สืบเนื่องจากเล่นเวปลานธรรมกระทู้เก่าจึงเจอกระทู้ และ link บางอันที่ฝากอยู่บนโฮสที่สามารถแสดงอนิจจังได้ทุกเวลา จึงนำมาแปะไว้ในเวปนี้อีกแห่งหนึ่ง
กระทู้นี่คุณดังตฤณ ได้จัดลำดับพระป่าตามอาวุโสปีเกิดไว้ (http://www.larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/000132.htm) และคุณพัลวันได้นำมาลงใน geocities (http://www.geocities.com/Tokyo/Gulf/4126/TrueMonks.html) จึงขอนำมาลงไว้ในที่นี้ด้วยอีกแห่ง โดยผมได้เพิ่มรูปภาพครูบาอาจารย์ที่หาได้จาก google เพิ่มเติมเข้าไปด้วยครับ
เนื่องจากไม่สามารถติดต่อทั้ง คุณดังตฤณและคุณพัลวันเพื่อขออนุญาตได้ จึงขออนุญาตด้วยใจเป็นธรรมทานครับ -/\- และขออนุโมทนาแด่ทุกท่านที่ได้นำภาพครูบาอาจารย์ไว้บนอินเตอร์เน็ทครับ -/\-
ลำดับพระป่าตามอาวุโสปีเกิด
| ชื่อ - ฉายา | เกิด | คติธรรม คำสอนสำคัญ |
|---|
หลวงปู่จันทร์ สิริจนฺโท | 20 มีนาคม 2399 | เปล่า…ไม่มีใครเกิด ไม่มีใครแก่ ไม่มีใครตาย นามรูป ธาตุขันธ์ อายตนะ เกิดขึ้นแล้วดับไปต่างหาก |
|---|
หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล | 2 พฤศจิกายน 2402 | ถ้าหากภูมิจิตของผู้ปฏิบัติจะมองเห็นแต่เพียงกายทั้งหมดนี้เป็น แต่เพียงธาตุสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ รู้แต่เพียงว่าธาตุสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ และภูมิจิตของท่านอยู่แค่นั้น ก็มีความรู้เพียงแค่ชั้นสมถกรรมฐาน ถ้าภูมิจิตของผู้ปฏิบัติ ปฏิบัติความรู้ไปสู่พระไตรลักษณ์ ถ้าหากมีอนิจจสัญญา ความสำคัญมั่นหมายว่าไม่เที่ยง ทุกขสัญญา ความสำคัญมั่นหมายว่าเป็นทุกข์ (เพราะตั้งอยู่ไม่ได้) อนัตตสัญญา ความสำคัญมั่นหมายว่าไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง ภูมิจิตของผู้ปฏิบัตินั้นก็ก้าวเข้าสู่ภูมิแห่งวิปัสสนา< /td> |
|---|
หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต | 20 มกราคม 2413 | แก้ให้ตกเน้อ แก้บ่ตกคาพกเจ้าไว้ แก้บ่ได้แขวนคอต่องแต่ง แก้บ่พ้นคาก้นย่างยาย คาย่างยายเวียนตายเวียนเกิด เวียนเอากำเนิดในภพทั้งสาม ภพทั้งสามเป็นเฮือนเจ้าอยู่ |
|---|
หลวงปู่จันทร์ เขมิโย | 5 ธันวาคม 2424 | ผู้ใดอยากดี อย่าพากันพูดเล่น ให้พากันขยันหมั่นเพียร อย่าเป็นคนเกียจคร้าน ผู้ใดอวดเก่ง ผู้นั้นเป็นคนขี้ขลาด ผู้ใดอวดฉลาด ผู้นั้นเป็นคนโง่ ผู้ใดคุยโว ผู้นั้นเป็นคนไม่เอาถ่าน อยากเป็นคนดี ต้องทำดีถูก |
|---|
