อนุโมทนาแด่ทุกท่านในกระทู้ด้วยครับ -/\-
| พบพระพุทธเจ้าจงฆ่าเสีย | |
| เนื้อความ : | -----------------------พบพระพุทธเจ้าจงฆ่าเสีย------------------------ คำว่าเซ็น หมายถึง พุทธศาสนานิกายหนึ่ง ซึ่งเป็นสาขาของมหายาน มีเอกลักษณ์พิเศษคือไม่เน้นตำรา แต่เน้นการถ่ายทอดสัจธรรมจากจิตถึงจิต เราได้รับการบอกเล่าถึงวิธีการถ่ายทอดของอาจารย์เซ็นโดยการถามปัญหา (โกอาน) แปลก ๆ การตอบคำถามแบบ "ไปไหนมาสามวาสองศอก" และนิทานชวนขันชวนคิดท้าทายปัญญา ในขณะที่สังฆปริณายกองค์ที่ ๕ กำลังเผยแผ่ศาสนาอยู่... จาก พุทธศาสนาทัศนะและวิจารณ์ |
| จากคุณ : | วันวิสาข์ - [วันวิสาขบูชา 14:10:28] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม: | ประโยคนี้น่าจะมีความหมายเดียวกับประโยคว่า "ผู้ใดได้เห็นธรรม ผู้นั้นย่อมเห็นข้าฯ ตถาคต".... ใช่มั๊ยครับ? คำว่า "ฆ่า" ในที่นีี้ก็คือ "ฆ่ากิเลส" ที่มีอยู่ในใจเรานั่นเอง พอฆ่ากิเลสได้ ใจเราย่อมเห็นธรรมะ ที่พระพุทธองค์พยายามเผยแพร่ให้เราทุกคนได้เห็น.... ไม่จำเป็นว่าจะต้องพบพระพุทธเจ้ากลางทางหรอกครับเราสามารถพบท่านได้ทุกที่ ทุกเวลา พอพบท่านแล้ว ก็ฆ่ากิเลสในใจเราซะ จิตใจเราก็ปราศจากทุกข์ ถ้าฆ่าได้สมบูรณ์แบบ หมดจด เฉกเช่นพระพุทธองค์และพระอรหันต์ทั้งหลาย ย่อมบรรลุถึง "นิพพาน"...... |
| โดยคุณ : | Mr. หวัง - [11 พ.ค. 2541 18:02:22] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม: | ผมสงสัยมานานแล้วเหมือนกันว่า ที่บรรดาพระสงฆ์องค์เจ้าต่าง ๆ มีกิเลสที่ต้องการจะไปนิพพาน เพื่อหวังผลความสุขเป็นนิจ โดยไม่อยากจะกลับมาเกิดเพื่อ เป็นมนุษย์ที่เผชิญทุกข์ต่าง ๆ การอยากไปนิพพาน ก็คือกิเลส แล้วอย่างนี้จะเรียกว่าหลุดพ้นจาก กิเลสแล้วถึงขั้นนิพพานได้หรือ ไม่ค่อยเข้าใจแต่สงสัย จึงอยากถาม ผู้รู้สักหน่อยถึงประเด็นเหล่านี้ |
| โดยคุณ : | อาเส็ง - [11 พ.ค. 2541 18:11:55] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม: | ผมเคยอ่านเจอที่คุณอาเส็งถาม.....แต่นานมาแล้ว เข้าใจว่าเป็นหนังสือของท่านพุทธทาส มันไม่ใช่กิเลสหรอกครับ แต่เป็นอะไรรบกวนผู้รู้จริงอธิบายครับ |
| โดยคุณ : | หมึกดำ - [11 พ.ค. 2541 18:45:56] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม: | "จิต-สู่-จิต" ... มันอยู่ที่ "จิต" ไม่ใช่หรือ ? ... ไม่ได้อยู่ที่ "วัตถุ-สู่-จิต" แล้วทำไมท่านเว่ยหลางต้องฉีกตำราด้วย ถ้าท่านฉีก "วัตถุ" ก็หมายความว่าท่านยึดติดกับ"วัตถุ" ไม่ใช่หรือ ? |
| โดยคุณ : | คนบ้า - [11 พ.ค. 2541 19:45:01] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม: | ที่ MR. หวังว่ามานั้น ถูกต้องแล้ว คือฆ่ากิเลสที่อยู่ในใจ พระอานนท์ "ไม่ฆ่าพระพุทธเจ้า" จึงบรรลุช้า กว่าคนอื่น ๆ เขา คือ ต้องรอให้ พระพุทธเจ้าพระองค์จริงปรินิพพานก่อนจึงบรรลุ ----------------------------------------------------------- ที่คุณอาเส็ง กับคุณหมึกดำถามนั้น 2. ภวตัณหา หมายถึง อยากมี อยากเป็น เช่น 3. วิภวตัณหา หมายถึง อยากที่จะไม่มี ไม่เป็น จะเห็นได้ว่า ตัณหา ก็มีประโยชน์เหมือนกัน ส่วนประเด็นที่คุณคนบ้าแย้งนั้น คนที่เห็นว่า ท่านฉีกหนังสือ แสดงว่ายัง นี่คือความหมายของ จิตสู่จิต จากรูปนั้น |
| โดยคุณ : | วันวิสาข์ - [11 พ.ค. 2541 20:25:52] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม: | ที่ MR. หวังว่ามานั้น ถูกต้องแล้ว คือฆ่ากิเลสที่อยู่ในใจ พระอานนท์ "ไม่ฆ่าพระพุทธเจ้า" จึงบรรลุช้า กว่าคนอื่น ๆ เขา คือ ต้องรอให้ พระพุทธเจ้าพระองค์จริงปรินิพพานก่อนจึงบรรลุ ----------------------------------------------------------- ที่คุณอาเส็ง กับคุณหมึกดำถามนั้น 2. ภวตัณหา หมายถึง อยากมี อยากเป็น เช่น 3. วิภวตัณหา หมายถึง อยากที่จะไม่มี ไม่เป็น จะเห็นได้ว่า ตัณหา ก็มีประโยชน์เหมือนกัน ส่วนประเด็นที่คุณคนบ้าแย้งนั้น คนที่เห็นว่า ท่านฉีกหนังสือ แสดงว่ายัง นี่คือความหมายของ จิตสู่จิต จากรูปนั้น |
