ มีความพอใจภูมิใจกับจำนวนศีลที่มีอยู่ในคัมภีร์ ว่าตนนั้นมีศีลถึง ๒๒๗

             “ส่วนที่ตั้งใจปฏิบัติให้ได้นั้น จะมีสักกี่ข้อ”



จริง แต่ไม่จริง

            ผู้ปฏิบัติกัมมัฏฐาน ทำสมาธิภาวนา เมื่อปรากฏผลออกมาในแบบต่างๆ ย่อมเกิดความสงสัยขึ้นเป็นธรรมดา เช่น เห็นนิมิตในรูปแบบที่ไม่ตรงกันบ้าง ปรากฏในอวัยวะร่างกายของตนเองบ้าง ส่วนมากมากราบเรียนหลวงปู่เพื่อให้ช่วยแก้ไข หรือแนะอุบายปฏิบัติต่อไปอีก มีจำนวนมากที่ถามว่า ภาวนาแล้วก็เห็น นรก สวรรค์ วิมานเทวดา หรือไม่ก็เป็นองค์พุทธรูปปรากฏอยู่ในตัวเรา สิ่งที่เห็นเหล่านี้เป็นจริงหรือ

หลวงปู่บอกว่า

             “ที่เห็นนั้น เขาเห็นจริง แต่สิ่งที่ถูกเห็น ไม่จริง”


แนะวิธีละนิมิต

            ถามหลวงปู่ต่อมาอีกว่า นิมิตทั้งหลายแหล่ หลวงปู่บอกว่ายังเป็นของภายนอกทั้งหมด จะเอามาทำอะไรยังไม่ได้ ถ้าติดอยู่ในนิมิตนั้นก็ยังอยู่แค่นั้น ไม่ก้าวต่อไปอีก จะเป็นด้วยเหตุที่กระผมอยู่ในนิมิตนี้มานานหรืออย่างไร จึงหลีกไม่พ้น นั่งภาวนาทีไร พอจิตจะรวมสงบก็เข้าถึงภาวะนั้นทันที หลวงปู่โปรดได้แนะวิธีละนิมิตด้วยว่า ทำอย่างไรจึงจะได้ผล

            หลวงปู่พูดว่า

             “เออ นิมิตบางอย่างมันก็สนุกดี น่าเพลิดเพลินอยู่หรอก แต่ถ้าติดอยู่แค่นั้นมันก็เสียเวลาเปล่า วิธีละได้ง่ายๆ ก็คือ อย่าไปดูสิ่งที่ถูกเห็นเหล่านั้น ให้ดูผู้เห็น แล้วสิ่งที่ไม่อยากเห็นนั้นก็จะหายไปเอง”


เป็นของภายนอก

            เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๒๔ หลวงปู่อยู่ในงานประจำปีวัดธรรมมงคล สุขุมวิท กรุงเทพฯ มีแม่ชีพราหมณ์หลายคนจากวิทยาลัยครูพากันเข้าไปถามทำนองรายงานผลของการปฏิบัติวิปัสสนาให้หลวงปู่ฟังว่า เขานั่งวิปัสสนาจิตสงบแล้ว เห็นองค์พระพุทธรูปอยู่ในหัวใจของเขา บางคนว่า ได้เห็นสวรรค์เห็นวิมานของตัวเองบ้าง บางคนว่าเห็นพระจุฬามณีเจดีย์สถานบ้าง พร้อมทั้งภูมิใจว่า เขาวาสนาดี ทำวิปัสสนาได้สำเร็จ

            หลวงปู่อธิบายว่า

             “สิ่งที่ปรากฏเห็นทั้งหมดนั้น ยังเป็นของภายนอกทั้งสิ้น จะนำเอามาเป็นสาระที่พึ่งอะไรยังไม่ได้หรอก”

หยุดเพื่อรู้

            เมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๐๗ มีพระสงฆ์หลายรูป ทั้งฝ่ายปริยัติ และฝ่ายปฏิบัติ ได้เข้ากราบหลวงปู่เพื่อรับโอวาทและรับฟังการแนะแนวทางธรรมะที่จะพากันออกเผยแผ่ธรรมทูตครั้งแรก หลวงปู่แนะวิธีอธิบายธรรมะขั้นปรมัตถ์ ทั้งเพื่อสอนผู้อื่นและเพื่อปฏิบัติตนเอง ให้เข้าถึงสัจธรรมนั้นด้วย ลงท้ายหลวงปู่ได้กล่าวปรัชญาธรรมไว้ให้คิดด้วยว่า

           
  “คิดเท่าไรๆ ก็ไม่รู้
            ต่อเมื่อหยุดคิดได้จึงรู้
            แต่ต้องอาศัยความคิดนั่นแหละจึงรู้”


ทั้งส่งเสริมทั้งทำลาย

            กาลครั้งนั้น หลวงปู่ได้ให้โอวาทเตือนพระธรรมทูตครั้งแรก มีใจความตอนหนึ่งว่า

             “ท่านทั้งหลาย การที่จะออกจาริกไปเพื่อเผยแผ่ ประกาศพระศาสนานั้น เป็นได้ทั้งส่งเสริมพระศาสนาและทำลายพระศาสนา ที่ว่าเช่นนี้เพราะองค์ธรรมทูตนั่นแหละตัวสำคัญ คือเมื่อไปแล้วประพฤติตัวเหมาะสม มีสมณสัญญาจริยาวัตรงดงามตามสมณวิสัย ผู้ที่ได้พบเห็น หากยังไม่เลื่อมใส ก็จะเกิดความเลื่อมใสขึ้น ส่วนผู้ที่เลื่อมใสแล้ว ก็ยิ่งเพิ่มความเลื่อมใสมากขึ้นเข้าไปอีก ส่วนองค์ที่มีความประพฤติและวางตัวตรงกันข้ามนี้ ย่อมทำลายผู้ที่เลื่อมใสแล้วให้ถอยศรัทธาลง สำหรับผู้ที่ยังไม่เลื่อมใสเลย ก็ยิ่งถอยห่างออกไปอีก จึงขอให้ทุกท่านจงเป็นผู้พร้อมไปด้วยความรู้และความประพฤติ ไม่ประมาท สอนเขาอย่างไร ตนเองต้องทำอย่างนั้นให้ได้เป็นตัวอย่างด้วย”


เมื่อถึงปรมัตถ์แล้วไม่ต้องการ

            ก่อนเข้าพรรษาปี ๒๔๙๖ หลวงพ่อเถาะซึ่งเป็นญาติของหลวงปู่ และบวชเมื่อวัยชราแล้ว ได้ออกธุดงค์ติดตามท่านอาจารย์เทสก์ ท่านอาจารย์สาม ไปอยู่จังหวัดพังงาหลายปี กลับมาเยี่ยมนมัสการหลวงปู่ เพื่อศึกษาข้อปฏิบัติทางกัมมัฏฐานต่อไปอีกจนเป็นที่พอใจแล้ว หลวงพ่อเถาะพูดตามประสาความคุ้นเคยว่า หลวงปู่สร้างโบสถ์ ศาลาได้ใหญ่โตสวยงามอย่างนี้ คงจะได้บุญได้กุศลอย่างใหญ่โตทีเดียว

            หลวงปู่กล่าวว่า

             “ที่เราสร้างนี่ก็สร้างเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ประโยชน์สำหรับโลก สำหรับวัดวาศาสนาเท่านั้นแหละ ถ้าพูดถึงเอาบุญเราจะมาเอาบุญอะไรอย่างนี้”



เป็นการดัดนิสัยหรือเปล่า

            เมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ ผ่านพ้นไปแล้วเป็นเวลา ๖ ปี ผลได้ที่สงครามฝากไว้ให้ก็คือ ความยากจนข้นแค้นแสนเข็ญด้วยขาดแคลนเครื่องอุปโภคบริโภค ได้แผ่ปกคลุมไปแล้วทุกหย่อมหญ้า โดยเฉพาะเครื่องนุ่งห่ม ขาดแคลนอย่างยิ่ง พระเณรในวัดต่างๆ มีสบงจีวรชุดเดียวก็บุญนักหนาแล้ว  พวกเราเป็นสามเณรอยู่กับหลวงปู่หลายรูป

            วันหนึ่ง สามเณรพรม ซึ่งเป็นหลานหลวงปู่รูปหนึ่งด้วย เขาเห็นสามเณรชุมพลห่มจีวรใหม่และสวย จึงถามว่า จีวรนี้ท่านได้แต่ไหนมา เณรชุมพลตอบว่า เราเข้าไปทำวาระถวายหลวงปู่ หลวงปู่เห็นของเราขาด ท่านจึงประทานให้มาผืนหนึ่ง

            เมื่อถึงวาระเณรพรม จึงห่มจีวรขาดไปนวดเท้าหลวงปู่ ด้วยคิดว่าจะได้อย่างเขาบ้าง พอเสร็จวาระกำลังจะออกมา หลวงปู่เห็นจีวรขาด คงจะสงสารหลานอย่างจับใจ จึงลุกไปเปิดตู้หยิบเอาของมายื่นให้ พร้อมกับสั่งว่า

             “นี่เอาไปเย็บให้ดี อย่าห่มทั้งที่ขาดอย่างนี้”

            สามเณรพรมต้องจำใจรับด้ายกับเข็มจากหลวงปู่อย่างรวดเร็ว ด้วยความผิดหวัง

ทุกข์เพราะอะไร

            สุภาพสตรีวัยเลยกลางคนผู้หนึ่ง เข้ามนัสการหลวงปู่ พรรณนาถึงฐานะของตนว่าอยู่ในฐานะที่ดี ไม่เคยขาดแคลนสิ่งใดเลย มาเสียใจกับลูกชายที่สอนไม่ได้ ไม่อยู่ในระเบียบแบบแผนที่ดี ตกอยู่ภายใต้อำนาจอบายมุขทุกอย่าง ทำลายทรัพย์สมบัติและจิตใจของพ่อแม่จนเหลือที่จะทนได้ ขอความกรุณาหลวงปู่ให้ช่วยแนะอุบายบรรเทาทุกข์ และแก้ไขให้ลูกชายพ้นจากอบายมุข นั้นด้วย

            หลวงปู่ก็แนะนำสั่งสอนไปตามเรื่องราวนั้นๆ ตลอดถึงแนะอุบายทำใจให้สงบ รู้จักปล่อยวางให้เป็น
            เมื่อสุภาพสตรีนั้นกลับไปแล้ว หลวงปู่ปรารภธรรมะให้ฟังว่า
             “คนสมัยนี้ เขาเป็นทุกข์เพราะความคิด”


อุทานธรรม

            หลวงปู่ยังกล่าวธรรมกถาต่อมาอีกว่า สมบัติพัสถานทั้งหลายมันมีประจำอยู่ในโลกนี้มาแล้วอย่างสมบูรณ์ ผู้ที่ขาดปัญญาและไร้ความสามารถ ก็ไม่อาจจะแสวงหาเพื่อยึดครองสมบัติเหล่านั้นได้ ย่อมครองตนอยู่ด้วยความฝืดเคืองและลำบากขันธ์ ส่วนผู้ที่มีปัญญา มีความสามารถ ย่อมแสวงหายึดสมบัติของโลกไว้ได้อย่างมากมาย อำนวยความสะดวกสบายแก่ตนได้ทุกกรณี ส่วนพระอริยเจ้าทั้งหลาย ท่านพยายามดำเนินตนเพื่อออกจากสิ่งเหล่านั้นทั้งหมด ไปสู่ภาวะแห่งความไม่มีอะไรเลย เพราะว่า

             “ในทางโลก มี สิ่งที่ มี ส่วนในทางธรรม มี สิ่งที่ ไม่มี”

อุทานธรรมต่อมา
            เมื่อแยกพันธะแห่งความเกี่ยวเนื่องจิตกับสรรพสิ่งทั้งปวงได้แล้ว จิตก็หมดพันธะกับเรื่องโศก รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส จะดีหรือเลว มันขึ้นอยู่กับจิตที่ออกไปปรุงแต่งทั้งนั้น แล้วจิตที่ขาด ปัญญาย่อมเข้าใจผิด เมื่อเข้าใจผิด ก็หลงอยู่ภายใต้อำนาจของเครื่องร้อยรัดทั้งหลาย ทั้งทางกายและทางใจ อันโทษทัณฑ์ทางกายอาจมีคนอื่นช่วยปลดปล่อยได้บ้าง ส่วนโทษทางใจ มีกิเลสตัณหาเป็นเครื่องรึงรัดไว้นั้น ต้องรู้จักปลดปล่อยตนด้วยตนเอง

             “พระอริยเจ้าทั้งหลาย ท่านพ้นแล้วจากโทษทั้งสองทาง ความทุกข์จึงครอบงำไม่ได้”


อุทานธรรมข้อต่อมา

            เมื่อบุคคลปลงผม หนวด เคราออกหมดแล้ว และได้ครองผ้ากาสาวพัสตร์เรียบร้อยแล้ว ก็นับว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นภิกษุได้ แต่ยังเป็นได้แต่เพียงภายนอกเท่านั้น ต่อเมื่อเขาสามารถปลงสิ่งที่รกรุงรังทางใจ อันได้แก่อารมณ์ตกต่ำทางใจได้แล้ว ก็ชื่อว่าเป็นภิกษุในภายในได้

            ศีรษะที่ปลงผมหมดแล้ว สัตว์เลื้อยคลานเล็กน้อยเช่นเหา ย่อมอาศัยอยู่ไม่ได้ฉันใด จิตที่พ้นจากอารมณ์ ขาดจากการปรุงแต่งแล้ว ทุกข์ก็อาศัยอยู่ไม่ได้ฉันนั้น ผู้มีปกติเป็นอยู่อย่างนี้ ควรเรียกเอาว่า “เป็นภิกษุแท้”

พุทโธเป็นอย่างไร

            หลวงปู่ได้รับนิมนต์ไปโปรดญาติโยมที่กรุงเทพฯ เมื่อ ๓๑ มีนาคม ๒๕๒๑ ในช่วงสนทนาธรรม ญาติโยมสงสัยว่า พุทโธเป็นอย่างไร หลวงปู่ได้เมตตาตอบว่า

            เวลาภาวนาอย่าส่งจิตออกนอก ความรู้อะไรทั้งหลายทั้งปวงอย่าไปยึด ความรู้ที่เราเรียนกับตำหรับตำรา หรือจากครูบาอาจารย์ อย่าเอามายุ่งเลย ให้ตัดอารมณ์ออกให้หมด แล้วก็เวลาภาวนาไปให้มันรู้ รู้จากจิตของเรานั่นแหละ จิตของเราสงบเราจะรู้เอง ต้องภาวนาให้มากๆเข้า เวลามันจะเป็น จะเป็นของมันเอง ความรู้อะไรๆ ให้มันออกจากจิตของเรา

            ความรู้ที่ออกจากจิตที่สงบนั่นแหละเป็นความรู้ที่ลึกซึ้งถึงที่สุด ให้มันรู้ออกจากจิตเองนั่นแหละมันดี คือจิตมันสงบ
            ทำจิตให้เกิดอารมณ์อันเดียว อย่าส่งจิตออกนอก  ให้จิตอยู่ในจิต แล้วให้จิตภาวนาเอาเอง ให้จิตเป็นผู้บริกรรมพุทโธ พุทโธอยู่นั่นแหละ แล้วพุทโธนั่นแหละจะผุดขึ้นในจิตของเรา เราจะได้รู้จักว่า พุทโธ นั้นเป็นอย่างไร แล้วรู้เอง...เท่านั้นแหละไม่มีอะไรมากมาย
(ถอดจากเทป)



เมื่อหลวงปู่สามกลับไปแล้ว อดที่จะถามไม่ได้ว่า หลวงปู่สามอุตส่าห์มานั่งตั้งนาน ทำไมหลวงปู่จึงไม่สนทนาพูดอะไรกับท่านบ้าง

            หลวงปู่ตอบว่า

             “ธุระมันหมดแล้ว จึงไม่จำเป็นที่จะต้องพูดอะไร”

ขันติบารมี

            เท่าที่อยู่ใกล้ชิดกับหลวงปู่ตลอดเวลาอันยาวนาน ไม่เคยเห็นท่านแสดงอากัปกิริยาใดๆให้เห็นว่า ท่านอึดอัดหรือรำคาญจนทนไม่ได้ถึงต้องบ่นอุบอิบอู้อี้กับกรณีใดๆทั้งสิ้น เช่น ไปเป็นประธานในงานสถานที่ใดๆ ไม่เคยเป็นเจ้ากี้เจ้าการ รื้อฟื้น หรือให้เขาจัดแจงดัดแปลงใหม่ หรือไปในสถานที่ที่เป็นกิจนิมนต์ แม้จะต้องนั่งนาน หรืออากาศอบอ้าวอย่างไร ก็ไม่เคยบ่น เวลาเจ็บไข้ไม่สบาย หรือเวลาเผอิญอาหารมาไม่ตรงต่อเวลา แม้จะหิวกระหายแค่ไหน ก็ไม่เคยบ่น หรือสำออย หรือแม้รสชาติอาหารจะจืดจางอย่างไร ก็ไม่เคยเรียกหาเครื่องปรุงเพิ่มเติมอะไรเลย ตรงกันข้าม ถ้าเห็นพระเถระไหนชอบเป็นเจ้ากี้เจ้าการ ขี้บ่น หรือทำสำออยให้คนอื่นเอาใจ เป็นต้น หลวงปู่มักปรารภให้ฟังว่า

             “แค่นี้อดทนไม่ได้หรือ ถ้าแค่นี้อดทนไม่ได้ จะเอาชนะกิเลสตัณหาได้อย่างไร”