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ | 16 มกราคม 2430 | ของเก่าปกปิดความจริง ตัดอดีต อนาคตลงให้หมด จิตดิ่งอยู่ในปัจจุบัน รู้ในปัจจุบัน ละในปัจจุบัน ทำในปัจจุบัน แจ้งอยู่ในปัจจุบัน ไม่มีสติ ไม่มีปัญญา ไม่มีความเพียร ไม่มีความสำเร็จ |
|---|
หลวงปู่ดุลย์ อตุโล | 4 ตุลาคม 2430 | คิดเท่าไหร่ก็ไม่รู้ ต้องหยุดคิดให้ได้จึงรู้ แต่ก็ต้องอาศัยความคิดนั่นแหละจึงรู้ คนในโลกนี้ต้องมีสิ่งที่มี เพื่ออาศัยสิ่งนั้นเป็นผู้ปฏิบัติธรรม ต้องปฏิบัติถึงสิ่งที่ไม่มี และอยู่กับสิ่งที่ไม่มี |
|---|
หลวงปู่ทองรัตน์ กนฺตสีโล | 1 มกราคม 2431 | (...ลูกชายตายหรือ) ให้มันตาย ให้มันตายหมดโคตร หมดเชื้อหมดแนวมัน หมดพ่อหมดแม่มัน (นี่แหละเท่าทันวัฏสังขาร...) |
|---|
หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม | 3 กุมภาพันธ์ 2431 | พุทธะคือผู้รู้ก็ตัวเรานี้เอง เปรียบได้กับไข่อยู่ข้างในเปลือก ทำให้เปลือกไข่แตกเราก็ได้ไข่ พิจารณาร่างกายของเราให้แตก แล้วเราก็จะได้ธรรมะ |
|---|
หลวงปู่จูม พนฺธุโล | 24 เมษายน 2431 | ความรัก ความชัง เป็นปฏิปักษ์ธรรม |
|---|
หลวงปู่ขาว อนาลโย | 28 ธันวาคม 2431 | ทำไมเกิดมาไม่เหมือนกันล่ะ ไม่เหมือนกันคือความประพฤติ ผู้นี้เขาประพฤติดี เขามีการรักษาศีล มีการให้ทาน มีการสดับรับฟัง เขาจึงมีปัญญาดี มีการศึกษาเล่าเรียนดี อยู่ไหนก็มีแต่กรรมดี |
|---|
หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม | 27 มกราคม 2432 | วิธีแก้จิตก็คือวิธีนั่งสมาธินี้เอง แต่ก็เป็นของที่ขาดคราวมานาน จนผู้ศึกษาพระพุทธศาสนาเข้าใจผิดไปหมดว่าหมดคราวหมดสมัย หมดเขตมรรคผลธรรมวิเศษเสียแล้ว ประวัติเพิ่มเติม < /font> |
|---|
หลวงปู่กินรี จนฺทิโย | 8 เมษายน 2439 | ถ้าขาดสติ โอกาสที่จิตใจจะวิ่งไปตามอารมณ์ภายนอกมันก็มีมากขึ้น และอารมณ์ทั้งหลายก็ย่อมครอบงำจิตให้หลงใหลมัวเมาได้ง่ายขึ้น ประวัติเพิ่มเติม
|
|---|
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร | 20 สิงหาคม 2442 | บุญกุศลนั้นก็ไม่ใช่อื่นไกล ก็ได้แก่ทานบารมี ศีลบารมี ภาวนาบารมีนี้แหละ ทานก็รู้อยู่แล้ว คือการสละหรือการละการวาง ผู้ใดละมาก วางได้มาก ก็เป็นผลานิสงส์มาก ผู้ใดวางได้น้อย ละได้น้อย ก็มีผลานิสงส์น้อย ประวัติเพิ่มเติม < /font> |
|---|
| หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโณ | 6 พฤศจิกายน 2443 | เราจะกลัวเสือหรือกลัวกิเลส กิเลสมันทำให้เราตายนับภพนับชาติไม่ถ้วน เสือตัวนี้มันทำให้เราตายได้หนเดียว |
|---|
| หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร | 11 กุมภาพันธ์ 2444 | จิตติดที่ไหน ย่อมไปเกิด ณ ที่นั้น จิตติดเรือนก็อาจจะมาเกิดเป็นจิ้งจกตุ๊กแกได้ แม้แต่พระภิกษุติดจีวรยังไปเกิดเป็นเล็น น่าหวาดกลัวนัก แล้วกิเลสมีร้อยแปดประตู พุทโธมีประตูเดียว เพราะฉะนั้นให้ฝึกหัดปฏิบัติให้คุ้นเคย วาระที่เราจะเปลี่ยนภพเปลี่ยนชาติจะเข้าจิตได้ทันหรือเปล่า |
|---|
| หลวงปู่ชอบ ฐานสโม | 12 กุมภาพันธ์ 2444 | ...แน่นอน มรรคผลนั้นคงอยู่แค่เอื้อมนั้นเอง เทศน์ที่สั้นที่สุด...วาง พิจารณาตน วางตัวเจ้าของ จิตตะในอิทธิบาท 4 เอาใจใส่ นั่งก็ตาย นอนก็ตาย ยืนก็ตาย เดินก็ตาย |
|---|
| หลวงปู่คำดี ปภาโส | 26 มีนาคม 2445 | ความไม่ประมาท คือเป็นผู้มีสติจดจ่ออยู่ที่กายและใจทุกอิริยาบถ ไม่มีการเผลอสติ จึงจัดว่าเป็นผู้ไม่ประมาท เข้าใจไหม? |
|---|
| หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี | 26 เมษายน 2445 | แท้ที่จริงธรรมะคือตัวของเรานี้ทุกคนก็มีแล้วครบมูลบริบูรณ์ ทุกอย่าง แต่เราไม่ได้สร้างสมอบรมให้เห็นธรรมะที่มันมีในตนของตน ธรรมะแทรกอยู่ในขันธโลกอันนี้ หากใช้อุบายปัญญาพิจารณากลั่นกรองด้วยวิธี 3 อย่าง มีศีล ษมาธิ ปัญญา ดังอธิบายแล้ว ธรรมะจะปรากฏในตัวของตน ของตน กายและจิตอันนี้เป็นบุญกรรมและกิเลสนำมาตกแต่งให้ เมื่อนำมาใช้โดยหาสาระมิได้ ถึงแม้จะมีอายุยืนนาน ก็ปานประหนึ่งว่าหาอายุมิได้ สมกับพุทธพจน์ที่พระองค์ตรัสว่า บุคคลใดมีชีวิตอยู่ร้อยปี แต่เขามิได้พิจารณาเห็นความเกิดดับของอัตภาพนี้ ผู้นั้นสู้ผู้เขามีชีวิตอยู่วันเดียว แต่พิจารณาเห็นความเกิดดับไม่ได้ |
|---|
| หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ | 1 กรกฎาคม 2445 | ธรรมะเป็นทางแก้ทุกข์ เมื่อจะแก้ก็ต้องสอบทุกข์ก่อน ให้เห็นทุกข์ก่อนเหมือนกับเราทำงานอะไร เราต้องเห็นงานก่อน จึงจะทำได้ ทุกข์อันหนึ่งที่เป็นงานของพวกเราควรทำ ถ้าไม่ทำเราก็ไม่พ้น ฉะนั้นพระพุทธเจ้าทรงสอนพวกเราให้รู้ทุกข์ |
|---|
| หลวงปู่ผาง จิตฺตคุตฺโต | 5 สิงหาคม 2445 | ศีลมีมากมายหลายข้อ ไม่ต้องรักษาหมดทุกข้อหรอก รักษาแต่ใจตัวเองอย่างเดียวให้ดีเท่านั้น กายวาจาก็จะดีไปด้วยกัน |
|---|
| หลวงปู่ศรีจันทร์ วณฺณาโภ | 18 มกราคม 2447 | กายเหมือนเรือ ใจเหมือนนายเรือ ถ้านายเรือไม่รับการฝึกหัดชำนิชำนาญ หรือประมาทไป ก็จะพาเอาเรือไปเป็นอันตรายเสีย ต่อเป็นผู้ได้ศึกษาและมีสติ จึงจะสามารถพาไปถึงท่า |
|---|