| โดยคุณ : | วันวิสาข์ - [11 พ.ค. 2541 20:28:04] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม: | ลึกซึ้งครับ ลึกซึ้ง คุณอาเส็งครับ ไม่ทราบว่าคุณเคยได้ยินคำว่า ละตัณหาด้วยตัณหาหรือคำว่าละฉันทะด้วยฉันทะหรือ เปล่าครับ คืองี้ครับ ครั้งหนึ่งมีพราหมณ์คนหนึ่งมาถามพระอานนท์ครับว่าบุคคลพึงละฉันทะด้วยอะไรพระอานนท์ ก็ตอบกลับไปว่า ละด้วยฉันทะสิครับ พอพราหมณ์ไม่เข้าใจท่านก็อธิบายว่าก่อนที่เราจะไปไหนเนี่ยเรา ย่อมต้องมีความต้องการที่จะไปใช่หรือไม่ เช่นก่อนที่คุณจะเข้ามาสู่pantipเนี่ยคุณก็มีความต้องการที่ จะมาใช่มั๊ย คราวนี้เมื่อคุณมาถึงแล้วความต้องการนั้นก็หายไปใช่มั๊ยนั่นแหละ ภิกษุใดที่เป็นพระอรหันต์ ฉันทะใดก็ตามที่เคยมีเพื่อบรรลุธรรมนั้น เมื่อบรรลุแล้วก็สงบระงับไปฉันนั้นนั่นเอง ตัณหาก็เฉกเช่นกัน |
| โดยคุณ : | rising_sun - [11 พ.ค. 2541 22:17:24] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม: | อ้อ ลืมบอกความคิดเกี่ยวกับปรัชญาเซ็นไปน่ะครับในความคิดของผมปรัชญาเซ็นเหมือนจินตมยปัญญา มากกว่าภาวนามยปัญญานะครับ เหมือนกับว่าใครคิดได้ลึกกว่าคนนั้นก็บรรลุธรรม อะไรประมาณนั้น น่ะครับ |
| โดยคุณ : | rising_sun - [11 พ.ค. 2541 22:21:21] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม: | ผมพูดได้คำเดียวว่า พระพุทธเจ้าไม่มี... เชื่อว่าทุกท่านที่อ่านมาจนหมดทั้งตัวกระทู้และผู้แจมทุกท่านคงรู้ว่าผมหมายถึงอะไร |
| โดยคุณ : | Phantom of User - [11 พ.ค. 2541 22:49:54] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม: | ตอนนี้ผมพิมพ์ไทยไก้แล้ว ครับ..... กีใจจัง แต่ต้องเพ่งตัวิักษรเยอะหน่อย(กีกว่าไม่มี...แฮะ) ขอแจมก้วยคนน่ะครับ....... ผมว่า แนวคิกแบบเซ็น ทำให้เรารู้จักปล่อยวาง ไม่ยึกติกกับ สิ่ง สภาพ ความรู้สึกนึกคิก ต่าง ๆ (ขันธ์ 5) ลอง อ่าน วัชรปรมิตตาสูตร(จาก คุณ วิสาจาห์ อ่านข้างบน) จาก ยทสนทนา ระหว่าง |
| โดยคุณ : | Xiao Suang Jue - [12 พ.ค. 2541 05:34:01] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม: | I have to apologize for the mistyping.. Thisis my first time to type Thai in pantip... And the characters are verysmall. Even though i focus on typing ,but there are lots of mistakes..... |
| โดยคุณ : | Xiao Suang Jue - [12 พ.ค. 2541 05:37:49] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม: | ผมปฏิบัติธรรมกับพระป่าครับ และได้พบธรรมของพระป่าที่คล้ายกับคำของเซ็นที่คุณวันวิสาข์ยกมาเป็นกระทู้ คือผมภาวนาจนรู้จักจิตของตนเอง อาจารย์คือหลวงปู่ดูลย์อตุโลท่านกลับสอนว่า "พบผู้รู้ ให้ทำลายผู้รู้ จิตจึงจะถึงความบริสุทธิ์อย่างแท้จริง" บางครวท่านก็ว่า "พบจิตให้ทำลายจิต" บ้าง "พบพระพุทธเจ้าให้ฆ่าพระพุทธเจ้า"บ้าง ท่านอาจารย์พระมหาบัวก็สอนอย่างเดียวกันว่า พบผู้รู้ต้องทำลายอีกทีหนึ่ง หลวงพ่อพุธ วัดป่าสาลวัน ท่านสอนว่า เล่าให้พวกเราฟังประดับความรู้น่ะครับ ส่วนปัญหาที่ว่ามีตัณหา(ฉันทะ)ที่จะนิพพาน นั้น ฟังกันเล่นๆ น่ะครับ อย่าซีเรียสเลย |
| โดยคุณ : | สันตินันท์ - [12 พ.ค. 2541 09:09:00] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม: | ตามความคิดของผม ท่านสอนไม่เรายึดติดกับสิ่งที่เป็นทั้ง รูปธรรมและนามธรรม ครับ |
| โดยคุณ : | bigbank - [12 พ.ค. 2541 11:15:51] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม: | ใช่ครับคุณ bigbank ส่วนท่านที่ว่าพระพุทธเจ้าไม่มีนั้น ขอโทษนะครับอย่าว่าล่วงเกินเลย ท่านที่กล่าวว่ามุ่งสู่ความไม่ยึดถือนั้น ผมเห็นด้วยครับโดยเฉพาะท่าน Xiao คุณหมึกดำครับ ท่านพุทธทาสท่านหมายถึงฉันทะครับอยากทำดีท่านเรียกว่าฉันทะ สำหรับท่านที่ติงว่าเซ็นเป็นแค่การใช้ความคิดนั้นผมว่าเราอาจรู้จักเซ็นไม่ครบทุกด้าน ผมดีใจมากเลยครับที่กระทู้นี้เป็นที่รวมของปัญญาชนจริงๆ |