อยู่ก็อยู่ให้เหนือ

            ผู้ที่เข้านมัสการหลวงปู่ทุกคนและทุกครั้ง มักจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า แม้หลวงปู่จะมีอายุใกล้ร้อยปีแล้วก็จริง แต่ดูผิวพรรณยังผ่องใส และสุขภาพอนามัยแข็งแรงดี แม้ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดท่านตลอดมา ก็ยากที่จะได้เห็นท่านแสดงอาการหมองคล้ำ หรืออิดโรย หรือหน้านิ่วคิ้วขมวดออกมาให้เห็น ท่านมีปกติ สงบเย็นเบิกบานอยู่เสมอ มีอาพาธน้อย มีอารมณ์ดี ไม่ตื่นเต้นตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่เผลอคล้อยตามคำสรรเสริญ หรือคำตำหนิติเตียน

            มีอยู่ครั้งหนึ่ง ท่ามกลางพระเถระฝ่ายวิปัสสนา  สนทนาธรรมเรื่องการปฏิบัติกับหลวงปู่ ถึงปกติจิตที่อยู่เหนือความทุกข์ โดยลักษณาการอย่างไร

            หลวงปูว่า

             “การไม่กังวล การไม่ยึดถือ นั่นแหละคือวิหารธรรมของนักปฏิบัติ”

ไม่เบียดเบียนแม้ทางวาจา

            หลวงปู่กล่าววาจาบริสุทธิ์ เพราะท่านกล่าวเฉพาะวาจาที่เป็นประโยชน์ และไม่ทำให้ตนและผู้อื่นเดือดร้อนเพราะคำพูดของท่าน แม้จะมีผู้ใดมาพูด เป็นเหตุ ที่จะชวนให้ท่านวิพากษ์วิจารณ์ใครๆ ให้เขาฟังสักอย่าง ท่านก็ไม่เคยคล้อยตาม

            หลายครั้งที่มีผู้ถามท่านว่า หลวงปู่ทำไมพระนักพูด นักเผยแผ่ระดับประเทศ บางองค์เวลาพูดหรือเทศน์ชอบพูดโจมตีคนอื่น พูดเสียดสีสังคม หรือพูดกระทบกระแทกพระเถระด้วยกัน เป็นต้น พระพูดในลักษณะนี้ จ้างผมก็ไม่นับถือดอก

            หลวงปู่ว่า

             “ก็ท่านมีภูมิรู้ ภูมิธรรมอยู่อย่างนั้น ท่านก็พูดไปตามความรู้ความถนัดของท่านนั่นแหละ การจ้างให้นับถือไม่มีใครเขาจ้างหรอก เมื่อไม่อยากนับถือ ก็อย่าไปนับถือสิ ท่านคงไม่ว่าอะไรหรอก” 



พระหลอกผี

            ส่วนมากหลวงปู่ชอบแนะนำส่งเสริมพระเณรให้ใส่ใจเรื่องธุดงคกัมมัฏฐานเป็นพิเศษเลย ครั้งหนึ่งพระสานุศิษย์มาชุมนุมกันจำนวนมาก ทั้งแก่พรรษาและอ่อนพรรษา หลวงปู่ชี้แนวทางว่า ให้พากันไปอยู่ป่าหาทางวิเวก หรืออยู่ตามเขาตามถ้ำเพื่อเร่งความเพียร จะได้พ้นจากภาวะตกต่ำทางจิตบ้าง ยังมีพระรูปหนึ่งพูดออกมาพล่อยๆว่า ผมไม่กล้าไปครับเพราะผมกลัวผีหลอก

            หลวงปู่ตอบเร็วว่า

             “ผีที่ไหนเคยหลอกพระ มีแต่พระนั่นแหละหลอกผี และตั้งกระบวนการหลอกผีเป็นการใหญ่เสียด้วย คิดดูให้ดีนะ วัตถุสิ่งของที่ชาวบ้านเขาเอามาบริจาคทำบุญนั้น แทบทั้งหมดล้วนทำเพื่ออุทิศส่งไปให้ผีทั้งนั้น ผีพ่อแม่ปู่ย่าตายายญาติพี่น้องเขา แล้วพระเราเล่า ประพฤติตนเหมาะสมแล้วหรือ มีคุณธรรมอะไรบ้าง ที่จะส่งผลให้ถึงผีได้ ระวังอย่ามาเป็นพระหลอกผี”

ดีเหมือนกัน...แต่

            นักปฏิบัติที่ตื่นอาจารย์ ตื่นสำนักใหม่ๆ ในปัจจุบันนี้มีอยู่มาก นักนิยมหวยก็ตื่นอาจารย์บอกใบ้หวย นักนิยมความศักดิ์สิทธิ์ยังมีอยู่ฉันใด นักวิปัสสนาก็ย่อมตื่นอาจารย์วิปัสสนาฉันนั้น ดังนั้นกลุ่มชนเหล่านี้จึงมีอยู่มิใช่น้อย เมื่อเขาชอบใจอาจารย์องค์ไหนเขาก็กล่าวยกย่ององค์นั้น ตลอดถึงชักชวนคนอื่นให้ช่วยนับถือหรือเห็นด้วยกับตน ยิ่งปัจจุบันนี้มีพระเทศน์ดังๆมาก ที่อัดเทปขายเผยแพร่ได้อย่างมากมาย มีอุบาสิกานักฟังผู้หนึ่งนำเทปนักเทศน์ดังไปถวายให้หลวงปู่ฟังหลายม้วน แต่หลวงปู่ไม่ได้ฟัง เพราะตั้งแต่ท่านเกิดมายังไม่เคยมีวิทยุ มีเทปกับเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว หรือสมมุติว่าถ้ามี ท่านก็คงเปิดฟังไม่เป็น ต่อมามีผู้เอาเครื่องเทปไปเปิดให้หลวงปู่ฟังจบหลายม้วน แล้วถามท่านว่าฟังแล้วเป็นอย่างไรบ้าง

            หลวงปู่ว่า

             “ดีเหมือนกัน สำนวนโวหารสละสลวยน่าฟัง ทั้งรวยด้วยคำพูด แต่หาสาระแก่นสารอะไรไม่ได้ การฟังแต่ละครั้งนั้น ควรให้ได้อรรถรสของ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ จึงจะเป็นสาระแก่นสาร”


นักปฏิบัติลังเลใจ

            ปัจจุบันนี้ ศาสนิกชนผู้สนใจในการปฏิบัติฝ่ายวิปัสสนา มีความงวยงง สงสัยอย่างยิ่งในแนวทางปฏิบัติ โดยเฉพาะผู้เริ่มต้นสนใจ เนื่องจากคณาจารย์ฝ่ายวิปัสสนาแนะแนวปฏิบัติไม่ตรงกัน ยิ่งกว่านั้นแทนที่จะอธิบายให้เขาเข้าใจโดยความเป็นธรรม ก็กลับทำเหมือนไม่อยากจะยอมรับคณาจารย์อื่น สำนักอื่น ว่าเป็นการถูกต้อง หรือถึงขั้นดูหมิ่นสำนักอื่นไปแล้วก็เคยมีไม่น้อย

            ดังนั้น เมื่อมีผู้สงสัยทำนองนี้มากและเรียนถามหลวงปู่อยู่บ่อยๆ จึงได้ยินหลวงปู่อธิบายให้ฟังอยู่เสมอว่า

             “การเริ่มต้นปฏิบัติวิปัสสนาภาวนานั้นจะเริ่มต้นโดยวิธีไหนก็ได้ เพราะผลมันเป็นอันเดียวกันอยู่แล้ว ที่ท่านสอนแนวปฏิบัติไว้หลายแนวนั้น เพราะจริตของคนไม่เหมือนกัน จึงต้องมีวัตถุ สี แสง และคำสำหรับบริกรรม เช่น พุทโธ อรหัง เป็นต้น เพื่อหาจุดใดจุดหนึ่งให้จิตรวมอยู่ก่อน เมื่อจิตรวม สงบ แล้วคำบริกรรมนั้นก็หลุดหายไปเอง แล้วก็ถึงรอยเดียวกัน รสเดียวกัน คือ มีวิมุติเป็นแก่น มีปัญญาเป็นยิ่ง”


ตื่นอาจารย์

            นักปฏิบัติธรรมสมัยนี้มีสองประเภท ประเภทหนึ่ง เมื่อได้รับข้อปฏิบัติ หรือข้อแนะนำจากอาจารย์ พอเข้าใจแนวทางแล้ว ก็ตั้งใจเพียรพยายามปฏิบัติไปจนสุดความสามารถ อีกประเภทหนึ่งทั้งที่มีอาจารย์แนะนำดีแล้ว ได้ข้อปฏิบัติถูกต้องดีแล้ว แต่ก็ไม่ตั้งใจทำอย่างจริงจัง มีความเพียรต่ำ ขณะเดียวกันก็ชอบเที่ยวแสวงหาอาจารย์ไปในสำนักต่างๆ ได้ยินว่าสำนักไหนดีก็ไปทุกแห่ง ซึ่งลักษณะนี้มีอยู่อย่างมาก

หลวงปู่เคยแนะนำลูกศิษย์ว่า

             “การไปหลายสำนักหลายอาจารย์ การปฏิบัติจะไม่ได้ผล เพราะการเดินหลายสำนักนี้ คล้ายกับการเริ่มต้นปฏิบัติใหม่ไปเรื่อย เราก็ไม่ได้หลักธรรมที่แน่นอน บางทีก็เกิดความลังเล งวยงง จิตก็ไม่มั่นคง การปฏิบัติก็เสื่อม ไม่เจริญคืบหน้าต่อไป”

จับกับวาง

            นักศึกษาธรรมะ หรือนักปฏิบัติธรรมะ มีสองประเภท ประเภทหนึ่ง ศึกษาปฏิบัติเพื่อเข้าถึงความพ้นทุกข์อย่างแท้จริง ประเภทสอง ศึกษาปฏิบัติเพื่อจะอวดภูมิกัน ถกเถียงกันไปวันหนึ่งๆเท่านั้น ใครจำตำราหรืออ้างครูบาอาจารย์ได้มาก ก็ถือว่าตนเป็นคนสำคัญ บางทีเข้าหาหลวงปู่ แทนที่จะถามธรรมะข้อปฏิบัติจากท่าน ก็กลับพ่นความรู้ความจำของตนให้ท่านฟังอย่างวิจิตรพิสดารก็เคยมีไม่น้อย

            แต่สำหรับหลวงปู่นั้นทนฟังได้เสมอ เมื่อเขาจบลงแล้วยังช่วยต่อให้หน่อยหนึ่งว่า

             “ผู้ใดหลงใหลในตำราและอาจารย์ ผู้นั้นไม่อาจพ้นทุกข์ได้ แต่ผู้ที่จะพ้นทุกข์ได้ต้องอาศัยตำราและอาจารย์เหมือนกัน”



หลักธรรมแท้

            มีอยู่อย่างหนึ่งที่ผู้ปฏิบัติชอบพูดถึง คือ ชอบโจษขานกันว่า นั่งภาวนาแล้วเห็นอะไรบ้าง ปรากฏอะไรมาบ้าง หรือไม่ก็ว่าตนนั่งภาวนามานานแล้วไม่เคยเห็นปรากฏอะไรออกมาบ้างเลย หรือไม่บางคนก็ว่า ตนได้เห็นสิ่งนั้นสิ่งนี้อยู่เสมอ ทำให้บางคนเข้าใจผิดคิดว่า ภาวนาแล้วตนจะได้เห็นสิ่งที่ต้องการ เป็นต้น

            หลวงปู่เคยเตือนว่า การปรารถนาเช่นนั้นผิดทั้งหมด เพราะการภาวนานั้นเพื่อให้เข้าถึงหลักธรรมที่แท้จริง

             “หลักธรรมที่แท้จริงนั้น คือจิต ให้กำหนดดูจิต ให้เข้าใจจิตตัวเองให้ลึกซึ้ง เมื่อเข้าใจจิตตัวเองได้ลึกซึ้งแล้ว นั่นแหละได้แล้วซึ่งหลักธรรม”

เตือนศิษย์ไม่ให้ประมาท

            เพื่อป้องกันความประมาทหรือมักง่ายต่อการประพฤติปฏิบัติของพระเณร หลวงปู่จึงสรรหาคำสอนตักเตือนไว้อย่างลึกซึ้งว่า

             “คฤหัสถ์ชนญาติโยมทั่วไป เขาประกอบอาชีพการงานด้วยความยากลำบาก เพื่อให้ได้มาซึ่งวัตถุข้าวของเงินทอง มาเลี้ยงครอบครัวลูกหลานของตน แม้จะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าอย่างไรเขาก็ต้องต่อสู้ ขณะเดียวกันเขาก็อยากได้บุญได้กุศลด้วย จึงพยายามเสียสละทำบุญลุกขึ้นแต่เช้า หุงอาหารอย่างดีคอยใส่บาตรก่อนใส่ เขายกอาหารขึ้นท่วมหัวแล้วตั้งจิตอธิษฐาน ครั้นใส่แล้วก็ถอยไปย่อตัวยกมือไหว้อีกครั้งหนึ่ง ที่เขาทำเช่นนั้นก็เพื่อต้องการบุญต้องการกุศลจากเรานั่นเอง แล้วเราเล่า มีบุญกุศลอะไรบ้างที่จะให้เขา ได้ประพฤติตนให้สมควรที่จะรับเอาของเขามากินแล้วหรือ”


หนักๆก็มีบ้าง

            พระอาจารย์สำเร็จ บวชมาแต่วัยเด็ก จนอายุใกล้หกสิบปีแล้ว เป็นพระฝ่ายวิปัสสนา ปฏิบัติเคร่งครัด ชื่อเสียงดี มีคนเคารพนับถือมาก แต่ในที่สุดก็ไปไม่รอด จิตใจเสื่อมลง เนื่องจากไปหลงรักลูกสาวของโยมอุปัฏฐาก ถึงขั้นมาขอลาหลวงปู่สึกไปแต่งงาน

            ทุกคนตกตะลึงกับข่าวนี้มาก ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ เพราะปฏิปทาของท่านเป็นที่ยอมรับว่าจะต้องอยู่สมณวิสัยจนตลอดชีวิต หากเป็นเช่นนั้นไป ก็จะเป็นการเสื่อมเสียแก่วงการฝ่ายวิปัสสนาอย่างยิ่ง พระเถระคณะสงฆ์และสานุศิษย์ของท่านจึงช่วยกันป้องกันทุกวิถีทางเพื่อให้ท่านเปลี่ยนใจที่จะคิดสึกเสีย โดยเฉพาะหลวงปู่ เรียกมาตักเตือนแก้ไขอย่างไรก็ไม่สำเร็จ สุดท้ายอาจารย์สำเร็จกล่าวต่อหลวงปู่ว่า กระผมอยู่ไม่ได้ เพราะนั่งภาวนาทีไร เห็นใบหน้าเขามาล่องลอยปรากฏต่อหน้าอยู่ตลอดเวลา

            หลวงปู่ตอบเสียงดังว่า

             “ก็ไม่ภาวนาดูจิตของตัวเอง ไปภาวนาดูก้นของเขา มันก็เห็นแต่ก้นเขาอยู่ร่ำไปนั่นแหละ ไป อยากไปไหนก็ไปตามสบาย ไปเถอะ”

 
มีปกติไม่แวะเกี่ยว

            อยู่รับใช้ใกล้ชิดหลวงปู่เป็นเวลานานสามสิบกว่าปี จนถึงวาระสุดท้ายของท่านนั้น เห็นว่าหลวงปู่มีปฏิปทา ตรงต่อพระธรรมวินัย ตรงต่อการปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์อย่างเดียว ไม่แวะเกี่ยวกับวิชาอาคม ของศักดิ์สิทธิ์ หรือสิ่งชวนสงสัยอะไรเลยแม้แต่น้อย เช่น มีคนขอให้เป่าหัวให้ ก็ถามว่าเป่าทำไม มีคนขอให้เจิมรถ ก็ถามเขาว่าเจิมทำไม มีคนขอให้บอกวันเดือนหรือฤกษ์ดี ก็บอกว่าวันไหนก็ดีทั้งนั้น หรือเมื่อท่านเคี้ยวหมาก มีคนขอชานหมาก

            หลวงปู่ว่า

             “เอาไปทำไม ของสกปรก”


ทำโดยกิริยา

            บางครั้งอาตมานึกไม่สบายใจ เกรงว่าตัวเองจะมีบาป ที่เป็นผู้มีส่วนทำให้หลวงปู่ต้องแวะเกี่ยวกับสิ่งที่ท่านไม่สนใจหรือไม่ถนัดใจครั้งแรกคือ วันนั้นหลวงปู่ไปร่วมงานเปิดพิพิธภัณฑ์บริขารท่านอาจารย์มั่น ที่วัดป่าสุทธาวาส สกลนคร มีพระเถระฝ่ายวิปัสสนามาก ประชาชนก็มาก เขาเหล่านั้นจึงถือโอกาสเข้าหาครูบาอาจารย์ทั้งเพื่อกราบเพื่อขอ จึงมีหลายคนที่มาขอให้หลวงปู่เป่าหัว เมื่อเห็นท่านเฉยอยู่ จึงขอร้องท่านว่า หลวงปู่เป่าให้เขา ให้แล้วๆไป ท่านจึงเป่าให้ ต่อมาเมื่อเสียไม่ได้ก็เจิมรถให้เขา ทนอ้อนวอนไม่ได้ก็อนุญาตให้เขาทำเหรียญ อดสงสารไม่ได้ก็จุดเทียนชัยให้ และเข้าพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคล

            แต่ก็มีความสบายใจเป็นอย่างยิ่งเมื่อฟังคำหลวงปู่ว่า

             “การกระทำของเราในสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงกิริยากายภายนอกที่เป็นไปในสังคม หาใช่เป็นกิริยาจิตที่นำไป  สู่ภพภูมิ หรือมรรคผลนิพพานแต่ประการใดไม่”

