ย้อน หลังไปกว่า ๒๕๐๐ ปี ในค่ำคืนหนึ่ง พระจันทร์เพ็ญเต็มดวงอยู่ในกลุ่มดาวฤกษ์วิสาขะ บุรุษผู้หนึ่งเพียบพร้อมด้วยลักษณะของมหาบุรุษ ๓๒ ประการ ในชุดผ้าย้อมฝาด นั่งคู้บัลลังก์ อยู่ใต้ต้นอัสสัตถพฤกษ์ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ณ.อุรุเวฬาเสนานิคม ดำรงสติเฉพาะหน้า ระลึกรู้ลมหายใจ… ลมหายใจออกยาว รู้, ลมหายใจเข้ายาว รู้, ลมหายใจออกสั้น รู้, ลมหายใจเข้าสั้น รู้ …
สติที่ระลึกรู้อยู่กับปัจจุบัน ระลึกรู้อยู่เฉพาะหน้า บ่มเพาะให้เกิดความตั้งมั่นของจิต จิตไม่ไหลไปรวมกับอารมณ์ เป็นสัมมาสมาธิ เป็นสัมมาสติ ในอานาปานสติ คือสติอันเกิดจากการระลึกรู้ลมหายใจ จิตยกขึ้นสู่ภูมิวิปัสสนา เจริญอยู่ในสติปัฏฐาน ๔ คือมีสติ ระลึกรู้ลงที่ กาย เวทนา จิต ธรรม ตามความเป็นจริง ด้วยจิตที่ตั้งมั่น เป็นกลาง จิตพิจารณาธรรมตามความเป็นจริงด้วยกำลังแห่งปัญญา ข่มพญามารที่พรั่งพร้อมด้วยเสนาใหญ่ ด้วยบารมีอันยิ่งของพระโพธิสัตว์ทั้ง ๓๐ ประการที่ใช้เวลาบ่มเพาะยาวนานกว่า ๒๐ อสงไขยกัปป์ พญามารจึงถึงซึ่งความพ่ายแพ้ไป
เพียงก่อนหน้านั้นไม่นานเลย บุรุษผู้เพียบพร้อมด้วยลักษณะมหาบุรุษ มีความเชื่ออยู่ว่า ต้องทรมานตนให้ถึงที่สุด เพื่อให้กิเลสถูกทำลายเผาผลาญไปหมดสิ้น จิตจะได้เป็นอิสระ พ้นจากการเกิดการตายและความทุกข์ทั้งปวง แต่เมื่อบำเพ็ญทุกขกริยาอันทรมานยิ่งกว่าผู้ใดจะทานทนได้ จนสลบไสลไม่ได้สติไป ก็ไม่เห็นว่ากิเลสจะเบาบางลงไปแต่อย่างใด มีแต่ร่างกายที่ซูบผ่ายผอมและสิ้นไร้เรี่ยวแรง แม้กระทั่งจะทรงกายยืนอยู่ก็ไม่ไหว อาศัยได้ยินเสียงพิณ ๓ สาย เส้นหนึ่งตั้งหย่อนยานเกินไปจนไม่เกิดเสียง เส้นหนึ่งตั้งตึงเกินไปจนขาดเมื่อดีดเพียงไม่กี่ครั้ง มีเพียงเส้นเดียวที่ขึงตึงพอดีที่ยังคงส่งเสียงพิณแสนไพเราะออกมาได้ จึงรู้ได้ด้วยปัญญาอันบ่มเพาะมาแต่กาลก่อนว่า หนทางที่เกลือกกลั้วด้วยกามคือความหย่อนยาน และการทรมานตนให้เดือดร้อนคือการขึงตึงเกินไป หาใช่หนทางที่จะไปสู่ความพ้นทุกข์ไม่
ก็การเกลือกกลั้วด้วยกามนั้น บุรุษผู้นี้ ผู้ซึ่งมีนามว่า เจ้าชายสิทธัต ถะ ได้รับการบำรุงบำเรอจากพระราชบิดายิ่งกว่าเจ้าชายใดๆ ปราสาท ๓ ฤดู ที่พรั่งพร้อมด้วยสระบัวและดอกไม้นานาพรรณ อีกทั้งข้าราชบริพารและนางฟ้อนรำ ที่ประโคมทุกค่ำเช้า ก็ไม่อาจทำให้จิตใจมีความสุขแช่มชื่นอยู่ได้ ความเบื่อหน่ายก็ยังคงแทรกเป็นระยะจนต้องเสด็จประพาสอุทยาน และได้พบกับเทวทูต ๔ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และนักบวช ทำให้น้ำพระทัยน้อมเสด็จออกบวช และเสด็จออกบวชในค่ำคืนหนึ่งที่พระโอรสนามราหุลประสูติ
ค่ำ คืนจันทร์เพ็ญ ฤกษ์วิสาขะ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรานี้เอง จิตของเจ้าชายสิทธัตถะ ผู้เป็นโพธิสัตว์ที่เปี่ยมด้วยบารมี ๓๐ ประการ น้อมไปสู่เนกขัมมะคือดำริออกจากกาม เห็นโทษของการเกลือกกลั้วในกาม เห็นอานิสงส์ของการหลีกออกจากกาม จิตสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย จิตถึงปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌานตามลำดับ
ลำดับ นั้น จิตของมหาบุรุษผู้เป็นพระโพธิสัตว์ มีความตั้งมั่นบริสุทธิ์ผ่องใสไม่มีกิเลส ปราศจากกิเลส เป็นธรรมชาติ อ่อนโยนควรแก่การงาน ถึงความไม่หวั่นไหว จิตน้อมไปเฉพาะ บุพเพนิวาสานุสสติญาณ ในยามต้น (ราว ๓ ทุ่ม) ระลึกชาติแต่หนหลังได้เป็นอันมาก น้อมไปเฉพาะจุตูปปาตญาณ ในยามกลาง (ราวเที่ยงคืน) มีทิพยจักษุรู้การเกิด การเป็นอยู่ ของสรรพสัตว์ รู้เหตุของการเกิดอันประณีตหรือเลวทรามว่าเป็นไปตามกรรม และในยามปลาย (ราวตี ๓) จิตน้อมไปเฉพาะอาสวักขยญาณ เจริญธรรมานุปัสนาพิจารณาอริยสัจจ์ รู้ชัดตามเป็นจริงว่า "นี่ทุกข์, นี่เหตุแห่งทุกข์, นี่ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, นี่ทางให้ถึงความดับไม่มีเหลือแห่งทุกข์, และเหล่านี้เป็นอาสวะทั้งหลาย, นี้เหตุแห่งอาสวะทั้งหลาย, นี้ความดับไม่มีเหลือแห่งอาสวะทั้งหลาย, นี้เป็นทางให้ถึงความดับไม่มีเหลือแห่งอาสวะทั้งหลาย" เมื่อ รู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ จิตของมหาบุรุษก็พ้นจากกามาสวะ ภวาสวะ และอวิชชาสวะ ครั้นจิตพ้นแล้วก็เกิดญาณหยั่งรู้ว่า จิตพ้นแล้ว รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์จบแล้ว กิจที่ต้องทำได้ทำสำเร็จแล้ว กิจอื่นที่จะต้องทำเพื่อความ (หลุดพ้น) เป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก โลกจึงมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในค่ำคืนนั้นเอง
เมื่อตรัสรู้แล้ว ทรงดำริขึ้นมาว่า
“ทาง นี้เป็นที่ไปอันเอก เพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวล่วงความโศกและความร่ำไร เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อทำนิพพานให้แจ้ง ทางนี้ คือ สติปัฏฐาน ๔”
“สติปัฏฐาน ๔ เป็นไฉน? พึงพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ หรือพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย”
“ทาง เป็นที่ไปอันเอกนี้ เพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวล่วงความโศกและความร่ำไร เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อทำนิพพานให้แจ้ง ทางนี้ คือ สติปัฏฐาน ๔”
วัน เพ็ญวิสาขฤกษ์อีกวันหนึ่ง ก่อนหน้าการตรัสรู้ของมหาบุรุษราว ๓๕ ปี คือวันที่มหาบุรุษผู้เป็นพระโพธิสัตว์ เสด็จออกจากครรภ์พระมารดา ด้วยความมีสติ มีสัมปชัญญะบริบูรณ์ ใต้ต้นสาละ สวนลุมพินี ซึ่งอยู่กลางระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์ ของพระราชบิดา และกรุงเทวทหะอันเป็นแผ่นดินเกิดของพระราชมารดา ในครานั้น แผ่นดินเกิดการหวั่นไหวเป็นโกลาหล เมื่อพระโพธิสัตว์ผู้พร้อมด้วยบารมี 30 ประการ ได้อุบัติขึ้นในโลกเป็นชาติสุดท้าย