| โดยคุณ : | สันตินันท์ - [12 พ.ค. 2541 14:12:20] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม: | การศึกษาตำราเซ็นมีข้อควรระวัง คือ การตีความหมายคำพูดตามตัวอักษรโดยไม่ได้ พิจารณาสถานะการณ์และเจตนาในการกล่าวคำพูดนั้นประกอบว่าเป็นการแสดงธรรม การชี้แนะ ปริศนาธรรม การทดสอบการบรรลุธรรม ฯลฯ แม้พระเซ็นที่บรรลุแล้วองค์เดียวกัน คำถามเดียวกันแต่คนถามคนละคน หรือสภาพแวดล้อมต่างกัน ยิ่งคำถามปริศนา "โกอาน" คำตอบที่ได้ยิ่งไม่สามารถตีความตามตัวอักษรได้เช่น จงแสดงเสียงของ ท่านเว่ยหล่างสอนให้ไม่ยึดถือตำรา แต่ก็ไม่ได้สอนให้ทิ้งตำราเพราะว่าถ้าหากจะทิ้งตำราทั้งหมด มีอุบาสิกาท่านหนึ่งอ่านคำภีร์เล่มหนึ่งไม่เข้าใจจึงไปพบท่านเว่ยหล่างซึ่งเป็นสังฆปรินายกในขณะนั้น ภาพท่านเว่ยหล่างฉีกคำภีร์ หรือคำพูดว่า ถ้าคุณพบพระพุทธเจ้ากลางทางจงฆ่าเสีย เซ็นไม่ได้มองว่าพระพุทธเจ้าเป็นสิ่งสูงสุดที่จะสัมผัสแตะต้องไม่ได้แต่มองว่าพระพุทธเจ้าเป็นเพื่อน รูปแบบคำสอน หลักการปฏิบัติ ของสายพระป่าบ้านเราและลัทธิเซ็น มีความคล้ายคลึงกันมาก สำหรับผู้เริ่มสนใจเรื่องเซ็น ลองตอบคำถามเรื่องเสียงของการตบมือข้างเดียวดู |
| โดยคุณ : | WhiteSpirit - [12 พ.ค. 2541 20:43:53] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม: | รู้สึกดีใจ ที่กระทู้นี้ได้ทำให้มีการ "วิจารณ์ธรรม" ซึ่งเป็นการประเทืองปัญญาโดยตรง นี่คือ "ธัมมสากัจฉา" การสนทนาธรรมตามกาล ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นมงคล ประการหนึ่ง เปรียบเทียบกับกระทู้ต่างๆ แล้ว ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมวิจารณ์ธรรม |
| โดยคุณ : | วันวิสาข์ - [12 พ.ค. 2541 22:04:25] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม: | แวะมาอ่านต่อน่ะครับ |
| โดยคุณ : | rising_sun - [13 พ.ค. 2541 02:19:36] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม: | ตอนนี้ได้ font ใหม่แล้ว... ค่อยยังชั่ว ก็ขอ jamอีกทีละกันน้ะครับ ที่จริงกระทู้น้ีเสี่ยงทีเดียวที่ตั้งหัวข้อแบบนี้ เพราะอาจนำมาชึ่งการโต้เถียงกับผู้ที่บังเอิญผ่านมาพบ ซึ่งไม่ยอมรับนิกายมหายานต่่าง ๆ แต่พอเห็นทุกท่านที่เข้ามามิได้แสดงความเห็นในเชิงโต้ตอบ ก้าวร้าว ดังนั้นจึึง safe....! ขอเพิ่มเติมนะครับ ในสมัยนั้น (ตามที่เคยอ่าน) ถือว่าพุทธศาสนามหายานในจีนมี ๒ สำนักใหญ่ คือ แบบช้า และ แบบฉับพลัน. แบบช้า(ฝ่ายเหนือ) คือ ภิกษุจะสวดมนต์ทำวัตร ศึกษาอ่าน พระไตรปิฎก นั่งสมาธิให้จิตใจสงบ (คล้ายดั่งที่เราเห็นทั่วไป)แบบฉับพลัน (ฝ่ายใต้) คือ เช่นแบบเซ็น ไม่จำเป็นต้องอ่านหนังสือออก หรือ อ่านท่อง พระไตรปิฎกได้ ขอเพียงมีจิตที่ไม่ติดเหนี่ยว กับความรู้สึก กับสิ่งของกับสุข ทุกข์ ใด ๆ ฯลฯ (คล้ายดังพระป่า ตามที่คุณสันตินันท์ และ white spirit) แม้ว่า เซ็นจะฉีกตำรา(ความโดยนัย) เพราะ คนส่วนใหญ่มักตีความพระสูตรตรงตามอักษร เช่น ในบางสูตร กล่าวว่า ถ้าสวดพระสูตรนี้จะทำให้ได้บุญกุศลเหลือคณานับ หรือ จะทำให้ได้ไปปฏิสนธิในดินแดน......ที่เป็นสุข หลังดับชีพ แต่มิได้หมายความว่าเซ็นปฏิเสธพระสูตรเหล่านั้น เพราะท่านเว่ยหลางเอง ก็ตีความพระสูตรเหล่านั้นตามอย่างเซ็นคือ ไม่ได้ยึดในตัวบุญกุศล พระสููตรที่เซ็นให้ความสำคัญมากคือ "วัชรปรัชญาปารมิตาสูตร"บางแห่งเรียก "วัชรเฉทิกสูตร" ซึ่งใจความสำคัญและสามารถกล่าวลงได้อย่างสรุปกว้างๆ ใน กลอนบทสุดท้าย (ที่ ๓๒) (...ขอแปลเป็นร้อยแก้วละกัน...) "ธรรมะทั้งหลายที่ปรากฎอยู่ เหมือนดั่งความผัน, ภาพลวงตา, ฟองน้ำ(bubbles),เงา เหมือนดั่ง น้ำค้าง และ เหมือน สายฟ้าแลบ ดังนั้นจึงควรที่จะคิดพิจารณาให้สว่าง" ผมตีความว่า ความฝันเมื่อเกิดขึ้น พอตื่นมันก็หายไปภาพลวงตา คือ ไม่ใช่ภาพถาวร, ฟองน้ำ คือ สิ่งที่ประเดี๋ยว ก็แตกสลาย, เงาก็มีอยู่แค่ชั่วคราว พอแดดมา มันก็หาย, น้ำค้าง ก็เช่นกัน พอรุ่่งเช้ามันก็เหือด,ฟ้าแลบ เปรียบได้กับ ความรู้สึกของคนเราที่บางครั้งจู่ ๆ ก็เกิดต้องการอย่างมากในกระทันหันหรือ เกิดหุนหันพลันแล่นชั่ววูบ ดังแปลบฟ้าวูบนึง ส่วนธรรมะที่ปรากฏนั้น ก็รวมเอาทั้งธรรมขาว และ ธรรมดำ ทั้งหมด และจบที่ประโยคสุดท้าย คือ ในเมื่อ ธรรมทั้งหมด(ขาวและดำ) ไม่จีรังดั่ง ความฝัน, ภาพลวงตา ฯลฯ เราจึงควรพิจารณาเหล่านั้นให้สว่างซึ่งแปลว่า ทะลุ หรือให้เข้าใจนั่นเอง ขอกลับไปที่ความคิดเห็นที่คุณ สันตินันท์ และ Whitespiritเกี่ยวกับความคล้ายคลึงของแนวคิดแบบเซ็น และแบบพระป่า ซึ่งคุณ White