ปรารภธรรมะให้ฟัง

            คำสอนทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นั้น เป็นเพียงอุบายให้คนทั้งหลายหันมาดูจิตนั่นเอง คำสอนของพระพุทธองค์มีมากมาย  ก็เพราะกิเลสมีมากมาย แต่ทางที่ดับทุกข์ได้มีทางเดียว พระนิพพานการที่เรามีโอกาสปฏิบัติธรรมที่ถูกทางเช่นนี้มีน้อยนัก หากปล่อยโอกาสให้ผ่านไปเราจะหมดโอกาสพ้นทุกข์ได้ทันในชาตินี้ แล้วจะต้องหลงอยู่ในความเห็นผิดอีกนานแสนนาน เพื่อจะพบธรรมอันเดียวกันนี้ ดังนั้น เมื่อเราเกิดมาพบพระพุทธศาสนาแล้ว รีบปฏิบัติให้หลุดพ้นเสีย มิฉะนั้นจะเสียโอกาสอันดีนี้ไป เพราะว่าเมื่อสัจธรรมถูกลืม ความมืดมนย่อมครอบงำปวงสัตว์ให้อยู่ในกองทุกข์สิ้นกาลนาน


ปรารภธรรมะให้ฟัง

            มิใช่ครั้งเดียวเท่านั้นที่หลวงปู่เปรียบเทียบธรรมะให้ฟัง มีอยู่อีกครั้งหนึ่งหลวงปู่ว่า

             “ปัญญาภายนอกคือปัญญาสมมุติ ไม่ทำให้จิตแจ้งในพระนิพพานได้ ต้องอาศัยปัญญาอริยมรรคจึงจะ     เข้าถึงพระนิพพานได้ ความรู้ของนักวิทยาศาสตร์       เช่น ไอน์สไตน์ มีความรู้มาก มีความสามารถมาก    แยกปรมาณูที่เล็กที่สุด จนเข้าถึงมิติที่ ๔ แล้ว แต่ไอน์สไตน์ไม่รู้จักพระนิพพาน จึงเข้าพระนิพพานไม่ได้ จิตที่แจ้งในอริยมรรคเท่านั้นจึงเป็นไปเพื่อการตรัสรู้จริง ตรัสรู้ยิ่ง ตรัสรู้พร้อม เป็นไปเพื่อความดับทุกข์ เป็นไปเพื่อนิพพาน”


วิธีระงับดับทุกข์แบบหลวงปู่

            ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๒๐ โลกธรรมฝ่ายอนิฏฐารมณ์ กำลังครอบงำข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในกระทรวงมหาดไทย อย่างหนัก คือ เสื่อมลาภ เสื่อมยศ ถูกนินทา และทุกข์ แน่นอน ความทุกข์โศกอันนี้ย่อมปกคลุมถึงบุตรภรรยาด้วย

            จึงมีอยู่วันหนึ่ง คุณหญิงคุณนายหลายท่านได้ไปนมัสการหลวงปู่ พรรณนาถึงความทุกข์โศกที่กำลังได้รับอยู่ เพื่อให้หลวงปู่ได้แนะวิธีหรือช่วยเหลืออย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วแต่ท่านจะเมตตา

            หลวงปู่กล่าวว่า

             “บุคคลไม่ควรเศร้าโศกอาลัยอาวรณ์ถึงสิ่งนอกกายทั้งหลายที่มันผ่านพ้นไปแล้ว มันหมดไปแล้ว เพราะสิ่งเหล่านั้น มันได้ทำหน้าที่ของมันอย่างถูกต้องโดยสมบูรณ์ที่สุดแล้ว”


เมื่อกล่าวถึงสัจธรรมแล้ว
ย่อมลงสู่กระแสเดียวกัน


            มีท่านผู้คงแก่เรียนหลายท่านชอบถามว่า คำกล่าวหรือเทศน์ของหลวงปู่ ดูคล้ายนิกายเซน หรือคล้ายมาจากสูตรเว่ยหล่าง เป็นต้น อาตมาเรียนถามหลวงปู่ก็หลายครั้ง ในที่สุดท่านกล่าวอย่างเป็นกลางว่า

             “สัจธรรมทั้งหมดมีอยู่ประจำโลกอยู่แล้ว พระพุทธเจ้าตรัสรู้สัจธรรมนั้นแล้ว ก็นำมาสั่งสอนสัตว์โลก เพราะอัธยาศัยของสัตว์ไม่เหมือนกัน หยาบบ้าง ประณีตบ้าง พระองค์จึงเปลืองคำสอนไว้มากถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ เมื่อมีนักปราชญ์ฉลาดสรรหาคำพูดให้สมบูรณ์ที่สุด เพื่อจะอธิบายสัจธรรมนั้น นำมาตีแผ่เผยแจ้งแก่ผู้มุ่งสัจธรรมด้วยกัน เราย่อมจะต้องอาสัยแนวทางในสัจธรรมนั้นที่ตนเองไตร่ตรองเห็นแล้วว่าถูกต้องและสมบูรณ์ที่สุดนำแผ่ออกไปอีก โดยไม่ได้คำนึงถึงคำพูด หรือไม่ได้ยึดติดในอักขระพยัญชนะตัวใดเลยแม้แต่น้อยเดียว”

ละเอียด

            หลวงพ่อเบธ วัดป่าโคกหม่อน ได้เข้าสนทนาธรรมถึงการปฏิบัติทางสมาธิภาวนา เล่าถึงผลของการปฏิบัติขั้นต่อๆไปว่า ได้บำเพ็ญสมาธิภาวนามานาน ให้จิตเข้าถึงอัปปนาสมาธิได้เป็นเวลานานๆก็ได้ ครั้นถอยจากสมาธิออกมา บางทีก็เกิดความสุขเอิบอิ่มอยู่เป็นเวลานาน บางทีก็เกิดความสว่างไสว เข้าใจสรรพางค์กายได้อย่างครบถ้วน หรือจะมีอะไรต้องปฏิบัติต่อไปอีก

            หลวงปู่ว่า

             “อาศัยพลังอัปปนาสมาธินั่นแหละ มาตรวจสอบจิต แล้วปล่อยวางอารมณ์ทั้งหมด อย่าให้เหลืออยู่”

ว่าง

            ในสมัยต่อมา หลวงพ่อเบธพร้อมด้วยพระสหธรรมิก อีกสองรูป และมีคฤหัสถ์หลายคนด้วย เข้านมัสการหลวงปู่

            หลังจากหลวงปู่ได้แนะนำข้อปฏิบัติแก่ผู้ที่เข้ามาใหม่แล้ว หลวงพ่อเบธถามถึงข้อปฏิบัติที่หลวงปู่แนะเมื่อคราวที่แล้ว ว่าการปล่อยวางอารมณ์นั้น ทำได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราว หรือชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น ไม่อาจให้อยู่ได้เป็นเวลานาน

            หลวงปู่ว่า

             “แม้ที่ว่าปล่อยวางอารมณ์ได้ชั่วขณะหนึ่งนั้น ถ้าสังเกตจิตไม่ดี หรือสติไม่สมบูรณ์เต็มที่แล้ว ก็อาจเป็นได้ว่าละจากอารมณ์หยาบไปอยู่กับอารมณ์ละเอียดก็ได้จึงต้องหยุดความคิดทั้งปวงเสีย แล้วปล่อยจิตให้ตั้งอยู่บนความไม่มีอะไรเลย”



ไม่ค่อยแจ่ม

            กระผมได้อ่านประวัติการปฏิบัติธรรมของหลวงปู่เมื่อสมัยเดินธุดงค์ว่า หลวงปู่เข้าใจเรื่องจิตได้ดีว่า จิตปรุงกิเลส หรือว่ากิเลสปรุงจิต ข้อนี้หมายความว่าอย่างไร

            หลวงปู่อธิบายว่า

             “จิตปรุงกิเลสคือ การที่จิตบังคับให้กาย วาจา ใจ กระทำสิ่งภายนอก ให้มี ให้เป็น ให้ดี ให้เลว ให้เกิดวิบากได้ แล้วยึดติดอยู่ว่า นั่นเป็นตัว นั่นเป็นตน ของเรา ของเขา กิเลสปรุงจิต คือการที่สิ่งภายนอกเข้ามาทำให้จิตเป็นไปตามอำนาจของมัน แล้วยึดว่ามีตัว มีตนอยู่ สำคัญผิดจากความเป็นจริงอยู่ร่ำไป”


รู้จากการเรียน กับรู้จากการปฏิบัติ

            ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ ที่กระผมจำจากตำราและฟังครูสอนนั้น จะตรงกับเนื้อหาตามที่หลวงปู่เข้าใจหรือ

หลวงปู่อธิบายว่า

             “ศีล คือ ปกติจิตที่อยู่ปราศจากโทษ เป็นจิตที่มีเกราะกำบังป้องกันการกระทำชั่วทุกอย่าง สมาธิ ผลสืบเนื่องมาจากการรักษาศีล คือ จิตที่มีความมั่นคง มีความสงบเป็นพลัง ที่จะส่งต่อไปอีก ปัญญา ผู้รู้ คือ จิตที่ว่าง เบาสบาย รู้แจ้งแทงตลอดตามความเป็นจริง อย่างไร วิมุตติ คือ จิตที่เข้าถึงความว่าง จากความว่างคือ ละความสบาย เหลือแต่ความไม่มี ไม่เป็น ไม่มีความคิดเหลืออยู่เลย”



อุบายคลายความยึด

            เมื่อกระผมทำความสงบให้เกิดขึ้นแล้ว ก็พยายามรักษาจิตให้ดำรงอยู่ในความสงบนั้นด้วยดี แต่ครั้นกระทบกระทั่งกับอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง จิตก็มักจะสูญเสียสถานะที่พยายามธำรงไว้นั้นร่ำไป

            หลวงปู่ว่า

             “ถ้าเช่นนั้น แสดงว่าสมาธิของตนเองยังไม่แข็งแกร่งเพียงพอ ถ้าเป็นอารมณ์แรงกล้าเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอารมณ์ที่เป็นจุดอ่อนของเราแล้ว ต้องแก้ด้วยวิปัสสนาวิธี จงเริ่มต้นด้วยการพิจารณาสภาวธรรมที่หยาบที่สุดคือ กายแยกให้ละเอียด พิจารณาให้แจ่มแจ้ง ขยับถึงพิจารณานามธรรม อะไรก็ได้ทีละคู่ที่เราเคยแยกพิจารณามาก็มี ความดำความขาว ความมืดความสว่าง เป็นต้น”

การค้ากับการปฏิบัติธรรม

            พวกกระผมมีภาระหน้าที่ในการค้าขาย ซึ่งบางครั้งจะต้องพูดอะไรออกไปเกินความจริงบ้าง ค้ากำไรเกินควรบ้าง แต่กระผมก็มีความสนใจและเลื่อมใสในการปฏิบัติทางสมาธิภาวนาอย่างยิ่ง แล้วก็ได้ลงมือปฏิบัติมาบ้างแล้วโดยลำดับ แต่บางท่านบอกว่าภาระหน้าที่อย่างผมนี้มาปฏิบัติภาวนาไม่ได้ผลหรอก หลวงปู่เห็นว่าอย่างไร เพราะเขาว่าขายของเอากำไรก็เป็นบาปอยู่

            หลวงปู่ว่า

             “เพื่อดำรงชีพอยู่ได้ ทุกคนจึงต้องมีอาชีพการงานและอาชีพการงานทุกสาขาย่อมมีความถูกต้อง ความเหมาะความควรอยู่ในตัวของมัน เมื่อทำให้ถูกต้องพอเหมาะพอควรแล้ว ก็เป็นอัพยากตธรรม ไม่เป็นบาป ไม่เป็นบุญแต่ประการใด ส่วนการประพฤติธรรมนั้นเป็นสิ่งที่ควรกระทำ เพราะผู้ประพฤติธรรมเท่านั้น ย่อมสมควรแก่การงานทุกกรณี”


เรื่องกิน

            กระผมได้ปฏิบัติทางจิตมานาน ก็พอมีความสงบอยู่บ้าง แต่มีปัญหาทางอาหารบริโภคเนื้อสัตว์คือ เพียงแต่เห็นก็นึกเวทนาไปถึงเจ้าของเนื้อนั้น ว่าเขาต้องสูญเสียชีวิตเพื่อเราผู้บริโภคแท้ๆ คล้ายๆกับว่าเราผู้ปฏิบัติจะขาดเมตตาไปมาก เมื่อเกิดความกังวลใจเช่นนี้ ก็ทำความสงบใจได้ยาก

            หลวงปู่ว่า

             “ภิกษุจะบริโภคปัจจัยสี่ต้องพิจารณาเสียก่อน เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่า การกินเนื้อสัตว์ คล้ายเป็นการเบียดเบียนและขาดเมตตาต่อสัตว์ ก็ให้งดเว้นการฉันเนื้อเสีย พากันฉันอาหารเจต่อไป”


เรื่องกินมีอีก

            สมัยต่อมาประมาณสี่เดือน ภิกษุกลุ่มนั้นมากราบเรียนหลวงปู่อีกหลังจากออกพรรษาแล้ว บอกว่าพวกกระผมฉันเจมาตลอดพรรษาด้วยความยากลำบากอย่างยิ่ง เพราะญาติโยมแถวบ้านโคกกลาง อำเภอปราสาทนั้น ไม่มีใครรู้เรื่องอาหารเจเลย ลำบากด้วยการแสวงหา และลำบากแก่ญาติโยมผู้อุปัฏฐาก บางรูปถึงสุขภาพไม่ดี บางรูปเกือบไม่พ้นพรรษา การทำความเพียรก็ไม่เต็มที่เท่าที่ควร



ตัวอย่างเปรียบเทียบ

            มรรคผลนิพพาน เป็นสิ่งปัจจัตตัง คือ รู้เห็นได้จำเพาะตนโดยแท้ ผู้ใดปฏิบัติเข้าถึง ผู้นั้นเห็นเอง แจ่มแจ้งเอง หมดสงสัยในพระศาสนาได้โดยสิ้นเชิง มิฉะนั้นแล้วจะต้องเดาเอาอยู่ร่ำไป แม้จะมีผู้สามารถอธิบายให้ลึกซึ้งอย่างไร ก็รู้ได้แบบเดา สิ่งใดยังเดาอยู่ สิ่งนั้นก็ยังไม่แน่นอน

            ยกตัวอย่างเช่น เต่ากับปลา เต่าอยู่ได้สองโลกคือ โลกบนบกกับโลกในน้ำ ส่วนปลาอยู่ได้โลกเดียวคือในน้ำ  ขืนมาบนบกก็ตายหมด

            วันหนึ่ง เต่าลงไปในน้ำแล้ว ก็พรรณนาความสุขสบายบนบกให้ปลาฟัง ว่ามันมีแต่ความสุขสบาย แสงสีสวยงาม ไม่ต้องลำบากเหมือนอยู่ในน้ำ

            ปลาพากันฟังด้วยความสนใจ และอยากเห็นบก จึงถามเต่าว่า บนบกนั้นลึกมากไหม เต่า มันจะลึกอะไร ก็มันบก

            เอ บนบกนั้นมีคลื่นมากไหม มันจะคลื่นอะไรก็มันบก

            เอ บนบกนั้นมีเปือกตมมากไหม มันจะมีอะไรก็มันบก

            ให้สังเกตดูคำที่ปลาถาม เอาแต่ความรู้ที่มีอยู่ในน้ำถามเต่า เต่าก็ได้แต่ปฏิเสธ

             “จิตปุถุชนที่เดามรรคผลนิพพาน ก็ไม่ต่างอะไรกับปลา”

ภายนอกกับภายใน
            เมื่อเย็นวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๒๔ หลังจากหลวงปู่กลับจากราชพิธีในพระราชวัง กำลังพักผ่อนอยู่ที่พระตำหนักทรงพรต วัดบวรนิเวศฯ มีท่านเจ้าคุณซึ่งเป็นนักปฏิบัติภาวนาองค์หนึ่งเข้าไปเยี่ยมสนทนาธรรมกับหลวงปู่ ขึ้นต้นด้วยคำถามว่า เขาว่าคนที่เป็นยักษ์ในชาติปางก่อน กลับมาเป็นมนุษย์ในชาตินี้นั้น เรียนคาถาอาคมอะไรก็ศักดิ์สิทธิ์ไปทุกอย่าง เป็นความจริงแค่ไหนครับผม

            หลวงปู่ลุกขึ้นนั่งฉับไว แล้วตอบว่า

             “ผมไม่เคยได้สนใจเรื่องอย่างนี้เลย ท่านเจ้าคุณเคย ภาวนาถึงตรงนี้ไหม หสิตุปบาท คือกิริยาที่จิตยิ้มเอง โดยปราศจากเจตนาที่จะยิ้ม เกิดในจิตของเหล่าพระอริยเจ้าเท่านั้นไม่มีในสามัญชน เพราะพ้นเหตุปัจจัยแห่งการปรุงแต่งแล้ว เป็นอิสระด้วยตัวมันเอง”


แค่ศีลห้าก็ไม่มี

            พระมหาเถระผู้ใหญ่แต่ละรูปนั้น ย่อมจะมีลูกศิษย์เป็นจำนวนมากทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต บรรดาศิษย์เหล่านั้นจึงมีทั้งดีและเลว โดยเฉพาะศิษย์ฝ่ายพระ องค์ที่ดีก็ดีถมเถไป องค์ที่เลวก็พอมีปะปนอยู่บ้าง เช่น มีพระผู้ใกล้ชิดองค์หนึ่ง ชอบถือวิสาสะจนเกินควรคือ ชอบหยิบเอาข้าวของบางอย่างที่ยังไม่ได้รับอนุญาต มีผู้บอกหลวงปู่ให้ทราบ แต่หลวงปู่ก็ชอบวางเฉยอยู่แล้ว

