Thursday, November 5, 2009

อย่าภาวนาเพื่อจะได้อะไร เพราะไม่มีอะไรให้ได้


อย่าภาวนาเพื่อจะได้อะไร เพราะไม่มีอะไรให้ได้ให้เอา




"เรา" เป็นเพียงสภาวะที่จิตปรุงแต่งขึ้นแล้วก็ดับไปเป็นคราวๆ ไม่ต่างจากสภาวะอื่นๆ หรือแม้แต่ตัว "จิต" ก็เป็นเพียงสภาวะหนึ่ง ที่เกิดขึ้น แล้วก็ดับลงไป ไม่คงทน ถาวรใดๆ

ดังนั้นการภาวนา เราก็ภาวนาเพื่อให้เห็นความจริง คือ เพื่อให้จิตเห็นความจริง
เห็นบ่อยๆ เห็นเนืองๆ จนจิตยอมรับความจริงหมดจด

เมื่อใดที่จิตยอมรับความจริงหมดจดแล้ว
เมื่อนั้นจิตก็จะมีปัญญาแล้วสลัดทิ้งซึ่งความเห็นผิดในเบื้องต้น
สลัดทิ้งความยึดถือในเบื้องปลาย


==========


เคยสังเกตมั้ยครับว่าทำไมการโฆษณาประชาสัมพันธ์ การโฆษณาชวนเชื่อ จึงเป็นเรื่องหนึ่งที่ยังคงยืนยงและยิ่งใหญ่เสมอมาใน "โลก" ก็เพราะธรรมชาติของจิตเขานี่เองไงครับ

จิตเขาเห็นอะไรบ่อยๆ เขาก็จะเชื่อว่าสิ่งนั้นเป็นของจริง เป็นความจริง

ก็หากเราเอาความลวงมาให้จิตเห็น จิตรู้ ได้บ่อยๆ จิตเขาก็จะเชื่อว่าความลวงนี่เป็นความจริง การโฆษณา การประชาสัมพันธ์ การโฆษณาชวนเชื่อ การตลาด ก็ใช้ประโยชน์จากตรงนี้ เพื่อชักจูงเราไปสู่เป้าหมายของเขา

หากถอดความมาอีกชั้น ก็จะบอกว่า
"มนุษย์เป็นสัตว์ที่บอกว่าตนเองมีเหตุผล แต่ความจริงแล้วมนุษย์เป็นสัตว์ที่แค่คิดว่าตัวเองมีเหตุผล"

หากได้หัดตามรู้ตามดูไปจริงๆแล้ว เราจะเห็นได้เองเลยครับว่า เราไม่ได้ใช้เหตุผลในการตัดสินใจหรอกนะครับ แต่เราใช้เหตุผลมาสนับสนุนการตัดสินใจของเราเท่านั้นเอง เพราะความจริงแล้ว เราตัดสินใจกันด้วย "ความชอบใจ" "ความไม่ชอบใจ" หรือ "ความยินดี" "ความยินร้าย"

อย่าเห็นว่าความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ความยินดี ความยินร้าย ไม่น่าจะมีผลอะไร เพราะที่เราต้องเวียนว่ายตายเกิดกันทุกวันนี้ และยังเวียนว่ายตายเกิดกันต่อๆไป แม้กระทั่งไปเกิดในสวรรค์ ในนรก หรือแม้แต่โลกที่วุ่นวายรบราฆ่าฟันกันอยู่ทุกวันนี้ หรือก่อให้เกิดธุรกิจระดับพันล้านเหรียญ หมื่นล้านเหรียญ ก็เพราะ "ความชอบใจ" "ความไม่ชอบใจ" นี่ล่ะครับ

ดังนั้น หากเราไม่ต้องการไหลไปตามกระแสโลกแล้ว เราจะเป็นผู้ทวนกระแสโลกแล้ว เราก็ต้องมี "วิญญาณขบถ" เล็กน้อย คือ แทนที่จะปล่อยให้จิตอยู่กับความฝัน ความหลง อยู่กับความลวง ที่โลก(และเรา)เสกสรรปั้นแต่งกันขึ้นมา เราก็เปิดโอกาสให้จิตได้ "เรียนรู้ความเป็นจริง" ของกาย ของใจ ไปเรื่อยๆ