ก็ได้บอกว่าประหลาดใจกับความคล้องจองนี้และ เชื่อว่าอาจมาจากสำนักเดียวกับ พระมหากัสสปะ. จริง ๆ น่าคิดมากทีเดียวนะครับพระมหากัสสปะ เป็นเพียงผู้เดียวในเหล่าสงฆ์ขณะนํั้นที่แย้มพระโอษฐรับ(ยิ้ม)ซึ่งหมายถึง เข้าใจในความหมายของพระพุทธองค์ เมื่อคราวที่ พระพุทธองค์ทรงชูดอกบัวกลางสังฆสภาและมิได้ตรัสอะไรและ พระพุทธเจ้าก็ได้ตรัส อะไรสักอย่างผมจำรายละเอียดไม่ได้ (ซึ่งเป็น climax)แก่พระมหากัสสปะ ต่อเหล่าสงฆ์ทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้เอง ทางเซ็นจึึงยกย่องพระมหากัสสปะว่าเป็นผู้เดียวที่เข้าใจความหมายในธรรม โดยไม่จำเป็นต้องได้ยินจากคำตรัสโดยตรงจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้าส่วนทางพระสายปฏิบัตินั้น ต้องขอกลับไปค้นดูก่อนว่าใคร ที่พระพุทธเจ้าท่านทรงยกย่องให้เป็นเอกทัคคะในทางธุดงค์ หรือ อยู่ป่า ถ้าเป็นพระมหากัสสปะ ละก็.... ผมอาจจะต้องตะลึงแน่..... |
| โดยคุณ : | Xiao Suang Jue - [13 พ.ค. 2541 05:54:36] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม: | กลับมาแล้วครับ... ตามสุตตันปิฎก อังคุตรนิกายเอกนิบาต พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ยกย่องพระมหากัสสปเป็น เอตทัคคะ ใน ผู้ถือธุดงค์และผู้สอนธุดงค์เอาเป็นว่าผมขอหยุดอยู่่เท่านี้ดีกว่า ไม่อยากตีความมากเกี่ยวกับเซ็น และธุดงค์ เดี๋ยวจะยิ่งไปกันใหญ่ ให้ผู้ที่มีความรู้จริงเข้ามาแนะนำดีกว่า..... ข้้่าน้อย xiao suang jue รู้สึกปลื้มนักที่เห็นแต่ละท่าน post ความคิด และแลกเปลี่่ยนความเห็นกัน... ๑ จอกนี้ขอ คารวะเหล่าจอมยุทธ์ |
| โดยคุณ : | Xiao Sีuang Jue - [13 พ.ค. 2541 07:55:38] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม: | ชื่นใจเหลือเกินครับที่พวกเราให้ความรู้แล้วความคิดซึ่งกันและกัน ผมมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับพระป่าอีกครับ จะเห็นได้ว่าวิธีการของท่านกับเซ็นนั้นสอดคล้องกันจริงๆ ครั้งหนึ่งหลวงพ่อชาชูไม้เท้าของท่านแล้วถามญาติโยมว่า อีกครั้งหนึ่งท่านได้ยินเสียงเพลงลูกทุ่งคือเพลงโอ๊ย มันไม่แน่หรอกนาย..... เดี๋ยวเล่าต่อครับ |
| โดยคุณ : | สันตินันท์ - [13 พ.ค. 2541 09:20:47] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม: | เรื่องพระป่ากับเซ็นผมว่าจริงๆ ไม่ได้มีความสัมพันธ์กันโดยตรง ถูกละครับที่เซ็นถือว่าพระมหากัสสปะเถรเป็นสังฆปรินายกองค์ที่1 ฝ่ายอินเดีย นับลงมา 28 ลำดับจึงถึงท่านเว่ยหล่าง ส่วนพระป่าของไทยสืบสายมาทางพระโสณะพระอุตตระ(ผมจำชื่อท่านได้ไม่ชัด แต่หมายถึงท่านที่มาเผยแผ่ยังสุวรรณภูมิ- ไม่มีเวลาไปค้นชื่อที่ถูกต้อง-ท่านผู้รู้ช่วยด้วย) สืบทอดมาทางมอญ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จนถึงพระอุบาลีพระอาจารย์เสาร์ พระอาจารย์มั่น ท่านเหล่านี้คงไม่รู้จักเซ็น และพิสูจน์ไม่ได้ว่าสืบสายตรงมาจากพระมหากัสสปะหรือไม่ แต่ท่านยึดหลักธุดงคกรรมฐานซึ่งพระมหากัสสปะเป็นเอตทัคคะ และพระสมัยพุทธกาลท่านก็ถือปฏิบัติบางข้อเป็นการทั่วไป (เซ็นถือธุดงค์หรือเปล่าผมไม่ทราบจริงๆ อาจไม่ได้ถือก็ได้) ดังนั้นนอกจากจะนับถือพระมหากัสสปะเหมือนกัน และมีการสอนคล้ายๆกันบางส่วนแล้ว เรื่องธุดงค์อาจจะไม่เหมือนกันก็ได้ เล่าเรื่องการสอนต่อครับ คราวหนึ่งมีคนเอาของขลังมาอวดท่าน คนหนึ่งมีเขี้ยวหมูป่าคนหนึ่งมีเขี้ยวเสือ |
| โดยคุณ : | สันตินันท์ - [13 พ.ค. 2541 09:55:09] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม: | ถ้าผมจำไม่ผิดเคยอ่านพบว่าหลวงพ่อชาท่านว่าท่านเคยอ่านหนังสือของมหาญาณ ท่านพูดถึงเหว่ยหลางหรือฮวงโปผมไม่แน่ใจ ว่าเป็นคำสอน(วิธีสอน)ที่ดี ส่วนหลวงปู่ดุลย์ผมไม่ทราบ ขอเสริมด้วยว่าผมชอบหนังสือหลวงปู่ดุลย์มาก |