            ครั้งหนึ่ง ท่านต้องการใช้ของอันนั้น จึงใช้ให้พระอีกองค์หนึ่งไปถามหา แต่ถูกปฏิเสธว่าเขาไม่ได้เอาไป พระองค์นั้นจึงกลับมาบอกหลวงปู่ว่าเขาปฏิเสธไม่ได้เอา หลวงปู่ก็ไม่ได้ว่าอะไร เพียงแต่พูดออกมานิดหนึ่งว่า

             “พระบางองค์ มัวแต่ตั้งใจรักษาศีล ๒๒๗ จนลืมรักษาศีล ๕”

ไม่เคยเห็นหวั่นไหว ในเหตุการณ์อะไร

            เวลา ๔ ทุ่มผ่านไปแล้ว เห็นหลวงปู่ยังนั่งพักผ่อนอยู่ตามสบาย จึงเข้าไปกราบเรียนว่า หลวงปู่ครับ หลวงปู่ขาวมรณภาพเสียแล้ว หลวงปู่ก็แทนที่จะถามว่า ด้วยเหตุใด เมื่อไร ก็ไม่ถาม กลับพูดต่อไปเลยว่า

             “เออ ท่านอาจารย์ขาว ก็หมดภาระการแบกหามสังขารเสียที พบกันเมื่อ ๔ ปีที่ผ่านมาเห็นลำบากสังขาร ต้องให้คนอื่นช่วยเหลืออยู่เสมอ เราไม่มีวิบากของสังขาร เรื่องวิบากของสังขารนี้แม้จะเป็นพระอริยเจ้าชั้นไหนก็ต้องต่อสู้จนกว่าจะขาดจากกันได้ ไม่เกี่ยวข้องกันอีก แต่ตามปกติสภาวะของจิตนั้น มันก็ยังอยู่กับสิ่งเหล่านี้เอง เพียงแต่จิตที่ฝึกดีแล้วเมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ย่อมละและระงับได้เร็ว ไม่กังวล ไม่ยึดถือ หมดภาระเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านั้น มันก็แค่นั้นเอง”


ผู้ที่เข้าใจธรรมะได้ถูกต้องหายาก

            เมื่อไฟไหม้จังหวัดสุรินทร์ครั้งใหญ่ได้ผ่านไปแล้ว ผลคือความทุกข์ยาก  สูญเสียสิ้นเนื้อประดาตัว และเสียใจอาลัยอาวรณ์ในทรัพย์สิน ถึงขั้นเสียสติไปก็หลายราย วนเวียนมาลำเลิกให้หลวงปู่ฟังว่า อุตส่าห์ทำบุญเข้าวัด ปฏิบัติธรรมมาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย ทำไมบุญกุศลจึงไม่ช่วย ทำไมธรรมะจึงไม่ช่วยคุ้มครอง ไฟไหม้บ้านวอดวายหมด แล้วเขาเหล่านั้นเลิกเข้าวัดทำบุญไปหลายราย เพราะธรรมะไม่ช่วยเขาให้พ้นจากไฟไหม้บ้าน

            หลวงปู่ว่า

             “ไฟมันทำตามหน้าที่ของมัน ธรรมะไม่ได้ช่วยใครในลักษณะนั้น หมายความว่า ความอันตรธาน ความวิบัติ ความเสื่อมสลาย ความพลัดพรากจากกัน สิ่งเหล่านี้มันมีประจำโลกอยู่แล้ว ทีนี้ผู้มีธรรมะ ผู้ปฏิบัติธรรมะ เมื่อประสบกับภาวะเช่นนั้นแล้ว จะวางใจอย่างไรจึงไม่เป็นทุกข์ อย่างนี้ต่างหาก ไม่ใช่ธรรมะช่วยไม่ให้แก่ ไม่ให้ตาย ไม่ให้หิว ไม่ให้ไฟไหม้ ไม่ใช่อย่างนั้น”

ต้องปฏิบัติจึงหมดความสงสัย

            เมื่อมีผู้ถามถึง การตาย การเกิดใหม่ หรือถามถึงชาติหน้าชาติหลัง หลวงปู่ไม่เคยสนใจที่จะตอบ หรือมีผู้กล่าวค้านว่า เชื่อหรือไม่เชื่อ นรกสวรรค์มีจริงหรือไม่จริงประการใด หลวงปู่ไม่เคยคว้าหาเหตุผลเพื่อจะเอาค้านใคร หรือไม่เคยหาหลักฐานเพื่อยืนยัน เพื่อให้ใครยอมจำนนแต่ประการใด ท่านกลับแนะนำว่า

             “ผู้ปฏิบัติที่แท้จริงนั้น ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงชาติหน้าชาติหลัง หรือนรกสวรรค์อะไรก็ได้ ให้ตั้งใจปฏิบัติให้ตรง ศีล สมาธิ ปัญญา อย่างแน่วแน่ก็พอ ถ้าสวรรค์มีจริงถึง ๑๖ ชั้นตามตำรา ผู้ปฏิบัติดีแล้ว ก็ย่อมได้เลื่อนฐานะของตนเองโดยลำดับ หรือถ้าสวรรค์นิพพานไม่มีเลย ผู้ปฏิบัติดีแล้วในขณะนี้ก็ย่อมไม่ไร้ประโยชน์ ย่อมอยู่เป็นสุขเป็นมนุษย์ชั้นเลิศ การฟังจากคนอื่น การค้นคว้าจากตำรานั้น ไม่อาจแก้ข้อสงสัยได้  ต้องเพียรปฏิบัติ ทำวิปัสสนาญาณให้แจ้ง ความสงสัยก็หมดไปเองโดยสิ้นเชิง”


เขาต้องการอย่างนั้นเอง

            แม้จะมีคนเป็นกลุ่ม อยากฟังความคิดเห็นของหลวงปู่เรื่องเวียนว่ายตายเกิด ยกบุคคลมาอ้างว่า ท่านผู้นั้นผู้นี้สามารถระลึกชาติย้อนหลังได้หลายชาติว่า ตนเคยเกิดเป็นอะไรบ้าง และใครเคยเป็นแม่เป็นญาติกันบ้าง

            หลวงปู่ว่า

             “เราไม่เคยสนใจเรื่องอย่างนี้ แค่อุปจารสมาธิก็เป็นได้แล้ว ทุกอย่างมันออกไปจากจิตทั้งหมด อยากรู้อยากเห็นอะไร จิตมันบันดาลให้รู้ให้เห็นได้ทั้งนั้น และรู้ได้เร็วเสียด้วย หากพอใจเพียงแค่นี้ ผลดีที่ได้ก็คือ ทำให้กลัวการเวียนว่ายตายเกิดในภพที่ตกต่ำ แล้วก็ตั้งใจทำดี บริจาคทาน รักษาศีล แล้วก็ไม่เบียดเบียนกัน พากันกระหยิ่มยิ้มย่องในผลบุญของตน ส่วนการที่จะขจัดกิเลสเพื่อทำลายอวิชชา ตัณหา อุปาทาน เข้าถึงความพ้นทุกข์อย่างสิ้นเชิงนั้น อีกอย่างหนึ่งต่างหาก”

แปลกดี

            หลังจากงานเปิดพิพิธภัณฑ์ท่านอาจารย์มั่นแล้ว หลวงปู่เดินทางต่อไปเพื่อเยี่ยมท่านอาจารย์ฝั้น ที่ถ้ำขาม สมัยนั้นรถใหญ่ไปได้แค่เชิงเขา หลวงปู่ต้องปีนเขาจากที่ไกลด้วยความเหนื่อยยากอย่างยิ่ง ท่านต้องหยุดพักเหนื่อยหอบเป็นระยะหลายครั้ง อาตมาทุกข์ใจมากที่มีส่วนทำให้หลวงปู่ต้องทรมานสังขารถึงปานนั้น ในที่สุดเมื่อไปถึงศาลาใหญ่บนยอดถ้ำขามแล้ว ท่านอาจารย์ฝั้น กราบหลวงปู่เสร็จ ท่านอาจารย์เทสก์ขึ้นไปถึงพอดี

            เมื่อเห็นพระเถระสำคัญทั้งสามรูปไปได้พบกันโดยบังเอิญเช่นนี้ และท่านสนทนาวิสาสะกันด้วยบรรยากาศ ที่สงบเยือกเย็น ยิ้มแย้มแจ่มใสเช่นนั้น ความทุกข์หายไปหมด ความปลื้มปีติก็เข้ามาแทนที่

            ท่านอาจารย์ฝั้นกล่าวแสดงความยินดีกับหลวงปู่ว่า ท่านอาจารย์สุขภาพแข็งแรงดีแท้ อายุปูนนี้แล้วยังสามารถขึ้นถ้ำขามได้

            หลวงปู่กล่าวว่า

             “ก็ไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไรหรอก ผมตริตรองดูแล้ว เห็นว่าไม่มีวิบากของสังขาร เมื่ออาศัยไม่ได้ ปล่อยทิ้งไปเลยเท่านั้นแหละ”


ยิ่งแปลกอีก

            ไม่ต้องสงสัยว่าญาติโยมที่นั่งห้อมล้อมจำนวนมากนั้นจะตื่นเต้นดีใจขนาดไหน ที่เห็นพระเถระสำคัญนั่งอยู่ด้วยกันโดยบังเอิญ คือ หลวงปู่ดูลย์ หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่เทสก์ โอกาสเช่นนี้หาได้ง่ายที่ไหน ตากล้องจากสุรินทร์สองคนตั้งหน้าถ่ายรูปเอาอย่างเต็มที่

            ขากลับบนรถบัสใหญ่นั่นเอง ช่างถ่ายรูปเห็นว่าทุกคนกระหายที่จะได้รูป เขาจึงพูดว่า จะขยาย ๑๒ นิ้วจำหน่ายเอาเงินบำรุงวัดป่าจอมพระ อาตมาคิดแต่ในใจว่า การเอารูปครูบาอาจารย์ไปตีราคาจำหน่ายเช่านี้ดูไม่ค่อยงามเท่าไรนัก แต่เขาก็สั่งจองกันเกือบทุกคน

            เมื่อช่างเอาฟิล์มไปล้างแล้ว ปรากฏว่าฟิล์มที่อุตส่าห์ถ่ายไม่ต่ำกว่า ๒๐ ครั้งนั้น มีลักษณะใสสะอาด เหมือนหนึ่งท้องฟ้าที่ปราศจากหมอกเมฆ ฉะนั้น ความหวังที่จะได้รูปก็สิ้นสุดลงโดยสิ้นเชิง ยิ่งกว่านั้น การพบกันของพระเถระสำคัญทั้งสามท่านนั้น เป็นการพบกันครั้งสุดท้ายแล้ว

ไม่มีนิทานสาธก

            อยู่ใกล้ชิดหลวงปู่ตลอดระยะเวลายาวนาน คำสอนของท่านไม่เคยมีนิทานสาธก หรือนิทานสนุกอะไรที่หลวงปู่ยกมาบรรยายให้ฟังสนุกๆเลย ไม่ว่าชาดกหรือเรื่องประกอบในปัจจุบัน

            คำสอนของท่านล้วนแต่เป็นสัจธรรมขั้นปรมัตถ์ หรือไม่ก็เป็นคำจำกัดความอย่างกะทัดรัด ชนิดระมัดระวัง หรือคล้ายประหยัดคำพูดอย่างยิ่ง แม้แต่การสอนพิธีกรรม หรือศาสนพิธีและการทำบุญบริจาคทานอะไร ในระดับศีลธรรม หลวงปู่ทำแบบปล่อยวางหมด ส่วนมากหลวงปู่ กล่าวว่า

             “เรื่องพิธีกรรม หรือบุญกิริยาวัตถุต่างๆทั้งหลาย ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ยังให้เกิดกุศลได้อยู่ หากแต่ว่าสำหรับนักปฏิบัติแล้ว อาจถือได้ว่าเป็นไปเพื่อกุศลเพียงนิดหน่อยเท่านั้นเอง”


ว่าไปตามความเป็นจริงอย่างไร

            เมื่อมีผู้ถามว่าหลวงปู่เคยอ่านประวัติท่านอาจารย์มั่นที่มีหลายท่านเขียนไว้อย่างมากมายไหม หลวงปู่ก็ตอบว่าเคยอ่านเหมือนกัน ที่เขาเขียนถึงอภินิหารของท่านต่างๆนานานั้น หลวงปู่เข้าใจว่าอย่างไร หลวงปู่ว่า เมื่อสมัยเราเคยอยู่กับท่าน ก็ไม่เห็นท่านเล่าบอกว่าอย่างไร

            ตามปกติของหลวงปู่ เมื่อท่านเล่าถึงท่านอาจารย์ ท่านจะพูดถึงเฉพาะกิจธุดงค์ของท่านอาจารย์มั่นเท่านั้น ว่าผู้ที่ถือธุดงค์ในรุ่นต่อมา ยังไม่เห็นมีใครถือได้เคร่งครัดเท่าท่านเลยแม้แต่คนเดียว นุ่งห่มเฉพาะผ้าบังสุกุลที่ตัดเย็บย้อมเอง ไม่ใช้ผ้าสำเร็จรูปจากคนอื่น อยู่เสนาสนะป่าตลอดชีวิต ฉันแต่อาหารที่บิณฑบาตได้ในบาตร แม้อาพาธหนัก ยังอุตส่าห์นั่งอุ้มบาตรให้เขาใส่ ไม่ถืออานิสงส์พรรษา ไม่รับกฐิน ตลอดถึงไม่ก่อสร้างหรือชวนทำการก่อสร้าง

ปฏิปุจฉา

            ด้วยความคุ้นเคยและอยู่ใกล้ชิดหลวงปู่มาเป็นเวลานาน เมื่ออาตมาถามปัญหาอะไรท่าน หลวงปู่ท่านมักจะตอบด้วยการย้อนถามกลับคืน ทำนองให้คิดหาคำตอบเอาเอง

            เช่นถามว่า พระอรหันต์ท่านมีใจสะอาด สว่างแล้ว ท่านอาจรู้เลขหวยได้อย่างแม่นยำหรือครับ

            ท่านตอบว่า “พระอรหันต์ท่านใส่ใจเพื่อจะรู้สิ่งเหล่านั้นเองหรือ”

            ถามว่า พระอรหันต์ท่านเคยนอนหลับฝันเหมือนคนธรรมดาด้วยหรือเปล่าครับ

            ท่านตอบว่า “การหลับแล้วเกิดฝัน เป็นเรื่องของสังขารขันธ์มิใช่หรือ”

            ถามว่า พระปุถุชนธรรมดายังหนาด้วยกิเลส แต่มีความสามารถสอนคนอื่นให้เขาบรรลุถึงพระอรหันต์ เคยมีบ้างไหมครับหลวงปู่

            ท่านตอบว่า “หมอบางคน ทั้งที่ตนเองยังมีโรคอยู่ แต่ก็เคยรักษาคนอื่นให้หายจากโรคได้ มีอยู่ทั่วไปมิใช่หรือ”


แปลกดี

            หลังจากงานเปิดพิพิธภัณฑ์ท่านอาจารย์มั่นแล้ว หลวงปู่เดินทางต่อไปเพื่อเยี่ยมท่านอาจารย์ฝั้น ที่ถ้ำขาม สมัยนั้นรถใหญ่ไปได้แค่เชิงเขา หลวงปู่ต้องปีนเขาจากที่ไกลด้วยความเหนื่อยยากอย่างยิ่ง ท่านต้องหยุดพักเหนื่อยหอบเป็นระยะหลายครั้ง อาตมาทุกข์ใจมากที่มีส่วนทำให้หลวงปู่ต้องทรมานสังขารถึงปานนั้น ในที่สุดเมื่อไปถึงศาลาใหญ่บนยอดถ้ำขามแล้ว ท่านอาจารย์ฝั้น กราบหลวงปู่เสร็จ ท่านอาจารย์เทสก์ขึ้นไปถึงพอดี

            เมื่อเห็นพระเถระสำคัญทั้งสามรูปไปได้พบกันโดยบังเอิญเช่นนี้ และท่านสนทนาวิสาสะกันด้วยบรรยากาศ ที่สงบเยือกเย็น ยิ้มแย้มแจ่มใสเช่นนั้น ความทุกข์หายไปหมด ความปลื้มปีติก็เข้ามาแทนที่

            ท่านอาจารย์ฝั้นกล่าวแสดงความยินดีกับหลวงปู่ว่า ท่านอาจารย์สุขภาพแข็งแรงดีแท้ อายุปูนนี้แล้วยังสามารถขึ้นถ้ำขามได้

            หลวงปู่กล่าวว่า

             “ก็ไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไรหรอก ผมตริตรองดูแล้ว เห็นว่าไม่มีวิบากของสังขาร เมื่ออาศัยไม่ได้ ปล่อยทิ้งไปเลยเท่านั้นแหละ”

ยิ่งแปลกอีก

            ไม่ต้องสงสัยว่าญาติโยมที่นั่งห้อมล้อมจำนวนมากนั้นจะตื่นเต้นดีใจขนาดไหน ที่เห็นพระเถระสำคัญนั่งอยู่ด้วยกันโดยบังเอิญ คือ หลวงปู่ดูลย์ หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่เทสก์ โอกาสเช่นนี้หาได้ง่ายที่ไหน ตากล้องจากสุรินทร์สองคนตั้งหน้าถ่ายรูปเอาอย่างเต็มที่