| หลวงปู่ลี ธมฺมธโร | 31 มกราคม 2449 | คนที่จะพ้นตาย ต้องทำตัวเหมือนคนตาย คนกลัวตายต้องตายอีก ผู้ที่จะพ้นจากภพก็ต้องเข้าไปอยู่ในภพ ผู้ที่จะพ้นจากชาติต้องรู้เรื่องของตัว จึงจะเป็นไปได้ ขณะเรานั่งสมาธิหลับตาภาวนั้น ก็ให้หลับแต่ตา ส่วนใจเราต้องให้สว่างไสว ษมาธิเปรียบเหมือนตะปู ปัญญาเปรียบเหมือนค้อนที่ตอกตะปู ถ้าตะปูเอียงไปค้อนก็ตีผิดๆถูกๆ ตะปูนั้นก็ไม่ทะลุกระดานนี้ฉันใด ใจเราจะบรรลุธรรมชั้นสูงทะลุโลกได้จะต้องมีสมาธิเป็นหลักก่อน แล้วจึงเกิดญาณปัญญา ญาณนี้จะได้แต่คนทำสมาธิเท่านั้น ส่วนปัญญาธรรมดาย่อมมีอยู่ทั่วไปแก่คนทั้งหลาย |
|---|
| หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร | 26 พฤศจิกายน 2452 | การภาวนาไม่ใช่เป็นของหนักเหมือนแบกไม้หามเสา เป็นของเบาที่สุด นึกภาวนาบทใดข้อใด ก็ให้เข้าถึงจิตถึงใจ จนจิตใจผ่องใสสะอาดตั้งมั่นเที่ยงตรงคงที่อยู่ ภายในจิตใจของตน ใจก็สบาย นั่งก็สบาย นอนก็สบาย ยืนไปมาที่ไหนก็สบายทั้งนั้น ในตัวคนเรานี้เมื่อจิตใจสบาย กายก็พลอยสบายไปด้วย อะไรๆทุกอย่างมันก็สบายไป มันแล้วแต่จิตใจ |
|---|
| หลวงปู่บุญมี สิริธโร | 14 ตุลาคม 2453 | เมื่อนั่งภาวนาให้เป็นผู้มีสติ อย่าให้มันขาด ธรรมะจั่งสิเจริญขึ้น ซาดว่าเฮ้ดซื่อๆ บ่มีสติ ธรรมะมันบ่เกิด |
|---|
| หลวงปู่เทียน จิตฺตสุโภ | 5 กันยายน 2454 | ความรู้สึกตัวเป็นรากเหง้าของบุญ ความไม่รู้เป็นรากเหง้าของบาป |
|---|
| หลวงปู่บัวพา ปญฺญาภาโส | 31 ตุลาคม 2454 | คนเราควรใช้สติเป็นตา ใช้ปัญญาเป็นกล้องส่องใจ จะได้รู้ว่าสภาพที่แท้จริงของจิตเป็นอย่างไร ธรรมชาติของปกติจิต คือพื้นที่ของภวังคจิต เป็นจิตที่ผ่องใสไพโรจน์ จิตที่แปรผันออกจากพื้นที่ของมันเพราะตัวอวิชชา คือความไม่รู้เท่าทันต่อโลก ไม่รู้เท่าทันต่ออารมณ์ จิตจึงได้ผันแปรออกจาก "ความปกติ" (หมายถึงความสงบ) แล้วกลายเป็นบุญหรือกลายเป็นบาป |
|---|
| หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ | 8 มกราคม 2455 | อันสตินี้ สัมปชัญญะนี้ ก็สมมติเป็นโชเฟอร์ ผู้กำพวงมาลัย ได้แก่เป็นผู้มีสติคอยระมัดระวังกาย วาจา จิต อยู่เสมอๆ |
|---|
| หลวงปู่มหาบัว ญาณสมฺปนฺโน | 12 สิงหาคม 2457 | การคลี่คลายคือการเปิดดูหัวของกิเลสนั่นเอง มันหลบ มันซ่อน มันยึด มันถืออยู่ตรงไหน มันยึดมันถือว่าอันไหนสวยอันไหนงาม ธรรมะฟาดเข้าไปๆ มันสวยที่ไหน มันงามที่ไหน |
|---|
| หลวงปู่ชา สุภทฺโท | 17 มิถุนายน 2461 | หมามันยังรู้จักอารมณ์ของมันเลย เวลาหิวมันก็คราง "หงิงๆ" ใครไม่รู้จักอารมณ์ของตัวเองก็ตายเสียดีกว่า |
|---|
No comments:
Post a Comment