| โดยคุณ : | สาธิต - [13 พ.ค. 2541 14:41:48] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม: | เท่าที่ผมทราบมาพระสูตรที่พระพุทธเจ้าชูดอกบัวขึ้นในหมู่สงฆ์ขณะนั้นมีพระมหากัสสปะยิ้มผู้เดียว นั้น เป็นพระสูตรที่ฝ่ายเซ็นแต่งขึ้นเองไม่ใช่เหรอครับถ้าใครเคยอ่าน"ธรรมะของหลวงพ่อพุทธทาส" ของคุณเสฐียรพงษ์หน้า23ดูก็จะทราบครับ คือสูตรนี้เป็นสูตรของทางฝ่ายมหายานนั่นเอง แต่พระไตรปิฎกของฝ่ายเถรวาทเองพระอรรถกถาจารย์ก็ยกให้พระมหากัสสปะเป็นสาวกอันดับ3 เหมือนกันนะครับ อาจจะเป็นเพราะเหตุที่ท่านเป็นผู้ประชุมสังคยนาก็ได้ ส่วนสูตรฝ่ายเถรวาทก็มีนะครับเรื่องพระพุทธเจ้าทรงแลกบาตรและจีวรกับพระมหากัสสปะแล้ว พระมหากัสสปะก็ถือธุดงควัตร13ข้อตั้งแต่นั้นมา ผมชอบเรื่องของหลวงปู่ชา หลวงปู่มั่น หลวงปู่ดุลย์มากทีเดียวครับแล้วจะแวะมาอ่านจนกว่ากระทู้ นี้จะตกไปนะครับ |
| โดยคุณ : | rising_sun - [13 พ.ค. 2541 14:56:46] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม: | ขอเสริมอีกนิดครับ ผมว่าคำสอนของเซ็นนั้นใกล้ชิดกับฝ่ายเถรวาทมากกว่ามหายานนะครับ |
| โดยคุณ : | rising_sun - [13 พ.ค. 2541 15:16:14] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม: | เมื่อแรกศึกษาเซ็นผมก็เข้าใจว่า เซ็น เน้นปัญญาเป็นสำคัญเพราะว่าตำราเซ็นส่วนใหญ่ มักมีข้อความ รูปภาพปริศนา ปัญหาโกอาน ให้ต้องขบคิดวิเคราะห์ ทำความเข้าใจอยู่มาก ซึ่งเป็นสิ่งที่เราเรียกว่าการใช้ปัญญาในทางโลกหลังจากผมศึกษาไปสักระยะหนึ่งแล้วจึง พบว่าเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไม่ตรงความเป็นจริง(เซ็น = ฌาน = สมาธิ) แท้จริงแล้วเซ็นไม่ได้ให้ความสำคัญกับการใช้ปัญญามากกว่าสมาธิการใช้ปัญญาในทางโลก หัวใจ หลักการปฏิบัติของสายพระป่า และอาจารย์เซ็นเหมือนกันมาก แตกต่างกันบ้างก็ เซ็นมีจุดเด่นในเทคนิค "ธรรมะจากจิตสู่จิต ไม่ต้องอาศัยตำรา"และอาจารย์เซ็นจะมีอิสระ เซ็นถือว่า "ธรรมะจากจิตสู่จิต" เป็นหัวใจสำคัญของลัทธินี้สืบทอดจากพระพุทธเจ้า ผ่าน พระอรหันต์โสณะและพระอรหันต์อุตตระ เป็นพี่น้องกันพระอุตตระเป็นพี่ พระโสณะเป็นน้อง มีคำบอกเล่า ล่ำลือกันว่า พระโสณะพระอุตตระและศิษย์ของท่านซึ่งเป็นพระอรหันต์ โดยส่วนตัวผมมีความเชื่อว่า พระปฏิบัติสายพระป่าและพระเซ็น มีการพัฒนาสืบทอดมาจาก |
| โดยคุณ : | WhiteSpirit - [13 พ.ค. 2541 22:20:13] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม: | พระมหากัสสปะ ... คราวหนึ่ง ท่านกล่าวเตือนพระนักปริยัติ แต่ไม่สนใจการปฏิบัติว่า.. " เพียงแค่ท่องบ่นพระพุทธวจนะได้ ย่อมทำให้คนโง่ มองไม่เห็นตัวเอง เขาย่อมเที่ยวชูคอ สำคัญตนว่าประเสริฐกว่าผู้อื่น " จากหนังสือ " อสีติมหาสาวก " |
| โดยคุณ : | lek Isara - [14 พ.ค. 2541 00:44:07] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม: | เซ็นมิได้เน้นปัญญาอย่างเดียว เซ็น แปลว่า สมาธิแต่วิธีที่ทำให้มีสมาธิ (ตามอย่างเซ็น) คือ ไม่จำเป็นต้องนั่งสมาธิ เพื่อทำจิตว่างตรงกันข้าม บางทีมันอาจจะเป็นอุปสรรคด้วยซ้ำ ถ้าจะนั่งเพื่อให้จิตว่าง ให้หลุดพ้นในเมื่อจิตยังติดอยู่กับความต้องการที่จะให้ว่าง ดังนั้นเซ็นจึง ค่อนข้างflexible. ขณะที่กำลังกวาดลานวัด เห็นใบไม้ร่วง ก็สามารถพิจารณาจิตให้ว่างได้จะเห็นว่า เซ็นไม่เน้น ศีล (บางท่านจึงอาจมองว่า นอกรีต) แต่เห็นว่า ในเมื่อมีปัญญารู้เท่าทันก็จะสามารถรู้ว่าอะไรควร มิควร การกระทำใดอาจก่อให้เกิดปัจจัยต่อเนื่อง บุคคลก็จะรู้และปฎิบัติศีลไปในตัวดังนั้น เซ็นจึงมีคำพูดว่า ถ้าอยากแสวงหาพุทธรรม ก็ไม่ควรพะวงว่าศีลได้ปฏิบัติเพียบพร้อมบริบูรณ์หรือไม่ พระมหากัสสปะ คือ พระเถระรุ่นแรกๆเลย ท่านเป็นประธานในการทำสังคายนาครั้งที่๑ ส่วนพระโสณะและ พระอุตตรเถระ เข้ามาเผยแพร่พุทธศาสนาในสุวรรณภูมิ ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชเมื่อคราวสังคายนาครั้งที่ ๓ โดยผู้เป็นประธานคือ พระโมคคัลลาน์ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าพระโสณะ และ อุตตระ คือรุ่นหลังกว่าพระมหากัสสปะ เพราะงั้น key point อยู่ที่ว่าพระโสณะ และ พระอุตตร ได้ทรงศึกษาจากพระมหากัสสปะหรือไม่ (คุณสันตินันท์)ซึ่งถ้าใช่ ก็อาจเป็นไปได้ที่ทั้งแนวทั้ง ๒ สืบจากพระมหากัสสปะ แต่ เอาเหอะเรื่องนี้ผมไม่เห็นข้อมูลที่มา document นอกจากการอนุมานเอาจาก การที่ท่่านเป็นเอตทัคคะทางธุดงค์ประจวบกับ การยกให้เป็นสังฆปรินายกที่ ๑ และความคิดที่คุณ white ได้แสดง ดังน้ันผมจึงขอวางไว้ในวงเล็บว่าเป็นข้อน่าคิดละกัน ที่จริงพอคุยกันมาถึงเรื่องเซ็นและพระธุดงค์ ทำให้ผมนึึกถึงอีก๒-๓ นิกายของพุทธศาสนา คือ มาธยมิก,โยคาจาร (อีกอันจำไม่ได้) เคยอ่านเมื่อนานมาแล้วจำได้ว่าบทสรุปย่อของ ๒-๓ นิกายนี้ยังไม่ค่อยจะ get เท่าไรเลย และก็ใช้ศัพท์ยากอีกตะหาก(ตอนนี้หนังสือนั้นก็ไม่ได้อยู่ที่ตัว) ซึ่งแนวคิดเป็นแบบศูนยตา โดยเฉพาะมาธยมิกนั้้นโด่งดังมากจนปราชญ์ชาวพุทธสามารถเอาชนะเหนือปราชญ์ชาวฮินดู ซึึ่งขณะนั้นฮินดูเรืองอำนาจในอินเดียยังไงก็็ตาม ต้องให้ได้ศึกษาก่อนแล้วค่อยแลกเปลี่ยนความคิดกัน |