            ขากลับบนรถบัสใหญ่นั่นเอง ช่างถ่ายรูปเห็นว่าทุกคนกระหายที่จะได้รูป เขาจึงพูดว่า จะขยาย ๑๒ นิ้วจำหน่ายเอาเงินบำรุงวัดป่าจอมพระ อาตมาคิดแต่ในใจว่า การเอารูปครูบาอาจารย์ไปตีราคาจำหน่ายเช่านี้ดูไม่ค่อยงามเท่าไรนัก แต่เขาก็สั่งจองกันเกือบทุกคน

            เมื่อช่างเอาฟิล์มไปล้างแล้ว ปรากฏว่าฟิล์มที่อุตส่าห์ถ่ายไม่ต่ำกว่า ๒๐ ครั้งนั้น มีลักษณะใสสะอาด เหมือนหนึ่งท้องฟ้าที่ปราศจากหมอกเมฆ ฉะนั้น ความหวังที่จะได้รูปก็สิ้นสุดลงโดยสิ้นเชิง ยิ่งกว่านั้น การพบกันของพระเถระสำคัญทั้งสามท่านนั้น เป็นการพบกันครั้งสุดท้ายแล้ว


ไม่มีนิทานสาธก

            อยู่ใกล้ชิดหลวงปู่ตลอดระยะเวลายาวนาน คำสอนของท่านไม่เคยมีนิทานสาธก หรือนิทานสนุกอะไรที่หลวงปู่ยกมาบรรยายให้ฟังสนุกๆเลย ไม่ว่าชาดกหรือเรื่องประกอบในปัจจุบัน

            คำสอนของท่านล้วนแต่เป็นสัจธรรมขั้นปรมัตถ์ หรือไม่ก็เป็นคำจำกัดความอย่างกะทัดรัด ชนิดระมัดระวัง หรือคล้ายประหยัดคำพูดอย่างยิ่ง แม้แต่การสอนพิธีกรรม หรือศาสนพิธีและการทำบุญบริจาคทานอะไร ในระดับศีลธรรม หลวงปู่ทำแบบปล่อยวางหมด ส่วนมากหลวงปู่ กล่าวว่า

             “เรื่องพิธีกรรม หรือบุญกิริยาวัตถุต่างๆทั้งหลาย ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ยังให้เกิดกุศลได้อยู่ หากแต่ว่าสำหรับนักปฏิบัติแล้ว อาจถือได้ว่าเป็นไปเพื่อกุศลเพียงนิดหน่อยเท่านั้นเอง”

ว่าไปตามความเป็นจริงอย่างไร

            เมื่อมีผู้ถามว่าหลวงปู่เคยอ่านประวัติท่านอาจารย์มั่นที่มีหลายท่านเขียนไว้อย่างมากมายไหม หลวงปู่ก็ตอบว่าเคยอ่านเหมือนกัน ที่เขาเขียนถึงอภินิหารของท่านต่างๆนานานั้น หลวงปู่เข้าใจว่าอย่างไร หลวงปู่ว่า เมื่อสมัยเราเคยอยู่กับท่าน ก็ไม่เห็นท่านเล่าบอกว่าอย่างไร

            ตามปกติของหลวงปู่ เมื่อท่านเล่าถึงท่านอาจารย์ ท่านจะพูดถึงเฉพาะกิจธุดงค์ของท่านอาจารย์มั่นเท่านั้น ว่าผู้ที่ถือธุดงค์ในรุ่นต่อมา ยังไม่เห็นมีใครถือได้เคร่งครัดเท่าท่านเลยแม้แต่คนเดียว นุ่งห่มเฉพาะผ้าบังสุกุลที่ตัดเย็บย้อมเอง ไม่ใช้ผ้าสำเร็จรูปจากคนอื่น อยู่เสนาสนะป่าตลอดชีวิต ฉันแต่อาหารที่บิณฑบาตได้ในบาตร แม้อาพาธหนัก ยังอุตส่าห์นั่งอุ้มบาตรให้เขาใส่ ไม่ถืออานิสงส์พรรษา ไม่รับกฐิน ตลอดถึงไม่ก่อสร้างหรือชวนทำการก่อสร้าง



======================

ขอบคุณเวปเรือนธรรมสำหรับเนื่อหาครับ (http://www.ruendham.com/book_detail.php?id=31)

-/\- -/\- -/\-


Tuesday, July 28, 2009

หลวงพ่อช่วยสอนวิธีการดูจิตด้วยค่ะ


รบกวนหลวงพ่อช่วยสอนวิธีการดูจิตด้วยค่ะ


นี่กฎของการดูจิตนะ


ข้อที่ ๑ อย่าอยากดูนะ


ให้ความรู้สึกเกิดขึ้นก่อนแล้วก็ค่อย "รู้"

เช่นโกรธขึ้นก่อนแล้ว "รู้" ว่าโกรธ 

โลภขึ้นก่อนแล้ว "รู้" ว่าโลภ 


กฎข้อที่สองระหว่างดูให้ดูห่าง ๆ อย่ากระโจนลงไปดู 


ไม่เหมือนดูโทรทัศน์นะ ใจไหลเข้าไปอยู่ในโทรทัศน์ นั่นใช้ไม่ได้

ดูห่าง ๆ 


กฎข้อที่สามของการดูจิตก็คือ เมื่อดูแล้วนะไม่เข้าไปแทรกแซง


ไม่ว่าเราจะเห็นสภาวะอะไรเกิดขึ้น เราจะไม่เข้าไปแทรกแซง

เช่นเราเห็นความโกรธเกิดขึ้น เราไม่ต้องพยายามทำให้หายโกรธ

หน้าที่ของเราคือก็แค่ "รู้" ไปว่าจิตมันโกรธนะ

ทำตัวเป็นแค่คนดูไม่เข้าไปแทรกแซง


จิตโลภขึ้นมาก็แค่ "รู้" ว่าจิตมันโลภนะ

ไม่ต้องไปหาทางทำให้หายโลภ


มันมีความทุกข์ขึ้นมาเราก็ "รู้" ว่าจิตมันมีความทุกข์

ไม่ต้องพยายามทำให้จิตหายทุกข์นะ


มันมีความสุขขึ้นมาก็ไม่ต้องพยายามรักษาความสุขเอาไว้

มันมีจิตที่เป็นกุศลขึ้นมาก็ไม่ต้องพยายามรักษาไว้


ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นนะ เราแค่ "รู้" ลูกเดียว

ไม่รักษาไว้ แล้วก็ไม่ปฏิเสธ ไม่ต่อต้านมัน

"รู้" ด้วยความเป็นกลาง "รู้" ด้วยความเป็นกลาง


เพราะฉะนั้นกฎข้อที่สามก็คือ ให้รู้สภาวะทุกสิ่งทุกอย่างด้วยจิตใจที่เป็นกลาง


จิตใจที่เป็นกลางเนี่ยเกิดจากการรู้ทัน ว่าจิตมันไปหลงยินดี จิตมันไปหลงยินร้าย

อย่าให้มันเป็นกลางเพราะไปบังคับไว้

ไม่ใช่บังคับว่าชั้นจะต้องเป็นกลาง

ถ้าบังคับเมื่อไหร่ เครียด


หลวงพ่อถึงบอกว่า

วิปัสสนาไม่มีคำว่าบังคับ

ไม่มีคำว่าห้าม

ไม่มีคำว่าต้อง

มีแต่ว่ามันเป็นยังไง "รู้" ว่าเป็นอย่างนั้น


ใจเราเห็น สมมติเราเห็นสาวสวยขึ้นมา ใจเรามีราคะ ไม่ต้องหาทางทำให้ราคะดับไป

โดยเฉพาะไม่ต้องหาทางทำให้สาวดับไปด้วย ไม่ต้องหาทางให้ราคะดับไป

"รู้" ลูกเดียวว่าใจมีราคะ


ถ้าใจไม่ชอบราคะ เห็นมั้ยไม่เป็นกลาง

ใจเกลียดราคะ อยากให้ราคะหายไป

"รู้ทัน" ว่าใจเราเกลียดราคะ ใจเราไม่เป็นกลาง


ถ้ามีความสุขเกิดขึ้น ใจเราชอบให้ "รู้ทัน" ว่าใจเราชอบ


เพราะฉะนั้นเวลาที่เราไปรู้สภาวะรู้อารมณ์ทั้งหลายแล้วเนี่ย

ใจเรายินดีขึ้นมา

คือเราชอบขึ้นมาก็ให้ "รู้"

ใจเรายินร้าย

คือเกิดความเกลียดชังสภาวะนั้นขึ้นมาก็ให้ "รู้"

ถ้ารู้ทันนะ ต่อไปใจจะค่อย ๆ เป็นกลาง

เราจะรู้สภาวะทั้งหลายอย่างเป็นกลาง นี่คือกฎข้อที่สาม


กฎข้อที่สี่ ทำบ่อย ๆ ถ้าทำบ่อย ๆ แล้ว กฎข้อที่ห้า วันนึงเราจะบรรลุมรรคผลนิพพาน


เพราะเราทำเหตุที่พอสมควรแล้ว เวลาที่เราบรรลุมรรคผลนิพพานนะ

จิตใจเราจะค่อย ๆ เปลี่ยนไปนะ ถึงจุดหนึ่งมันเปลี่ยนปั๊ปเลย

ตอนที่เกิดมรรคผล ความทุกข์ที่มีอยู่เนี่ยตกหายไปเยอะเลย

เป็นลำดับ ๆ ไป แต่ละขั้นแต่ละภูมิ  

เพราะฉะนั้นเวลาเราหัดรู้สภาวะ


สรุปแล้วสรุป 


การเรียนธรรมะเนี่ยเราเรียนแล้วเพื่อวันหนึ่งเราจะไม่มีทุกข์ทางใจเกิดขึ้น


วิธีปฏิบัติที่จะทำให้เราพ้นจากทุกข์ทางใจนั้น คือหัดรู้ใจของเรา


ความทุกข์มันแอบมาอยู่ในใจของเรา เรา"รู้ทัน" นะ

ต่อไปความทุกข์มันจะไปเอง เราไม่ต้องไปไล่มันหรอก

ถ้าเราหัดรู้ใจของเรา ใจของเรามีความรู้สึกอะไรเกิดขึ้น "รู้" ไปเรื่อย ๆ นะ

 

มีกฎสามข้อของการรู้คือ


ก่อนที่จะรู้เนี่ยอย่าไปเที่ยวแสวงหา

อย่าไปดักดูไว้ก่อน ให้ความรู้สึกเกิดขึ้นแล้วค่อยรู้เอา 


กฎข้อที่สองระหว่างที่รู้เนี่ยนะอย่ากระโจนลงไปจ้องมัน

ดูห่าง ๆ ดูแบบคนวงนอกนะ

ไม่ถลำลงไปจ้องมัน

ถ้าไปจ้องเมื่อไหร่กลายเป็นสมถะเมื่อนั้น 


กฎข้อที่สามคือรู้ด้วยความเป็นกลาง 


ถ้าหากเรารู้สภาวะแล้วเกิดความยินดีขึ้นมาเราก็รู้ทัน

เกิดความยินร้ายขึ้นมาเราก็รู้ทัน


"รู้ทัน" ความยินดียินร้ายในใจของเราบ่อย ๆ  
ต่อไปใจเราจะเป็นกลาง เป็นกลางของมันเอง


ถ้าเมื่อไรเรารู้สภาวะทั้งหลายด้วยจิตใจที่เป็นกลางไปเรื่อย ๆ

เราจะเห็นสภาวะทั้งหลายตรงตามความเป็นจริง

มันเป็นยังไงเรารู้ว่าเป็นอย่างนั้นโดยที่เราไม่เข้าไปแทรกแซง


พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่า เพราะรู้ตามความเป็นจริงนะ 

เพราะเห็นตามความเป็นจริงจึงเบื่อหน่าย

เพราะเบื่อหน่ายจึงคลายความยึดถือ

เพราะคลายความยึดถือจึงหลุดพ้น

เพราะหลุดพ้นจึงรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว


หลุดพ้นจากอะไร ?

หลุดพ้นจากความยึดถือในกายในใจนี้ก็จะหลุดพ้นจากความทุกข์ไปด้วย

เพราะความทุกข์นี้อาศัยอยู่ในกายในใจ


พวกเรารู้สึกมั้ย ความทุกข์ถ้าไม่อยู่ที่กายก็อยู่ที่ใจ

ถ้าจิตของเราหลุดพ้นจากกายจากใจแล้วนะ

ความทุกข์จะเข้ามาไม่ถึงจิตใจของเราอีกต่อไปแล้วมีแต่จะร่วงหายไปเลย

หลังจากนั้นเราจะมีชีวิตที่ รู้ ตื่น เบิกบาน ตลอดเวลา 

โดยที่ไม่ต้องประคอง

ไม่ต้องรักษา


เคยได้ยินใช่มั้ยว่า

การศึกษานี่ต้องทำตลอดชีวิตใช่มั้ย 

การศึกษาต้องทำตลอดชีวิตเพราะวิทยาการทางโลกเนี่ยไม่มีที่สิ้นสุด


แต่การศึกษาทางธรรมะนะ 

เมื่อไรที่เราพ้นจากความยึดถือกายยึดถือใจแล้วเนี่ย

งานศึกษาของเราสำเร็จแล้ว


ผู้ที่เรียนสำเร็จแล้วเนี่ยคือพระอรหันต์ พระอรหันต์ถึงชื่อว่าพระอเสขะ  
อเสขะแปลว่าผู้ไม่ต้องศึกษาอีกต่อไปแล้ว 


เพราะฉะนั้นงานในทางศาสนาพุทธนะ

ถ้าเราเรียนรู้จนแจ่มแจ้งว่ากายนี้ใจนี้เป็นตัวทุกข์ 

ใจมันจะปล่อยวางความยึดถือกายยึดถือใจ

แล้วไม่ต้องเรียนอีกแล้ว

ความทุกข์จะเข้ามาสู่ใจไม่ได้อีกแล้ว 


ไม่เหมือนการศึกษาทางโลกนะต้องศึกษาตลอดชีวิต 

นี่เป็นปรัชญาการศึกษาทางโลก ซึ่งมันก็จำเป็นสำหรับชาวโลกนะ 

เพราะโลกนี้ปรุงแต่งไปเรื่อย ๆ  เราก็ต้องตามเรียนรู้ให้ทันความปรุงแต่งไปเรื่อย ๆ 


ส่วนธรรมะเนี่ยเราเรียนจนเราพ้นจากความปรุงแต่ง  
เพราะฉะนั้นเนี่ย ไม่ต้องไปเรียนอีกแล้ว

เห็นมั้ยมันคนละชั้นกันนะ  อย่าไปบอกอาจารย์นะเดี๋ยวอาจารย์จะเสียใจ


การศึกษาทางโลกไม่มีที่สิ้นสุด

การศึกษาทางธรรมะมีจุดที่สิ้นสุดนะ 

สิ้นสุดตรงที่ใจเราพ้นจากความทุกข์โดยสิ้นเชิง



สวนสันติธรรม วันที่ ๓ เดือนพฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๒  
ช่วงที่ ๑ นาทีที่ ๒๔.๔๕ – ๓๑.๐๔ 

อนุโมทนาทีมงานธรรมะใกล้ตัวด้วยครับ -/\-

จากนิตยสารธรรมะใกล้ตัว http://dungtrin.com/mag/?69.pra


Monday, July 27, 2009

VDO หลวงพ่อปราโมทย์ แสดงธรรม ณ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล กรุงเทพ





VDO หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แสดงธรรมเทศนา ณ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล กรุงเทพ จัดขึ้นโดยชมรมกัลยาณธรรม (http://www.kanlayanatam.com) เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม 2552 โดยสามารถอ่านคำบรรยายการแสดงธรรมได้ที่เวปชมรมกัลยาณธรรมครับ

แนะนำให้ชมทั้งหมดด้วย Youtube ครับ ขอบคุณชมรมกัลยาณธรรม สำหรับต้นฉบับ VDO และคุณ sweetwinter2 ที่นำขึ้น youtube เป็นตอน ๆ ครับ -/\-

ขอบคุณทุกท่านที่แวะมารับชมครับ



ตอนที่ 1


ตอนที่ 2


ตอนที่ 3


ตอนที่ 4


ตอนที่ 5


ตอนที่ 6


ตอนที่ 7


ตอนที่ 8


Monday, July 20, 2009

นักโทษประหาร โดย ศ.แสง จันทร์งาม





เราทุกคนล้วนเป็นนักโทษประหาร




เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม 2508 เรา 3 คน คือ อ.บุพพัณห์ นิมมานเหมินท์ นายกยุวพุทธิกสมาคมเชียงใหม่ ร.อ.เสาร์ สุวิทยาลังการ อนุศาสนาจารญ์ประจำค่ายกาวิละ และกรรมการยุวพุทธิกสมาคม และข้าพเจ้า ได้รับเชิญจากคุณเชาวน์ เจริญพงษ์ ผู้บัญชาการเรือนจำกลางจังหวัดเชียงใหม่ ให้ไปทำการอภิปรายปัญหาไขข้อข้องใจต่างๆ แก่นักโทษ ซึ่งมีจำนวน 900 คนเศษในเรือนจำนั้น


วิธีการอภิปรายของเรา เป็นแบบให้นักโทษถามปัญหา แล้วเราช่วยกันตอบ ปรากฏว่านักโทษสนใจถามปัญหากันมาก ปัญหาที่ถามก็มีทุกชนิด แต่เมื่อประมวลดูแล้ว มีเกี่ยวกับเรื่องไสยศาสตร์ เรื่องผี เรื่องกรรม และเรื่องวิปัสสนาเป็นส่วนมาก เราอภิปรายได้เพียง 4 - 5 ปัญหา ก็ต้องยุติด้วยเวลา
ท่ามกลางความเสียดายของบรรดาผู้ต้องขังทั้งหลาย