เมื่อ จิตเขาได้เรียนรู้ความเป็นจริงของกายของใจไปเรื่อยๆ จิตเขาก็จะพิจารณาธรรมด้วยตัวของเขาเอง เขาจะเริ่มอบรมบ่มเพาะปัญญาด้วยตัวของเขาเอง พอถึงวันหนึ่ง ปัญญาแก่รอบแล้ว มีกำลังเต็มที่แล้ว ปัญญาจะประหารสังโยชน์ที่ร้อยรัดจิตเอาไว้ให้ขาดไปตามลำดับครับ ซึ่งทั้งหมดนั่น เราทำหน้าที่เพียงแค่ "เปิดโอกาสให้จิตได้รู้ได้เห็นความเป็นจริงเนืองๆ" เท่านั้นเอง ส่วนการพิจารณาธรรม เป็นหน้าที่ เป็นงานในพระพุทธศาสนา ของจิตเขาครับ

การเปิดโอกาสให้จิตได้เรียนรู้ความเป็นจริงของกายของใจที่ว่านี้ ก็มีชื่อในตำราของพระพุทธศาสนาว่า "เจริญสติปัฏฐาน ๔" นี่ล่ะครับ



เขียน มาถึงตรงนี้ นึกถึงเรื่อง "ไม้สีไฟ" ที่หลวงปู่ชาท่านแสดงเอาไว้หนหนึ่ง ได้ยินได้ฟังผ่านเทปที่มีท่านผู้ปราถนาดีเอามาฝากนะครับ ท่านบอกว่า...

เปรียบไม้สีไฟ บางคนสีๆอยู่แล้วหยุด หยุดแล้วสีใหม่ ไฟก็ไม่ติดสักที เพราะพอสีไปได้หน่อยแต่ความร้อนไม่พอ ไฟก็ยังไม่ติด พอเลิกสีไฟ ความร้อนก็ไม่มี พอมาเริ่มใหม่ ก็ต้องตั้งกันใหม่ แต่กับบางคนสีไปเรื่อยๆ พอความร้อนมากพอ ไฟก็ติดของมันเอง

(กับความเห็นของตนเอง การรู้ทันนี่ล่ะวิเศษสุดแล้วครับ วันใดที่รู้ทันอย่างเป็นธรรมชาติ ลงไปที่กายใจ อันเป็นปัจจุบัน แม้ไม่ได้อะไร แต่ก็มีความสุข ความอิ่มเอมใจ ไปทั้งวันแล้วนะครับ มีเงินพันล้านก็ยังมาซื้อไปไม่ได้ มีอำนาจขนาดนายพล ก็ไม่สามารถสั่งให้ใครมาพรากไปจากเราได้เลย แต่ว่าความสุขนี้จะพรากจากไป เพียงแค่เราไม่เจริญสติปัฏฐานน่ะครับ)

ขอให้เจริญในธรรมครับ  

=========

อ่านเจอคำตอบของคุณวัชรพลที่ตอบกระทู้ผู้หนึ่งจากเวปลานธรรม http://larndham.net/index.php?showtopic=37059 ผมเอามาจัดหน้าใหม่ แนะนำให้ไปอ่านกระทู้จากต้นฉบับด้วยครับ

อนุโมทนาพี่เจ้าของกระทู้และพี่ตึก (http://vacharaphol.multiply.com/) ด้วยครับ

5 comments:

  1. "มนุษย์เป็นสัตว์ที่บอกว่าตนเองมีเหตุผล แต่ความจริงแล้วมนุษย์เป็นสัตว์ที่แค่คิดว่าตัวเองมีเหตุผล"

    คำพูดพี่ตึกช่างคมคาย สมกับเป็นพี่ตึกมากๆครับ อนุโมทนาพี่เก๋ด้วย
    ช่วงนี้ผมไม่ค่อยได้ไปแอบดูกระทู้ในลานธรรมเลย งานเข้าๆ :)

    ReplyDelete
  2. อนุโมทนาค่าๆๆ

    "ความชอบใจ" "ความไม่ชอบใจ" คือ ศัตรูของสังสารวัฏ

    ^/\^

    ReplyDelete
  3. ขอบคุณค่ะ สาธุค่ะ

    ReplyDelete