| โดยคุณ : | Xiao Suang Jue - [14 พ.ค. 2541 06:27:28] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม: | หลักธรรมของพระป่ากับเซ็นตรงกันเปี๊ยบตรงที่ให้มีสติต่อเนื่องตลอดเวลา และไม่ให้นำความรู้ทางปริยัติมาผูกมัดจิตตนเอง เคยอ่านประวัติท่านอาจารย์พระมหาบัวตอนพบหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นสั่งว่า ท่านมหา เอาความรู้ใส่ตู้เสียต่อจากนี้ให้ภาวนา พระป่าเองท่านก็ปฏิบัติแตกต่างกันตามจริตนิสัยของท่านครับ บางองค์เช่นหลวงปู่ดูลย์ท่านให้สติสัมปชัญญะ ดูเข้าไปที่จิตเลย บางองค์ไม่ให้ทำสมถะ แต่ให้พิจารณากายเอาเลย เช่นหลวงพ่อทูลวัดป่าบ้านค้อ แต่ทุกองค์จะตรงกันหมดตรงที่ว่า เมื่อจิตเดินถึงภูมิวิปัสสนาที่แท้จริง ******************** |
| โดยคุณ : | สันตินันท์ - [14 พ.ค. 2541 10:30:00] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม: | Just dropping by, but I've read it all. That's very great for having this site. Thank you all of you for valuable knowledge. |
| โดยคุณ : | adia 0062 - [14 พ.ค. 2541 14:41:29] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม: | ผมไม่ค่อยมีความรู้ทางด้านธรรมมาก แต่สนใจมากครับ และชอบกระทู้นี้มากตั้งแต่เข้า Pantip มา ยินดีมากครับที่ได้อ่าน และอยากให้ทุกคนที่อยู่ในกระทู้นี้ช่วยสร้างสรรค์กระทู้ดี ๆ เกี่ยวกับธรรมะ และช่วยกันแสดงความคิดเห็นให้มากๆ เหมือนอย่างนี้อีกนะครับ ถือว่าเอาบุญกับคนอย่างผมด้วย ขอบคุณทุกคนในกระทู้นี้ครับ |
| โดยคุณ : | Nobody - [14 พ.ค. 2541 22:35:55] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม: | ในความเห็นของผมนะครับ เมื่อชาวพุทธเริ่มศึกษาปฏิบัติตามหลักไตรสิกขา(ศีลสมาธิ ปัญญา) เขาเหล่านั้นจะพิจารณาจนกระทั่งศีล สมาธิ ปัญญาสมบูรณ์พร้อมไปเองการที่จะเริ่มจากศีล หรือ สมาธิ หรือปัญญาก็แล้วแต่ ผลในที่สุดก็คิดทั้งสามอย่างนี้จะบริสุทธิ์บริบูรณ์เมื่อสำเร็จเป็นพระ อรหันต์ เห็นด้วยกับคุณXiao Suang Jue เป็นอย่างยิ่งครับในแง่ที่เซ็นเน้นปัญญา แต่ผู้ที่ฝึกปัญญา แล้วก็จะพิจารณาศีลของตัวเองไปด้วยพร้อมๆกับการพัฒนาสมาธิไปเช่นเดียวกัน ในส่วนของการถวายพระเพลิงสรีระของพระพุทธเจ้านั้นจุดไม่ติดจนกระทั่งพระมหากัสสปะมาถึง นั้น พระสูตรทางฝ่ายเถรวาทก็มีครับ เมื่อพระมหากัสสปะมาถึงนั้นก็ได้เข้าไปถวายบังคมทางด้าน พระบาทของพระพุทธเจ้า ตอนนั้นก็เกิดปาฏิหารย์ขึ้นพระบาทของพระพุทธเจ้าได้ทะลุออกจากผ้า ห่อศพเพื่อให้พระมหากัสสปะได้สัมผัส จากนั้นพระเพลิงก็ติดขึ้นเองจนกระทั่งเหลือแต่พระธาตุ พระมหากัสสปะนั้นมีความพิเศษหลายอย่างครับ ท่านเป็นผู้ที่พระพุทธเจ้าบวชให้ด้วยวิธีพิเศษมี เพียงท่านรูปเดียวเท่านั้นที่ได้รับการบวชแบบนี้ส่วนในเรื่องของพระผู้นำพระพุทธศาสนามาเผยแผ่ ยังดินแดนสุวรรณภูมินั้น ผมยังไม่เคยพบหลักฐานใดๆที่กล่าวว่าท่านเป็นสายของพระมหากัสสปะ ดังนั้นเราจึงไม่สามารถอนุมานได้ครับ แต่เราทราบแน่ๆครับว่าท่านทั้งสองเป็นสายพระพุทธเจ้า แน่นอน สำหรับมหาสาวกแต่ละท่านนั้นรักพระพุทธเจ้ากันมากครับ(ผมพูดด้วยบัญญัติทางโลกน่ะครับเพราะ พระอรหันต์ท่านไร้รักแล้ว) เมื่อผมได้อ่านพระไตรปิฏกนั้นผมรู้สึกชื่นชมในวัตรปฏิบัติของพระสาวก หลายรูปมากครับ เช่นท่านอัญญาโกณทัญญะ เมื่อท่านสำเร็จอรหันต์่ท่านก็แทบจะไม่ได้กลับมาพบ พระผู้มีพระภาคอีกเลยครับ นอกจากคราวประชุมมหาสังฆนิบาต(ต้นกำเนิดของวันมาฆบูชา)เพราะ เหตุที่ท่านทราบว่าพระสารีบุตรได้บำเพ็ญบารมีมานานเพื่อความเป็นอัครสาวกผู้ใกล้ชิดพระผู้มี