ท่านผู้บัญชาการเรือนจำได้เล่าให้เราฟังว่า นักโทษที่อยู่ในเรือนจำนั้น ต้องโทษตั้งแต่ 10 ปี ลงมา ถ้ามีนักโทษเกิน 10 ปี ก็ส่งไปกรุงเทพฯ ความผิดส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับทรัพย์ ทางการเรือนจำ ให้อาหารและเสื้อผ้า แก่นักโทษ และมีระเบียบบังคับให้กิน นอน ทำงาน เล่น ตามเวลา ภายในเรือนจำมีห้องสมุด มีการเปิดสอนวิชาชั้นประถมศึกษา ให้แก่นักโทษที่สนใจสมัครเรียน นับว่าทางเรือนจำได้เอาใจใส่ต่อสวัสดิการ และการบริการแก่ผู้ต้องขังเป็นอย่างดี ทำให้ผู้ต้องขังมีความสะดวกสบายตามสมควรแก่อัตตภาพ



แต่แม้จะมีความสบายกาย นักโทษทุกคนก็หาได้ลืมไม่ว่า ตนเป็นผู้ต้องขัง ไร้อิสรภาพ ซึ่งเป็นยอดปรารถนาของทุกคน ข้าพเจ้าสังเกตเห็นผู้ต้องขังทั้งนั้นมีหน้าตาหม่นหมอง ไร้ราศี ขาดแววแห่งความสุขสดชื่น แม้จะยิ้มด้วยความพอใจต่อวาทะของผู้อภิปรายบางท่าน ก็เป็นการยิ้มแหยๆ เฉพาะที่มุมปาก ไม่ใช่การยิ้มอย่างเบิกบานทั่วใบหน้า ทุกคนปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะออกไปให้พ้น จากเนื้อที่ 2 ไร่เศษ แวดล้อมด้วยกำแพงสูงทั้ง 4 ด้านนั้น เฉพาะอย่างยิ่ง อยากออกไปสู่อ้อมกอดอันอบอุ่น ของภรรยาและบุตรซึ่งตั้งตาคอยอยู่ทางบ้าน



เมื่อได้เห็นสภาพของนักโทษแล้ว ข้าพเจ้าเกิดความสงสารอย่างจับใจ สงสารเห็นใจเพื่อนมนุษย์ที่กำลังได้รับความทุกข์ ข้าพเจ้าได้ปรารภกับ อ.บุพพัณห์ว่า ถ้าเป็นไปได้ เราควรหาทางเข้ามาทำธรรมสงเคราะห์ แก่นักโทษเหล่านี้เป็นการประจำ เพราะเขาเหล่านี้เป็นคนป่วย ที่กำลังต้องการยาอย่างแท้จริง การเผยแผ่ธรรมในเรือนจำ เป็นการยิงลูกศรถูกเป้าหมาย เพราะการเผยแผ่มีจุดประสงค์สำคัญ คือ ทำคนชั่วให้เป็นคนดี เรือนจำอาจถือได้ว่าเป็นที่อยู่ของคนชั่ว ถ้าเราสามารถกลับจิตกลับใจเขาได้แม้เพียง 4 - 5 คน ก็จะเป็นมหากุศลและเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติ ศาสนาอย่างมาก เราไปเทศน์ไปแสดงปาฐกถาที่อื่น ล้วนแต่คนดีๆ มาฟังทั้งนั้น คนเหล่านี้แม้จะไม่ได้ฟังเทศน์เลย เขาก็จะไม่ทำชั่ว เป็นการวางยาแก่คนไม่ป่วย อ.บุพพัณห์เห็นด้วย และจะติดต่อกับผู้บัญชาการเรือนจำ เพื่อดำเนินการต่อไป



ตั้งแต่วันนั้นมา ข้าพเจ้าก็เกิดความสนใจในคนประเภท ที่เรียกกันว่า นักโทษและเรือนจำ วันหนึ่งเมื่อมีโอกาสจึงได้ไปเยี่ยมเรือนจำมหันตโทษอีกแห่หนึ่ง และได้พบเห็นสิ่งประหลาดมหัศจรรย์น่าสนใจเหลือล้ำ ยิ่งกว่าที่พบเห็นมาแล้วในเรือนจำกลางเชียงใหม่ ข้าพเจ้าแทบไม่เชื่อว่าสิ่งที่ได้พบเห็นในเรือนจำนั้นเป็นความจริง แต่ข้าพเจ้าก็ขอยืนยันกับท่านผู้อ่านว่า มันเป็นความจริง จริงๆ เพราะเหตุผลบางประการ ข้าพเจ้าจะยังไม่บอกท่านว่าเรือนจำนั้นอยู่ที่ไหน



สิ่งแรกที่ประทับใจข้าพเจ้า ก็คือ ความกว้างใหญ่ไพศาลของเรือนจำนั้น มันกว้างใหญ่จริงๆ จนมองไม่เห็นกำแพงที่ล้อมอยู่โดยรอบ และจำนวนนักโทษที่ถูกคุมขังอยู่ภายในเรือนจำนั้นก็มากมาย เหลือคณนา ประกอบด้วยคนทุกชาติทุกชั้นวรรณะ เจ้าหน้าที่เรือนจำและผู้คุมก็มีจำนวนมากมาย พอๆ กับจำนวนนักโทษ ข้าพเจ้าคิดอยู่ในใจว่า มันน่าจะเป็นมหานครแห่งหนึ่ง มากกว่าจะเป็นเรือนจำ



ท่านผู้บัญชาการเรือนจำ ซึ่งเป็นชายผิวคล้ำ ร่างใหญ่ อายุประมาณ 50 ปี ได้อธิบายให้ข้าพเจ้าฟังว่า



"นักโทษทุกคนในเรือนจำนี้ ล้วนแต่ต้องคดีอุกฉกรรจ์
ที่ต้องประหารชีวิตทั้งสิ้น"



ข้าพเจ้าถึงกับ สะดุ้งสุดตัว เมื่อได้ทราบข่าวเท็จจริงอันนี้ พยายามระงับใจให้เป็นปกติ แล้วก็เรียนถามท่านผู้บัญชาการฯ ว่า


"นักโทษเหล่านี้ส่วนมากทำความผิดอะไรครับ
จึงถูกส่งตัวมาคุมขังที่นี่"


"ผมไม่ทราบและไม่สนใจว่าใครทำความผิดอะไรมาก่อน"
ผู้บัญชาการตอบ แสดงความยิ่งใหญ่อยู่ในน้ำเสียง



"มันเป็นหน้าที่ของตำรวจและศาล
เมื่อตำรวจจับผู้กระทำความผิดได้
ก็ส่งตัวให้ศาลดำเนินคดี
เมื่อศาลพิพากษาเสร็จ
ตำรวจก็คุมตัวนักโทษมาส่งผม
ผมก็คุมขังไว้และจัดการประหารชีวิตตามชอบใจ
ถ้าคุณอยากทราบว่าเขาทำผิดอะไร
คุณลองไปถามนักโทษคนนั้นดูซิ"
ผู้บัญชาการชี้มือไปที่นักโทษคนหนึ่ง ซึ่งกำลังนั้งถอนหญ้าอยู่ใกล้ๆ



"นี่คุณ คุณทำความผิดอะไร จึงต้องมาถูกขังอยู่ในเรือนจำนี้"
ข้าพเจ้าถามด้วยเสียงสุภาพ



นักโทษคนนั้นเงยหน้าขึ้นมองดูข้าพเจ้า ดุจเห็นข้าพเจ้าเป็นสัตว์ประหลาดตัวหนึ่ง ดวงตาของเขามีแววขุ่นแสดงว่า ไม่พอใจอย่างมาก


"คุณเป็นใครมาจากไหน"
เขาถามด้วยเสียงเครียด


"ผมไม่ได้ทำความผิดอะไร
ผมไม่ได้เป็นนักโทษ
ผมไม่ได้อยู่ในเรือนจำ !"
เขาตอบด้วยเสียงดังลั่น



ข้าพเจ้าถึงกับยืน อ้าปากค้าง ด้วยความงงงันต่อพฤติกรรมประหลาดของนักโทษคนนั้น เมื่อไม่รู้จะโต้ตอบอย่างไร จึงหันไปมองดูผู้บัญชาการฯ ด้วยหวังจะได้รับคำชี้แจงเพิ่มเติม อย่างน้อยท่านก็อาจจะบอกข้าพเจ้าว่า นักโทษคนนั้นเป็นคนเสียจริตหรืออะไรทำนองนั้น แต่แล้วข้าพเจ้าเองก็เกือบจะกลายเป็นคนเสียจริตไป เพราะท่านผู้บัญชาการฯ และเจ้าพนักงาน 4 - 5 คน ซึ่งยืนอยู่ข้างๆ ได้หัวเราะเยาะขึ้นพร้อมกัน และไม่พูดว่ากระไร ข้าพเจ้าบอกไม่ถูกว่าขณะนั้นรู้สึกอย่างไร ทั้งโกรธทั้งงงทั้งประหลาดใจระคนกัน



"เอ นี่นักโทษคนนั้นบ้า หรือว่าท่านบ้า หรือว่าผมบ้ากันแน่"
ข้าพเจ้าโพล่งออกมาด้วยความหัวเสีย จนขาดสติสัมปชัญญะ



"บ้าด้วยกันทั้งนั้น"
ผู้บัญชาการตอบหน้าตาเฉย



หลังจากเหตุการณ์ประหลาดนั้นแล้ว ท่านผู้บัญชาการก็พาข้าพเจ้าตระเวนชมเรือนจำต่อไป ตลอดระยะทางที่เดินผ่าน ข้าพเจ้าเห็นนักโทษรวมกันทำงานอยู่เป็นกลุ่มๆ กลุ่มละ 5 คนบ้าง 6 คนบ้าง ทุกคนกำลังทำงานอย่างเอาจริงเอาจัง หน้าตาและเนื้อตัวขุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ งานที่นักโทษทำก็มีทุกประเภท เช่น บางกลุ่มก็ปลูกผักในสวนของเรือนจำ บางพวกก็เป็นช่างไม้ บางพวกก็เป็นช่างเหล็ก บางพวกก็เป็นช่างทอง บางพวกที่มีความรู้ก็ทำงานเป็นเสมียน บางพวกก็ค้าขายอยู่ในร้านค้าของเรือนจำ



ข้าพเจ้ารู้สึกพอใจมากที่ได้เห็นนักโทษทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง จึงได้ถามท่านผู้บัญชาการว่า


"ผลประโยชน์ที่ได้จากการทำงานเหล่านั้น
ทางเรือนจำแบ่งให้นักโทษบ้างหรือไม่
หรือเอาไว้เป็นของหลวงหมด"



ผู้บัญชาการตอบว่า
"ผลประโยชน์ที่นักโทษทำได้
ตกเป็นสมบัติของนักโทษนั่นเอง
ทางเรือนจำไม่เกี่ยวข้องเลย
แต่เมื่อเขาถูกประหารชีวิตตายไปแล้ว
สมบัติของเขาทั้งหมดจะต้องตกเป็นของเรือนจำ
แต่ตราบเท่าที่เขายังมีชีวิตอยู่
เขาสามารถจะหาทรัพย์และใช้ทรัพย์ของเขาได้
อย่างเต็มที่
เพราะฉะนั้นนักโทษของเราทุกคน
จึงตั้งหน้าทำงานด้วยความขยันขันแข็งโดยไม่ต้องบังคับ
บางคนทำงานทั้งกลางวันกลางคืนก็มี"



ข้าพเจ้าถามขึ้นว่า
"ที่เรือนจำกลางเชียงใหม่
เขามีการให้อาหารตามเวลา
มีการให้เครื่องนุ่งห่ม
ผมอยากทราบว่าที่เรือนจำนี้มีการให้อาหารและเสื้อผ้าหรือไม่"



"ไม่มี"
ผู้บัญ่ชาการฯ ตอบ

"เราไม่ให้เสื้อผ้าหรืออาหารแก่นักโทษ
เพราะนักโทษแต่ละคนมีสิทธิหาเองได้
ทำงานได้ ทางเรือนจำเลยปล่อยให้ทุกคนช่วยตัวเอง
แต่ทุกคนก็มีพออยู่กิน มีบางรายเหมือนกันที่เกียจคร้าน
หรือไร้ความสามารถ ไม่อยากทำงาน
ไปเที่ยวขโมยหรือปล้นสะดม
หรือฉ้อโกงเอาทรัพย์ของนักโทษคนอื่นมาเลี้ยงชีวิต"



"มีการปล้นกันภายในเรือนจำนี้ด้วยหรือครับ"
ข้าพเจ้าถามด้วยความประหลาดใจ



"มี"
ผู้บัญชาการตอบ

"มีการปล้นกันทุกวัน มีการทะเลาะวิวาทกันทุกวัน
มีการตีรันฟันแทงกันตายทุกวัน"



"แล้วทางการเรือนจำจัดการอย่างไร
กับนักโทษใจร้ายที่ฆ่าเพื่อนนักโทษตายในเรือนจำ"
ข้าพเจ้าถาม



"ไม่ทำอะไร"
ผู้บัญชาการฯ ตอบ คล้ายกับไม่เห็นว่าการฆ่ากันตายเป็นเรื่องร้ายแรง


"ปล่อยให้เขาทำตามสบาย
เพราะนักโทษทุกคนในเรือนจำนี้มีโทษถึงตายทุกคนอยู่แล้ว
สักวันหนึ่งทุกคนจะต้องถูกประหารชีวิต
ฉะนั้นแม้จะทำความผิดในระหว่างนี้หรือไม่ทำ
ทุกคนก็จะต้องถูกประหารชีวิตอยู่แล้ว
ดีเสียอีกที่เขาจัดการประหารชีวิตกันเอง
โดยไม่ให้เจ้าหน้าที่เพชฌฆาตเรือนจำต้องลำบาก"



ข้าพเจ้ามองดูหน้าท่านผู้บัญชาการเรือนจำด้วยความงุนงง พลางคิดในใจว่า เรือนจำนี้ช่างโหดร้ายทารุณป่าเถื่อนเสียเหลือเกิน ผู้บัญชาการเรือนจำเองก็ช่างใจไม้ไส้ระกำ เห็นชีวิตของคนเป็นชีวิตของมดของปลวกไปได้ แต่มิได้พูดออกมาด้วยวาจา เพียงแต่เดินตามผู้บัญชาการฯ และคณะไปอย่างเงียบๆ




"คุณอยากจะดูการประหารชีวิตนักโทษไหมล่ะ"
ผู้บัญชาการถาม

ข้าพเจ้าเกิดความกระอักกระอ่วนใจขึ้นมาทันที เพราะใจหนึ่งเกิดอยากรู้อยากเห็น แต่ใจหนึ่งเกิดความสังเวชสลดใจ ไม่อยากเห็นเพื่อนมนุษย์ถูกตัดคอต่อหน้าต่อตา กลัวจะเกิดเป็นลม เพราะตกใจกลัว ต่อความโหดร้ายทารุณของการฆ่ามนุษย์ แต่คิดว่าวิธีการประหารชีวิต ไม่แสดงความโหดร้ายทารุณเกินไป ก็จะไปดูประดับความรู้เสียบ้าง เพื่อแน่แก่ใจ จึงถามผู้บัญชาการฯ ดู

"ทางเรือนจำประหารนักโทษโดยวิธีไหน ?"