แลอีกวันหนึ่งหลังจากวันตรัสรู้อีก 45 ปี วันเพ็ญวิสาขฤกษ์ยังเป็นวันที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเสด็จดับขันธ์ ปรินิพพาน ใต้ต้นรังคู่ ที่เมืองกุสินารา หลังจากเสวยสุกรมัททวะ (เห็ดพื้นเมือง)
ตลอด 3 เดือน ก่อนเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมเรื่องอริยสัจจ์เป็นส่วนมาก อริยสัจจ์คือใจความสำคัญของพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์ทรงแสดงอริยสัจจ์นับแต่ประกาศพระศาสนาครั้งแรก ยังประโยชน์ให้กับปัญจวัคคีย์-พระอัญญาโกณฑัญญะได้บรรลุดวงตาเห็นธรรม ดังที่ปรากฏในธรรมจักกัปวัตนสูตร ซึ่งทรงแสดงทางแห่งการปฏิบัติ คือทางสายกลาง-มัชฌิมาปฏิปทาไว้ด้วย
ทางสายกลางคือทางที่ไม่เกลือกกลั้วในกาม (เกลือกกลั้วในกาม-กามสุขัลลิกานุโยค) และคือทางที่ไม่เพ่งหรือทรมานตน (เพ่งทรมานตน-อัตตกิลมถานุโยค) ได้แก่ มรรคอันมีองค์ ๘ ประการ คือ สัมมาทิฎฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมาวายาโม สัมมาอาชีโว สัมมากัมมันตะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ อันสรุปรวบลงในวิธีการปฏิบัติ คือ การเจริญสติปัฏฐาน ๔ เรียกรวบรัดโดยย่อ คือ ความไม่ประมาท
วัน เพ็ญวิสาขฤกษ์ จึงเป็นวันที่มีความสำคัญในพระพุทธศาสนา เพราะเป็นวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ของพระพุทธเจ้า เรียกกันว่า วันวิสาขบูชา
แลก่อนเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทานปัจฉิมโอวาทไว้ ความว่า
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราขอเตือนพวกเธอว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา พวกเธอจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด”
วัชรพล ศิริวัฒน์
วันวิสาขบูชา พุทธศักราช ๒๕๕๒
วารสารบ้านอารีย์ ฉบับที่ 31 วันวิสาขบูชา
อนุโมทนาด้วยค่ะ -/\-
ReplyDeleteตั้งแต่เด็กรู้สึกว่า
วันวิสาขบูชา
เป็นวันที่ยิ่งใหญ่มากในความรู้สึกแนน
ยิ่งโต ยิ่งมีความเข้าใจมากขึ้นเท่าไหร่ (แต่ก็ยังน้อยอยู่ดี)
ยิ่งมีความรู้สึกว่า เป็นวันที่มีความหมาย
และเป็นวันที่มีพระคุณที่สุดอย่างหาอะไรเปรียบเทียบไม่ได้
-/\-
ปล.รูปคุ้น ๆ เนาะ เหมือนเห็นที่ไหนมาก่อนอ่ะ
เดจาวูป่าวอ่ะ ^_^
ความจำดีนะเนี่ย ฝึกบ่อย ๆ อาจจะมีบุพเพญาณฯได้นะ อิอิ
ReplyDeleteรูปประกอบมาจากคุณ tynanus http://tynanus.multiply.com อนุโมทนาด้วยนะครับ
ReplyDeleteอนุโมทนากับอาจารย์โสภณด้วยครับ
ReplyDeleteชอบพิณสามสายค่ะ
ReplyDeleteเห็นภาพชัดเจนเลยอ่ะ
อนุโมทนาค่ะ พี่เก๋ ^/\^
เล่นmultiplyนี่ดีนะคะ อนุโมทนา แล้วรับเละเลย อิอิ ^__^
ReplyDeleteแหะ ๆ ต้องอนุโมทนาเจ้าของบทความพี่วัชรพลมากกว่านะครับ ผมแค่ copy มาลงเท่านั้นครับ ^^
ReplyDeleteไปเอาความรู้ทางธรรมมาจากหลายแหล่ง
ReplyDeleteแว๊บมาบ้านนี้อีกหลัง จะเป็นไรไป ^__^
อนุโมทนาคุณเก๋ ที่สละเวลามาอัพ blog และนำธรรมะมาแบ่งปันกันด้วยจ้า :-)