พระภาค หากท่านอยู่ที่นั่งนั้นท่านก็จะเป็นผู้นั่งเพราะท่านเป็นผู้บวชก่่อนครับดังนั้นท่านจึงไม่อยู่ใกล้ ชิดพระผู้มีพระภาคนัก แต่เมื่อท่านมาพบผมยังจำได้ว่าท่านกราบลงที่พระบาทนวดพระบาททั้งสอง ด้วยมือทั้งสอง แล้วกล่าวว่าข้าพเจ้าคือโกณทัญญะประทับใจครับ ยังมีพระสาวกอีกหลายรูปครับ ที่มีวัตรปฏิบัติที่น่านับถืออย่างยิ่ง พระสารีบุตรจะนอนหันศีรษะไปทิศที่พระอัสสชิอยู่เสมอด้วยเคารพ ว่าท่านเป็นครูเรา เป็นผู้สั่งสอนชี้นำให้เข้าสู่พระศาสนาพระอานนท์ผู้ไม่ได้หลับได้นอนเหมือนกับ คนอื่น เพราะท่านคอยเฝ้าดูแลพระพุทธเจ้าอยู่ตลอดวันตลอดคืน ฯลฯ ขอให้พวกเราทุกคนรักพุทธศาสนาเหมือนที่ท่านเหล่านี้รักกันเถอะครับเพื่อความมั่นคงแห่งพระ พุทธศาสนา เพื่อเหล่าสัตว์ที่มีธุลีอยู่ในดวงตาน้อยจะได้ฟังธรรมที่จะนำไปสู่ความหลุดพ้นกันได้นานๆ |
| โดยคุณ : | rising_sun - [15 พ.ค. 2541 00:59:10] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม: | หลังจากที่ได้อ่านความเห็นต่าง ๆ ที่ post กันมาทำให้ผมต้องเปลี่ยนความคิดใหม่เคยได้ยินมาแต่กิตติศัพท์ความเคร่งครัดทางวินัยของพระธุดงค์ แต่ก็เฉย ๆ ไม่รู้สึกอะไรมากและก็ไม่ได้สนใจติดตามว่าท่านผู้ใด มีประวัติ เช่นไร หลังจากที่ได้อ่านประสบการณ์ที่พวกคุณเล่าเลยอยากที่จะได้พบ ได้เรียนรู้แนวคิดจากพระธุดงค์ ซึ่งตัวผมเอง....ให้ตายเถอะ..รู้สึกอายจริงๆ ไม่เคยไปวัดเพื่อไปฟังเทศน์เลย สงสัยคงต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ซะแล้้ว โห.....ทำไมเพื่อนๆ คิดกันโหดจัง อย่ามองเป็นบุญหรือ เรื่องหลุดพ้นเลย ไม่งั้นผิดกติกาเจ้าของกระทู้นา (ฺฮิ ฮิ) ผมคิดว่าเป็นที่แลกเปลี่ยนความคิดกันดีกว่านะ ง่ายดี....... |
| โดยคุณ : | Xiao Suang Jue - [15 พ.ค. 2541 07:07:48] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม: | ผมขอเสริมคุณ rising_sun เกี่ยวกับความ"รัก"พระพุทธเจ้าของพระสาวกครับ ว่าเป็นความจริงอย่างที่สุดทีเดียว แม้แต่ยุคของเรานี้ก็ยังมีร่องรอยให้เห็น ผมเคยเห็นมาหลายครั้งแล้ว เวลาครูบาอาจารย์ในสายพระป่าท่านพบกัน ท่านจะกราบไหว้กันอย่างน่ารักมาก แม้ท่านผู้ที่อ่อนอาวุโสกว่าจะอายุร่วม70 - 80 ปี แต่เวลาท่านปฏิบัติต่อรุ่นพี่ของท่าน ท่านทำราวกับท่านเป็นเณร เริ่มตั้งแต่คลานเข้าไปหมอบกราบ นวดเท้า กล่าวคำพอให้ระลึกถึงกัน แล้ว "ขอโอกาส" สนทนาธรรมกัน เวลาท่านพูดถึงครูบาอาจารย์ของท่าน ท่านจะเรียกว่า "พ่อแม่ครูอาจารย์" เพราะอาจารย์นั้นเหมือนทั้งพ่อทั้งแม่ เป็นผู้ให้ชีวิตในทางธรรม เวลาท่านเล่าถึงอาจารย์ของท่าน ท่านมักจะยกมือไหว้เสียก่อน น่ารักมากเชียวครับ เวลานักปฏิบัติจะถามปัญหาจากครูบาอาจารย์ จะขอโอกาสก่อน อยู่กับพระป่ามีอะไรสนุกๆ เยอะครับ เรื่องอภิญญายกไว้เพราะไม่ควรเล่า ผมเล่านอกเรื่องมากไปแล้ว กราบขอโทษด้วย สำหรับคุณ Xiao ผมอยากกราบเรียนว่า สรุปแล้ว ขอให้พวกเราพบพระพุทธเจ้า(จิตเดิมแท้)แล้วฆ่าอวิชชากันทุกคนนะครับ พระเจ้าอยู่หัวเคยถามหลวงปู่เทสก์ว่า ที่สุดของศีลสมาธิและปัญญา แต่ละอย่างอยู่ที่ใด ท่านสอนภายหลังว่า ธรรมของพระป่าง่ายๆ อย่างนี้แหละครับ |
| โดยคุณ : | สันตินันท์ - [15 พ.ค. 2541 09:33:44] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม: | ผมย้อนไปอ่านตอนต้นๆ พบว่า พวกเรายังไม่ได้วิเคราะห์ความเห็นอันแหลมลึกของคุณrising_sun ในประเด็นที่ว่า เซ็นใกล้เคียงกับเถรวาทมากกว่ามหายาน ผมนับถือความเห็นของท่านครับ ท่านใดมีแง่มุมอื่นๆ กรุณาทำทานกับผมด้วย |