"ทุกชนิด"
ผู้บัญชาการฯตอบ


 "ใช้ปืนยิงบ้าง ใช้มีดแทงให้ตายบ้าง
ใช้ค้อนทุบกะโหลกศีรษะบ้าง แขวนคอบ้าง
บังคับให้ดื่มยาพิษบ้าง ปล่อยสัตว์ร้ายให้กัดตายบ้าง
กดคอให้จมนำตายบ้าง
ให้ล้อเหล็กขนาดใหญ่บดตัดคอให้ตายบ้าง
บางทีก็ให้เจ้าหน้าที่ทรมาน
โดยตัดแข้งขาตีนมือเนื้อหนังออกทีละน้อยๆ จนตายไปเอง"



ข้าพเจ้าเหงื่อแตกพลั่ก ด้วยความสะดุ้งตกใจกลัว ต่อวิธีการประหารชีวิตอันทารุณโหดร้าย ที่ผู้บัญชาการฯ บรรยายให้ฟัง

"ผมไม่ดูละครับ"
ข้าพเจ้าบอกผู้บัญชาการฯ

"เพียงแต่ได้ยินท่านเล่าวิธีการให้ฟังเท่านั้น
ผมก็แทบทนฟังไม่ไหวแล้ว ถ้าไปเห็นจริงๆ ผมเป็นลมแน่"



"รู้สึกว่าคุณขวัญอ่อนมาก"
ผู้บัญชาการกล่าวยิ้มๆ


"ถ้าคุณกลายเป็นนักโทษและจะถูกประหารชีวิตแบบนั้นบ้าง
คุณจะรู้สึกอย่างไร"



"ผมก็คงช็อคตายก่อนถูกประหารจริงๆ"
ข้าพเจ้าตอบ

ผู้บัญชาการฯ หันไปมองดูเจ้าหน้าที่เรือนจำที่ยืนข้างๆ
แล้วก็ยิ้มอย่างมีนัย ทำให้ข้าพเจ้าหวาดระแวงอย่างไรชอบกล



เราได้เดิน ผ่านนักโทษกลุ่มหนึ่ง ซึ่งกำลังนั่งล้อมวงเสพสุราและร้องเพลงกันอยู่อย่างสนุกสนาน


"เขาทำอะไรกันครับ"
ข้าพเจ้าถามท่านผู้บัญชาการฯ



"เขากำลังฉลองสมาชิกใหม่
วันนี้ตำรวจนำนักโทษ เข้ามาส่งเรือนจำหลายคน
พวกนี้คงสามารถดึงนักโทษใหม่บางคนมาเป็นสมาชิกได้
จึงดีอกดีใจและฉลองกันเป็นการใหญ่
เหตุการณ์เช่นนี้เป็นของธรรมดาในเรือนจำของเรา
นักโทษทุกกลุ่มต่างปรารถนาอยากได้นักโทษใหม่
มาเข้าร่วมคณะมาช่วยการงานของคณะ
มีการวิ่งเต้นหาสมาชิกใหม่กันทั่วไป"



เดินต่อไปอีกไม่นาน ข้าพเจ้าก็ได้พบกับภาพตรงกันข้าม กับภาพที่เพิ่งเห็นมา คือ นักโทษกลุ่มหนึ่งกำลังนั่งล้อมวง ส่งเสียงร้องไห้คร่ำครวญอย่างน่าสมเพชเ วทนา ข้าพเจ้าเดินเข้าไปใกล้แล้วถามว่า

"เกิดอะไรขึ้นเหรอ"



"สมาชิกของเราคนหนึ่งเพิ่งถูกประหารชีวิต"
นักโทษคนหนึ่งตอบทั้งน้ำตานองหน้า


"เขาเป็นคนดีและขยันขันแข็งมาก
เราทุกคนรักและเสียดายเขาที่มาด่วนถูกประหารชีวิตเสีย
เราได้สูญเสียแขนขวาของเราไปเสียแล้ว........."
ว่าแล้วเขาก็ร้องไห้คร่ำครวญต่อไป



"เขาถูกประหารชีวิตโดยวิธีใด"
ข้าพเจ้าถาม



"โดยวิธีถูกตัดคอ"
ชายคนเดิมตอบ

เขาค่อยๆ เลิกผ้าคลุมออกจากหน้าของศพ
เผยให้เห็นหัวที่ขาดจากไหล่กลิ้งอยู่ต่างหากจากลำตัว มีเลือดนองอยู่บนพื้นและจับเกรอะตามหน้าและตามลำตัว

"ขณะที่เขากำลังนั่งคุยกับเราอยู่อย่างสนุกสนานนั่นเอง
เพชฌฆาตคนหนึ่ง ก็ถือดาบอันคมกริบ
วิ่งมาฟาดฟันลงไปที่คอของเขาสุดแรง
ทำให้ศีรษะจของเขากระเด็นตกไป
เราต้องเก็บเอาศีรษะของเขามาเก็บไว้ที่เดิม
แล้วก็เอาผ้าขาวม้าคลุมอย่างที่เห็นอยู่นี้"



ข้าพเจ้าบอกให้เขาดึงผ้าปิดศพเสียตามเดิม แล้วก็หันมาทางผู้บัญชาการฯ ด้วยความตั้งใจจะต่อว่าความโหดร้ายป่าเถื่อนของเพชฌฆาต แต่ก็พูดไม่ออกอยู่เป็นนาน เพราะรู้สึกว่ามีอะไรมาจุกที่คอหอย เมื่อควบคุมสติสัมปชัญญะได้ดังเดิม แล้วจึงถามผู้บัญชาการฯ ว่า


"ทำไมท่านปล่อยให้คนของท่าน
ทำอย่างป่าเถื่อนเช่นนั้น
ท่านมิได้แจ้งให้นักโทษทราบล่วงหน้าดอกหรือ
ว่าจะประหารชีวิตโดยวิธีใด ที่ไหน และเมื่อไร
นักโทษไม่มีโอกาสรู้ล่วงหน้า
และเตรียมตัวบ้างหรือ"



"การประหารชีวิตนักโทษนั้น"
ผู้บัญชาการตอบ

"เรายกให้เป็นหน้าที่ของเพชฌฆาตโดยตรง
เพชฌฆาตมีอำนาจประหารชีวิตใคร
ที่ไหน เมื่อใดก็ได้ตามชอบใจ
โดยไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
บางทีนักโทษกำลังนอนหลับอยู่ดีๆ
เพชฌฆาตอาจจะเอาดาบไปฟันคอตายโดยไม่รู้สึกตัวก็ได้
บางคนกำลังเล่นอยู่อย่างสนุกสนาน
เพชฌฆาตอาจจะเอาค้อนไปทุบหัวตายก็ได้"



"ถ้าอย่างนั้นนักโทษทุกคน ก็คงนอนตาไม่หลับ"
ข้าพเจ้ากล่าวลางสั่นหัวด้วยความอ่อนอกอ่อนใจ ต่อระเบียบการอันวิตภารของเรือนจำแห่งนั้น

"คงหวาดผวาอยู่ตลอดเวลา
เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไรเพชฌฆาตจะมาลากตัวไปประหารชีวิต"



"ตรงกันข้าม"
ผู้บัญชาการฯ ตอบ

"ไม่มีนักโทษคนใดประหวั่นพรั่นพรึง
ต่อการประหารชีวิตเลย
นักโทษส่วนมากลืมเสียสนิท
ว่าตนเป็นนักโทษประหาร
ต่อเมื่อเห็นเพื่อนถูกประหารต่อหน้าต่อตา
นั่นแหละ จึงจะระลึกขึ้นได้
แต่ไม่ช้าก็ลืมสนิท แล้วก็สนุกสนานเพลิดเพลินต่อไป"




ท่านผู้บัญชาการ เรือนจำพาข้าพเจ้าตระเวนชมเรือนจำต่อไปอีก เราได้ผ่านกลุ่มนักโทษไปมากมายหลายกลุ่ม สังเกตดูนักโทษทุกๆ กลุ่มต่างทำงานและเล่นกันอย่างสนุกสนาน แทบทุกคนมีหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสเป็นอันดี ทำให้ข้าพเจ้าเห็นด้วยกับผู้บัญชาการฯ ที่ว่านักโทษส่วนมากลืมสนิทว่าตนเป็นนักโทษประหาร



"ทางเรือนจำมีระเบียบควบคุมนักโทษอย่างไรบ้าง"
ข้าพเจ้าถาม



ผู้บัญชาการฯ หัวเราะแล้วตอบว่า
"ไม่มีเลย นักโทษจะเล่น จะทำงาน จะกิน
จะนอน จะเที่ยว ไปที่ไหนก็ได้ ภายในเรือนจำนี้
ไม่มีการควบคุมใดๆ ทั้งสิ้น"



"การปล่อยปละละเลยเช่นนี้ ท่านไม่กลัวนักโทษแหกคุกหรือ"



ผู้บัญชาการเรือนจำหัวเราะดังยิ่งขึ้น แล้วตอบว่า
"ไม่กลัว ผมจะบอกเหตุผลว่า ทำไมไม่กลัว
ประการแรกก็เพราะว่า
ไม่มีใครอยากจะออกไปจากเรือนจำนี้
แทบทุกคนพอตกเข้ามาอยู่ในเรือนจำนี้
ก็สนุกสนานเพลิดเพลิน จนไม่อยากจากไป
ทุกคนอยากอยู่ที่นี่ อยากถูกประหารชีวิตและตายที่นี่
นั่นเป็นเหตุผลสำคัญที่สุด
เหตุผลอีกประการหนึ่งที่ผมไม่กลัวว่า
นักโทษจะหนี อยู่ที่โน่น ผมจะพาคุณไปดูเดี๋ยวนี้"



ท่านผู้บัญชาการฯ ได้จูงแขนข้าพเจ้าพาไปยังหอคอยสูงหลังหนึ่ง เราเดินตามบันไดขึ้นไปจนถึงยอดหอคอยแล้ว ผู้บัญชาการฯ ก็ชี้มือให้ข้าพเจ้าดูสิ่งหนึ่ง พอเห็นสิ่งนั้นข้าพเจ้าก็เห็นด้วยกับผู้บัญชาการฯ ทันทีว่า ทำไมจึงไม่กลัวนักโทษจะแหกคุก



สิ่งที่มีอยู่ข้างหน้าข้าพเจ้า คือกำแพงสูงใหญ่ ที่ล้อมรอบเรือนจำอยู่ถึง 3 ชั้น
มีช่องว่างระหว่างกำแพงกว้างประมาณ 30 เมตร กำแพงทั้ง 3 มีความหนาและความสูงไม่เท่ากัน และสร้างด้วยวัสดุต่างๆ กัน คือ กำแพงชั้นใน เป็นกำแพงก่อด้วยอิฐ แต่ไม่มีการโบกปูน จึงมองเห็นแผ่นอิฐเรียงกันเป็นก้อนๆ กำแพงอิฐมีความหนาประมาณ 6 ฟุตและสูงประมาณ 10 ฟุต กำแพงชั้นกลางมีสีเทาแก่ เพราะสร้างด้วยแผ่นหินขนาดใหญ่ทั้งนั้น



ท่านผู้บัญชาการฯ บอกข้าพเจ้าว่า กำแพงหินกว้างและสูงมากกว่ากำแพงอิฐ 2 เท่า กำแพงชั้นนอกสูงแลดูเป็นสีดำทะมึนตลอด มีความกว้างและความสูงมากกว่ากำแพงหิน 2 เท่า เพราะฉะนั้นจึงเป็นกำแพงขอบนอกที่มั่นคงแข็งแรงที่สุด ข้าพเจ้าได้ถามท่านผู้บัญชาการฯ ว่า


"กำแพงชั้นนอกทำด้วยอะไร"



"ทำด้วยเหล็กทั้งแท่ง"
ท่านผู้บัญชาการฯตอบ



"มิน่าเล่า ถึงไม่มีใครคิดจะหลบหนี"
ข้าพเจ้าพูดขึ้นมาอย่างลอยๆ

ทันใดนั้น ข้าพเจ้าก็เหลือบเห็นนักโทษหลายต่อหลายคน
กำลังใช้ท่อนไม้ขนาดกลางทุบต่อยและกระทุ้งกำแพงอิฐ อยู่อย่างขะมักเขม้น


"เอ๊ะ นั่นเขาทำอะไรกัน"
ข้าพเจ้าถามด้วยความประหลาดใจ



"เขากำลังจะเจาะกำแพงหลบหนี"
ผู้บัญชาการตอบด้วยน้ำเสียงเป็นปกติ
คล้ายกับเห็นว่าการแหกคุกเป็นเรื่องเล็ก



"แล้วทำไมท่านจึงปล่อยให้เขาทำ ทำไมท่านไม่จับกุมหรือห้ามปราม"



"ไม่"
ผู้บัญชาการตอบหน้าตาเฉย

"นักโทษทุกคนมีสิทธิที่จะแหกคุกได้
เราไม่ห้ามปรามแต่อย่างใด
เพราะมีน้อยคนเหลือเกิน ที่คิดจะแหกคุก
คุณลองคิดดูซิในเรือนจำมีนักโทษตั้งเท่าไร
แต่คุณก็เห็นแล้วว่า มีนักโทษเพียงไม่กี่คนที่กำลังเจาะกำแพง
อีกอย่างหนึ่งกำแพงของเราก็แข็งแรงมาก ยากที่จะเจาะทะลุได้
นักโทษส่วนมากมักจะเลิกล้มความพยายามเสียในระหว่างนั้น
แม้จะพ้นกำแพงอิฐไปได้ก็ติดที่กำแพงหิน
คุณดูที่ฐานกำแพงหินนั่นซิ"



ข้าพเจ้ามองตามมือผู้บัญชาการฯ ไปยังกำแพงหินและได้เห็นนักโทษ 2 - 3 คน ซึ่งรอดพ้นจากกำแพงอิฐมาได้ กำลังเอาขวานเจาะกำแพงหินอยู่อย่างขะมักเขม้น


"แล้วนักโทษอื่นๆ ทำไมไม่ออกตามช่องที่เขาเจาะไว้แล้ว
จะได้ช่วยกันเจาะกำแพงหินต่อไป"
ข้าพเจ้าถาม



ผู้บัญชาการฯ ตอบว่า
"ผมบอกคุณแล้วว่าไม่มีใครคิด
อยากจะออกไปจากเรือนจำ
และยิ่งกว่านั้น ช่องแต่ละช่องที่นักโทษเจาะสำเร็จนั้น
เราจะจัดการปิดให้ดีเหมือนเดิมทันที
ที่นักโทษคนนั้นลอดออกมาพ้น ฉะนั้นถ้าใครอยากออก
ก็ต้องเจาะช่องใหม่สำหรับตนเอง เจาะให้กันไม่ได้
ฉะนั้นนักโทษคนหนึ่งเจาะช่องได้สำหรับตนคนเดียวเท่านั้น"



"มีนักโทษคนใด สามารถเจาะทะลุกำแพงหินบ้างไหม"



"มีเหมือนกัน แต่น้อยเต็มที
ถ้าคุณมองดูที่ฐานกำแพงเหล็ก
คุณจะเห็นนักโทษหัวเห็ดเพียงคนหรือสองคนเท่านั้น
โน่นยังไงละ คนหนึ่งเพิ่งหลุดออกไปได้จากกำแพงหิน"



ข้าพเจ้ามองตามมือ ท่านผู้บัญชาการฯ ไปที่ฐานกำแพงเหล็ก และเห็นนักโทษผู้มีร่างล่ำสันบึกบึนคนหนึ่ง กำลังใช้ขวานฟันกำแพงเหล็กอยู่อย่างเหนื่อยอ่อน ขวานของเขารู้สึกว่าเต็มไปด้วยประกายแวววับ ทุกครั้งที่เขายกขึ้นฟันมันจะสะท้อนแสงแวววาวเข้านัยน์ตาของเรา จนเราต้องหลับตา ข้าพเจ้านึกชมความอุตสาหะวิริยะ ของนักโทษหัวเห็ดคนนั้นอยู่ในใจ และภาวนาขอให้เขาออกไปให้ได้



"เคยมีนักโทษ เจาะกำแพงเหล็กออกไปได้บ้างไหมครับ
ท่านผู้บัญชาการ"



"มีเหมือนกัน แต่น้อยเต็มที
ในหมื่นหรือแสนคนจะมีสักคนหนึ่ง
เท่าที่ผมอ่านดูในประวัติของเรือนจำนั้น
เมื่อประมาณ 2500 ปีมาแล้ว
มีนักโทษสำคัญคนหนึ่งแหกคุกออกไปได้สำเร็จ
และพาเอานักโทษอื่น ๆ ออกไปด้วยเป็นจำนวนมาก
แต่หลังจากนั้นมา ก็ไม่เคยมีการแหกคุกเป็นการใหญ่เช่นนั้นอีก"



"ถ้าสมมติว่ามีนักโทษแหกคุกออกไปได้สำเร็จ ทางเรือนจำ
ติดตามไปจับเขานำมาขังไว้ในเรือนจำอีกหรือไม่ครับ"
ข้าพเจ้าถามต่อไป



"ไม่"
ผู้บัญชาการตอบ

"เราปล่อยให้เขาไปเลย เราถือว่าเขามีความสามารถ
เป็นวีรบุรุษสมควรจะได้รับอิสรภาพ
ยิ่งกว่านั้น เรายังให้สิทธิพิเศษแก่เขาอีกด้วย"



"สิทธิอะไรครับ"
ข้าพเจ้าถามด้วยความสนใจ



"สิทธิที่เข้าออกเรือนจำได้ตามชอบใจทุกเวลา
ถ้าเขาอยากจะกลับเข้ามาในเรือนจำ
เพื่อชักชวนเพื่อนนักโทษให้แหกคุก
หรือแนะนำวิธีเจากำแพงที่ได้ผลแก่นักโทษอื่นๆ
ก็อาจจะทำได้ตามชอบใจ คุณเดินตามผมมาทางนี้"



ข้าพเจ้าเดินตามผู้บัญชาการฯ ไปอย่างว่าง่าย เราได้มาถึงนักโทษกลุ่มหนึ่ง
กำลังนั่งล้อมวงฟังชายคนหนึ่งพูดอยู่ใต้ต้นไม้ ชายประหลาดคนนั้นยืนอยู่ท่ามกลางวง แล้วพูดด้วยเสียงอันดังว่า


"ตื่นเถิดพี่น้องทั้งหลาย
อย่ามัวหลับไหลอยู่เลย
อย่าลืมว่าท่านเป็นนักโทษประหาร
กำลังถูกขังอยู่ในกำแพงถึง 3 ชั้น
สักวันหนึ่งเพชฌฆาตจะมาลากคอท่านไปประหารชีวิต
รีบลุกขึ้นแล้วแหกคุกหนีไปเสียก่อนที่จะถึงเวลานั้น............."



ชายคนนั้นพรรณนาโทษของเรือนจำ ต่อไปอีกมากมาย ซึ่งล้วนแต่เป็นความจริง แต่ข้าพเจ้าสังเกตุเห็นว่ามีนักโทษน้อยคน ที่ตั้งใจฟังวาทะของเขา ส่วนมากหันหน้าไปคุยกันเสียบ้าง หลับเสียบ้าง ยิ่งกว่านั้นบางคนยังหัวเราะเยาะเขา และตะโกนคัดค้านเขาเป็นครั้งคราว แต่ชายคนนั้นก็ใจเย็นอย่างน่าอัศจรรย์ เขามิได้แสดงอาการโกรธเคือง หรือพูดจาโต้ตอบผู้ก่อกวนเหล่านั้นแต่อย่างใด



เขาเอามือควานลงไปในถุงซึ่งวางอยู่บนพื้นข้างๆ แล้วหยิบเอาขวานเล่มหนึ่งขึ้นมา เขาชูขวานไปรอบๆ แล้วพูดขึ้นว่า


"พี่น้องทั้งหลาย นี่คือ
ขวานหินสำหรับเจาะกำแพงอิฐ
ท่านผู้ใดอยากจะได้รับอิสรภาพ
โปรดเอาขวานนี้ไปเจาะกำแพงอิฐ
ข้าพเจ้ายินดีจะมอบขวานนี้ให้แก่ท่านฟรี"



พูดแล้วเขาก็ชูขวานนั้นไปรอบๆ แต่ปรากฏว่าไม่มีนักโทษคนใดแสดงความสนใจ ในขวานของเขาเลย นักโทษคนหนึ่งได้ตะโกนขึ้นว่า



"เดี๋ยวนี้เป็นสมัยจรวดแล้ว
เราไม่ต้องการขวานหิน
เชิญท่านนำไปแจกคนสมัยหินของท่านเถิด"



โดยมิได้คำนึงต่อคำเยาะเย้ยของนักโทษคนนั้น
ชายผู้ใจเย็นยังคงชูขวานต่อไปอีก จนกระทั่งมีนักโทษคนหนึ่งยืนขึ้น เดินไปรับขวานจากเขา นักโทษคนนั้นหยิบขวานมาลูบคลำ พิจารณาดูอยู่หน่อยหนึ่ง แล้วก็ยื่นกลับคืนไปให้เจ้าของพลางพูดว่า



"มันหนักเกินไป แบกไม่ไหว"




ชายผู้หวังดีหยิบเอาขวานหินเล่มนั้นมาเก็บไว้ แล้วล้วงเอาขวานอีกเล่มหนึ่งออกมาจากถุง ยกชูไปรอบๆ พลางพูดว่า

"พี่น้องทั้งหลาย นี้คือ
ขวานเหล็ก
ใช้สำหรับเจาะกำแพงชั้นกลาง
คือ กำแพงหิน
ผู้ใดต้องการข้าพเจ้ายินดีจะให้โดยไม่คิดมูลค่าแต่อย่างใด
เชิญรับเอาไปเถิด" เขาส่งขวานไปรอบๆ
ด้วยสายตาแสดงความวิงวอน แต่ไม่ปรากฏว่ามีใครรับเอา



เขาวางขวานเหล็กลงไว้ แล้วล้องเอาขวานเล่มใหม่ขึ้นมา เขาชูไปรอบๆ ตามเคย พลางกล่าวว่า


"พี่น้องทั้งหลาย
กำแพงเหล็กชั้นนอกอาจจะหนาและสูง
แต่ท่านไม่ต้องท้อใจ
นี้คือ ขวานพิเศษ
สำหรับเจากำแถ้าท่านดูให้ดีท่านจะเห็นว่า
คมของขวานนี้เป็นขวานเพชร
โปรดดูด้วยตาของท่านเอง"



เขาได้หยิบเอาเหล็กมาท่อนหนึ่ง
แล้วก็เอาขวานนั้นฟันให้ดูเป็นตัวอย่าง ปรากฏว่าขวานจ้องฟันเพียงครั้งเดียว ท่อนเหล็กนั้นก็ขาดกระเด็น แต่ถึงกระนั้นก็ไม่มีใครสนใจจะรับเอาขวานนั้น ชายผู้ใจเย็นก็รวบรวมขวานใส่ในถุง ยกถุงขึ้นแบกบนบ่า แล้วก็ออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังนักโทษกลุ่มอื่นต่อไป ท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะของนักโทษกลุ่มนั้น



ขณะนั้นเป็น เวลาเกือบ 11.00 น. ซึ่งเป็นเวลาที่ข้าพเจ้าจะต้องกลับ เพราะมีนัดรับประทานอาหารกลางวันกับเพื่อน ข้าพเจ้าขอบคุณท่านผู้บัญชาการฯ แล้วก็กล่าวคำอำลา



"คุณ ยังจะกลับไม่ได้"
ผู้บัญชาการฯ พูดขึ้นด้วยท่าทางขึงขัง



ทำให้ข้าพเจ้าประหลาดใจไม่น้อย
ใจหนึ่งคิดว่าท่านผู้บัญชาการฯ อาจจะชวนให้รับประทานอาหารกลางวันด้วย แต่เพื่อให้แน่ใจจึงถามดู

 "ทำไมล่ะครับ"



"กฏของเรือนจำมีอยู่ว่า
ทุกคนที่เข้ามาในเรือนจำของเรา
ต้องกลายเป็นนักโทษประหารของเราด้วย
เพราะฉะนั้น เวลานี้คุณได้กลายเป็นนักโทษของเราเสียแล้ว"



ข้าพเจ้ารู้สึกตกใจและงุนงงดุจถูกตีที่ศีรษะ แต่ก็ยังอุ่นใจอยู่ว่าผู้บัญชาการฯ คงจะล้อเล่นสนุกๆ มากกว่า จึงกล่าวว่า


"ท่านผู้บัญชาการฯ อย่าล้อผมเล่นเลยน่า
ผมจะต้องรีบไปพบเพื่อนตามนัด"




"คุณจะไม่มีหวังไปพบเพื่อน ได้ตามนัดโดยเด็ดขาด"
ผู้บัญชาการฯ พูดพลางหัวเราะอย่างผู้มีชัย



ท่านได้หันไปมองดูเจ้าหน้าที่เรือนจำอย่างมีนัย แล้วทันใดนั้นเจ้าหน้าที่มีร่างกำยำ 2 คน ก็ตรงเข้ามาขนาบข้างซ้ายขวาของข้าพเจ้า
และยึดแขนไว้อย่างมั่นคง



ถ้าสามารถมองเห็นตัวเองในขณะนั้น ใบหน้าของข้าพเจ้าคงขาวซีด ด้วยความตกใจกลัวสุดขีด เพราะการกระทำของผู้บัญชาการฯ ตอนนี้บอกว่าเอาจริงแน่นอน



"คุณไม่เชื่อหรือว่าผมพูดจริง"
ผู้บัญชาการฯ พูดขึ้น

"ถ้าไม่เชื่อผมจะพาไปดูอะไรบางอย่าง"
ว่าแล้วก็ออกเดินทันที



ข้าพเจ้าก็ถูกเจ้าหน้าที่ฉุดให้เดินตามไปด้วย
เราได้มาถึงตึกใหญ่หลังหนึ่ง ผู้บัญชาการฯ สั่งให้หยุดอยู่ที่ประตู เมื่อประตูถูกเปิดออกข้าพเจ้ามองเข้าไปข้างใน ก็ได้พบภาพที่ไม่เคยนึกเคยฝันว่า จะได้พบในเรือนจำ ภายในตึกนั้นเต็มไปด้วยพระภิกษุสามเณร พระราชามหากษัตริย์ ประธานาธิบดี นายพล มหาเศรษฐี และบุคคลชั้นสูงอีกมากมาย !"




"ทั้งหมดนี้คือนักโทษประหารของผมทั้งสิ้น"
ผู้บัญชาการฯ พูด

แล้วมองดูหน้าข้าพเจ้าคล้ายกับบอกว่า

"คนใหญ่คนโตขนาดนั้น ยังตกเป็นนักโทษของผม
นับประสาอะไรกับคุณซึ่งเป็นคนธรรมดาๆ คนหนึ่ง"




ข้าพเจ้ารู้สึกหน้ามือ ศีรษะหมุนติ้วคล้ายจะเป็นลม จึงทรุดตัวลงนั่งเอามือกุมศีรษะอยู่ใกล้ประตูตึกนั่นเอง ขณะที่นั่งหลับตาอยู่นั่นเอง ภาพใบหน้าของภรรยาสุดที่รัก ก็ปรากฏขึ้นมาในห้วงนึกแล้วภาพมารดา พี่น้อง ตลอดถึงลูกศิษย์ที่สอนอยู่เป็นประจำ จิตใจในขณะนั้นวิ่งพล่านกลับไปยังทุกคนและทุกสิ่งที่อยู่เบื้องหลัง เขาเหล่านั้นจะอยู่อย่างไร กินอย่างไร และคิดอย่างไร เมื่อได้ทราบว่า ข้าพเจ้าได้กลายเป็นนักโทษประหารเสียแล้ว ขณะที่จิตใจกำลังวิ่งพล่านอยู่นั้น


ภาพพุทธสถานก็ปรากฏขึ้นมาในห้วงนึกพร้อมกับจำได้ว่า
ในวันศุกร์ที่ 20 สิงหาคม 2508 จะต้องไปแสดงปาฐกถาเรื่อง "ตื่นเถิดชาวพุทธ" ประชาชนจำนวนมาก ที่อยากฟังปาฐกถา จะรู้สึกสึกผิดหวังเพียงไร ถ้าถึงเวลาแล้วไ ม่มีข้าพเจ้าไปแสดงปาฐกถา พร้อมๆ กันนั้นก็เกิดการตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวขึ้นมาทันทีว่า จะต้องไปแสดงปาฐกถาให้ได้




"ท่านผู้บัญชาการที่รักและคิดถึง"
ข้าพเจ้าพูดออกมาคล้ายคนบ้า

"ท่านจะเอากับผมอย่างไรก็เอา ผมยอมทั้งนั้น
แต่ผมขอความกรุณาจากท่านเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย
คือ ขออนุญาตออกไปแสดงปาฐกถาที่พุทธสถาน
ในคืนวันศุกร์ที่ 20 สิงหาคมนี้ ท่านจะอนุญาตหรือไม่"




ผู้บัญชาการฯ นิ่งคิดอยู่นักครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า

"ตกลง เพื่อประโยชน์ส่วนรวม
แต่ผมจะให้เจ้าหน้าที่เรือนจำ 3 คน ควบคุมคุณไปทุกฝีก้าว"



พระคุณเจ้าและท่านสาธุชนที่เคารพ ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังพูดอยู่นี้ เจ้าหน้าที่ทั้ง 3 คนจากเรือนจำก็กำลังยืนคุมข้าพเจ้าอยู่ คนที่ยืนทางขวามือของข้าพเจ้า คือ เจ้าหน้าที่ทรมานนักโทษให้ตายโดยวิธีตัดแข้งตัดขา คนที่ยืนทางซ้ายมือนี้ คือ พนักงานปล่อยสัตว์ร้ายให้กัดนักโทษตาย ส่วนอีกคนหนึ่งที่ยืนถือขวานอยู่ข้างหลังข้าพเจ้านั้น คือ เพชฌฆาตผู้ประหารชีวิตนักโทษโดยตรง หลังจากแสดงปาฐกถาที่นี่เสร็จแล้ว ข้าพเจ้าก็จะถูกนำตัวสู่เรือนจำและจะถูกประหารชีวิต ณ วันใดวันหนึ่ง ซึ่งข้าพเจ้าเองไม่มีทางรู้



ข้าพเจ้าขออำลาท่านทั้งหลายไปก่อน
......สวัสดี
......

*********************************************************************************






ปัญหาและคำตอบในเรื่อง "นักโทษประหาร"


1. เรือนจำใหญ่ได้แก่อะไร ทำไมจึงเรียกว่าเรือนจำ

ตอบ เรือนจำใหญ่ได้แก่โลกนี้ทั้งโลก ถ้าพูดอย่างกว้าง หมายถึง ภพทั้งสามภพ คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ ซึ่งเป็นดินแดนตายของสัตว์ เหตุที่ได้ชื่อว่า เรือนจำ ก็เพราะเป็นที่กักขังสัตว์ไว้ มิให้บรรลุถึงพระนิพพาน


2. นักโทษประหารหมายถึงใคร ทำไมจึงเรียกว่านักโทษประหาร

ตอบ นักโทษประหาร หมายถึง สัตว์ทั้งหลายที่เวียนว่ายตายเกิด อยู่ในภพทั้งสาม เหตุที่เรียกว่านักโทษประหาร ก็เพราะว่า สัตว์ทั้งหลายในสามภพ ไม่ว่าจะเกิดในกำเนิดต่ำหรือสูง จะต้องตายทั้งสิ้น


3. ข้อที่ว่า นักโทษไม่รู้ว่าตัวเป็นนักโทษถูกขังอยู่ในเรือนจำนั้น หมายความว่าอย่างไร

ตอบ หมายความว่าสัตว์ที่เกิดในสามภพ หารู้สึกตัวไม่ว่าตนติดอยู่ในห้วงทุกข์ และจะต้องตาย แต่มัวสนุกสนานเพลิดเพลินอยู่ในภพนั้นๆ จนลืมตัว


4. ข้อที่ว่านักโทษในเรือนจำรวมกันเป็นกลุ่มๆ ช่วยเหลือกันและกัน แสวงหาสมาชิกมาเข้ากลุ่ม และมีการเฉลิมฉลองเมื่อมีสมาชิกใหม่นั้น หมายความว่าอย่างไร

ตอบ หมายความว่า คนในโลกรวมกันอยู่เป็นครอบครัว เมื่อมีคนเกิดขึ้นในครอบครัวก็ดีอกดีใจ ถ้าไม่มีก็พยายามที่จะให้มีทุกวิถีทาง


5. ตำรวจที่นำนักโทษมาส่งเรือนจำหมายถึงอะไร

ตอบ หมายถึงชาติหรือความเกิด ซึ่งส่งให้สัตว์มาเกิดในภพทั้งสาม


6. กำแพงทั้งสามชั้นที่ล้อมเรือนจำไว้หมายถึงอะไร

ตอบ กำแพงอิฐชั้นใน หมายถึง กรรมดีและชั่ว ที่เป็นเหตุให้สัตว์เกิดในสามภพ กำแพงหินชั้นกลาง หมายถึง กิเลสหยาบ เช่น โลภ โกรธ หลง อันเป็นเหตุให้สัตว์ทำกรรม กำแพงเหล็กชั้นนอก หมายถึง อวิชชา ซึ่งเป็นกิเลสละเอียดทำลายได้ยาก แม้เกิดในพรหมโลกก็ยังมีอวิชชา


7. ขวานหิน ขวานเหล็ก ขวานเพชร สำหรับทำลายกำแพงอิฐ กำแพงหินและกำแพงเหล็กหมายถึงอะไร

ตอบ ขวานหิน หมายถึง ศีล สำหรับควบคุมกายวาจาให้เรียบร้อย ขวานเหล็ก หมายถึง สมาธิ สำหรับปราบกิเลสหยาบ ขวานเพชร หมายถึง ปัญญา ซึ่งใช้สำหรับทำลายกิเลสละเอียด คือ อวิชชา


8. นักโทษที่กำลังแหกคุก โดยใช้ขวานทำลายกำแพงอิฐ กำแพงหินและกำแพงเหล็กหมายถึงใคร

ตอบ หมายถึงพุทธบริษัททั้งสี่ ผู้เห็นภัยในวัฏฏะ ปฏิบัติตามหลักศีล สมาธิ ปัญญา เพื่อทำลายกรรม กิเลสหยาบและกิเลสละเอียด เพื่อความเป็นอิสระจากวัฏฏะ นักโทษที่กำลังทำลายกำแพงอิฐมีมาก เปรียบเหมือนคนที่ปฏิบัติขั้นศีลได้มีมาก นักโทษที่กำลังใช้ขวานเหล็ก ทำลายกำแพงหินมีน้อยลง
เปรียบเหมือนพุทธบริษัทขั้นสมาธิมีน้อย นักโทษที่ใช้ขวานเพชรทำลายกำแพงเหล็กมีน้อยที่สุด เปรียบเหมือนพุทธบริษัทที่เข้าถึงปัญญามีน้อย


9. ทางเรือนจำไม่ห้ามปราม นักโทษที่คิดจะแหกคุก และถ้าแหกคุกได้สำเร็จยังได้รับสิทธิพิเศษ ให้เข้าออกเรือนจำได้ทุกเวลา ให้ชักชวนนักโทษอื่นๆ ให้แหกคุกได้หมายความว่าอย่างไร

ตอบ หมายความว่า วัฏฏะไม่เคยกีดกัน ผู้ที่จะปฏิบัติตามศีล สมาธิ ปัญญา
เพื่อบรรลุพระนิพพาน เมื่อบรรลุพระนิพพานแล้ว จะเทศนาสั่งสอนให้สัตว์ทั้งหลายทำลายวัฏฏะเสีย ก็อาจทำได้


10. บุรุษผู้ยืนโฆษณาชักชวนให้นักโทษแหกคุก และแจกขวานหิน ขวานเหล็ก ขวานเพชรหมายถึงใคร

ตอบ หมายถึงพุทธบริษัทผู้เห็นภัยในวัฎฎะ ปฏิบัติตามศีลสมาธิปัญญาจนบริสุทธิ์หลุดพ้นด้วยตนเอง แล้วสั่งสอนผู้อื่นให้ปฏิบัติตาม การที่นักโทษไม่ค่อยสนใจ เปรียบเหมือนมนุษย์ในโลก ที่มัวเพลิดเพลินอยู่กับอารมณ์ของโลก ไม่สนใจในพระศาสนา ไม่ปฏิบัติตามศีลสมาธิปัญญา


11. การที่ "ข้าพเจ้า" เข้าไปเยี่ยมเรือนจำ แล้วก็พลอยถูกจับกลายเป็นนักโทษประหารไปด้วย หมายความว่าอย่างไร

ตอบ หมายความว่า ใครๆ ก็ตามที่ไปเกิดในภพทั้งสาม แล้วจะต้องตายทั้งสิ้น


12. เจ้าหน้าที่ทั้งสามของเรือนจำที่ควบคุม "ข้าพเจ้า" อยู่ ทุกฝีก้าวนั้นหมายถึงอะไร

ตอบ เจ้าหน้าที่ทรมานสัตว์ โดยการค่อยๆ ตัดอวัยวะต่างๆ ออกทีละน้อย
หมายถึง ชรา ความแก่ เจ้าหน้าที่ ปล่อยสัตว์ร้ายกัดนักโทษให้ตาย หมายถึง พยาธิ ความเจ็บป่วย เพชฌฆาตผู้ประหารชีวิตนักโทษโดยตรง หมายถึง มรณะ ความตาย





ที่มา: เว็บธรรมจักร http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=11738