| โดยคุณ : | สันตินันท์ - [15 พ.ค. 2541 10:08:35] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม: | เซ็น คือ นิกายหนึ่งในมหายาน เซ็นมิได้ปฏิเสธอมิตาภะพุทธะในดินแดนสุขาวดีเพียงแต่แนวคิดเรื่องสุขาวดีต่างจากแนวคิดของผู้ที่เชื่อในนิกายสุขาวดี เซ็นมีิุดมการณ์พระโพธิสัตว์แต่มิได้ตีความพระโพธิสัตว์อย่างผู้ที่ไฝ่โพธิสัตว์ธรรม ตัวอย่างเช่น คำสอนบางอย่่างของนิกายสุขาวดีให้นั่งสมาธิสวด หรือรำลึกภาพอมิตาภะพุทธเจ้า หรือ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรายะ(กวนอิม) แต่เซ็นจะเห็นว่า สุขาวดี, อมิตาภะ อยู่ที่ใจ ส่วนแนวหลักของการที่จะไปสู่ดินแดนอันสงบนี้นั้นมิใช่แค่สวดท่องรำลึก ในสุขาวดีวยูหสูตร จริงอยู่ได้กล่าวไว้ว่าถ้าผู้ใดมีความปรารถนาดินแดนสุขาวดีก็ควรที่จะรำลึกถึงอมิตาภะ แต่ถ้าดูรายละเอียดแล้วในพระสูตรก็ได้บอกถึงหัวข้อธรรมที่เน้นของนิกายนี้คือกุศลกรรมบท ๑๐, โพชฌงค์ ๗ และ มรรคมีิองค์ ๘ ดังนั้นเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะเถรวาทหรือมหายานก็หลักธรรมเดียวกันจากพระผู้มีพระภาค เพียงแต่ว่านิกายใดจะเน้นข้อธรรมเป็นหลักนั่นเอง ส่วนผู้ที่คิดว่า เซ็นใกล้เคียงแบบเถรวาท มากกว่ามหายาน แล้วท่าน define เถรวาท อย่างไร มหายาน อย่างไร ถ้าเห็นว่าเถรวาท เป็นศูนย์ตามองไตรลักษณ์ ไม่เที่ยง คล้ายดังเซ็น แล้วมหายานไม่ใช่ศูนย์ตา ไม่มองไตรลักษณ์ก็ไม่ใช่แล้วนะครับ ที่เราเห็นภายนอกของมหายาน นั่นคือ เพียงเปลือกนอก ตัวจริงอยู่ในหลักธรรมลองศึกษาดูซิครับ |
| โดยคุณ : | Xiao Suang Jue - [15 พ.ค. 2541 19:46:21] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม: | ขอโทษ พิมพ์ตกครับ บรรทัด ๑๐ "เพียงแต่ว่านิกายใดจะเน้นข้อธรรมใดเป็นหลัก นั่นเอง" |
| โดยคุณ : | Xiao Suang Jue - [15 พ.ค. 2541 19:48:57] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม: | ผมว่าการให้คำจำกัดความของเถรวาทกับมหายานนั้นเสี่ยงมากครับเสี่ยงต่อการให้คำจำกัดความ ที่ผิด เอาเป็นว่าผมขอถามผู้รู้แล้วกันครับว่าตามประวัติศาสตร์ของศาสนานั้นแนวคิดอะไรที่ทำ ให้พระพุทธศาสนาแตกออกเป็นสองนิกายฝ่ายเหนือ(มหายาน,อาจารยวาท)กัับฝ่ายใต้(หินยาน, เถรวาท) เท่าที่ผมรู้พอเลาๆนั้นก็คือความคิดรวบยอดหลายอย่างครับเช่นการแก้ไขพระวินัย,การ ตีความหัวข้อธรรมบางหัวข้อ,วัตถุประสงค์ของพระเถระ(ต้องการรักษาสมาชิกหรือต้องการรักษา ธรรม) แต่สิ่งที่ผมคิดว่าเป็นจุดแตกหักที่สำคัญที่สุดคือแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องนิพพานครับฝ่ายเถรวาท นั้น ถือว่าธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา เมื่อพระพุทธเจ้าดับขันธ์แล้วก็เปรียบเสมือนไฟที่ดับเชื้อไม่สามารถ ที่จะกล่าวได้ว่าเกิดอีก หรือไม่เกิดอีก หรือเกิดอีกก็ไม่ใช่ไม่เกิดอีกก็ไม่ใช่ส่วนทางฝ่ายมหายานซึ่ง มีดินแดนสุขาวดีเป็นที่เกิดของพระอรหันต์นั้น(ผมเองก็ไม่ใช่ผู้ศึกษามหายานถึงขั้นลึกซึ้งถ้าเข้าใจ ผิดต้องขออภัยด้วย) และมีความคิดที่ว่าจิตที่บริสุทธ์ิปราศจากกิเลสทั้งปวงเป็นอัตตาเรียกได้ว่าเป็น สองขั้วของความคิด หลักฐานที่ทำให้ผมคิดว่าเซ็นนั้นใกล้ชิดทางหินยานมากกว่ามหายานมาในโศลกธรรมครับจากการ เปรียบเทียบสองโศลกธรรมคือ "กายคือต้นโพธิ์ ใจคือกระจกเงาใส จงหมั่นเช็ดถูเป็นนิตย์อย่าปล่อยให้ฝุ่นละอองลงจับ" กับ"เดิมทีไม่มีต้นโพธิ์ ไม่มีกระจกเงาใส เมื่อทุกอย่างว่างมาตั้งแต่ต้นฝุ่นละอองจะลงจับอะไร" ท่านที่ศึกษาเซ็นมาคงทราบนะครับว่าโศลกหลังนั้นแต่งโดยท่านเว่ยหลางนั้นเองและเมื่อเทียบเข้า กับความคิดรวบยอดแล้ว ผมเห็นว่าสามารถลงได้กับหลักการของเถรวาทมากกว่าผมจึงให้ความ เห็นดังที่ได้กล่าวมา ผมเองอยากจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทุกท่านนะครับแต่ขอให้เราอยู่ในกรอบของการแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นเท่านั้น ไม่ต้องการให้ออกนอกกรอบไปเป็นการโน้มน้าวให้เชื่อเพราะตราบใดที่อริยมรรค มีองค์8ยังปรากฏอยู่ทั้งในมหายานและเถรวาท ผู้ที่เดินตามทางนั้นย่อมทราบได้เองครับ ปัจจัจตังเวทิตัพโพ วิญญูหิติครับ |
| โดยคุณ : | rising_sun - [15 พ.ค. 2541 22:40:14] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม: | ไม่ทราบว่าคำว่า " ศูนย์ตา " ของคุณ Xiao SuangJue หมายถึง " สุญญตา " หรือเปล่า ? เพราะความหมายคล้ายกัน เรื่อง สุญญตา คือเรื่องของความว่าง ... เป็นไปเพื่อทำลายความยึดมั่นถือมั่น ... ไม่ให้เกิดความถือตัวจนเข้มาในจิตใจ ... ทุกอย่างเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ( ไตรลักษณ์) " พระบ้านหรือพระป่า " ก็ต้องเรียนหรือปฏิบัติเรื่องสุญญตา ได้รับผลแล้ว ก็คือถึง สุญญตาแล้ว เป็นพระอรหันต์แล้ว ก็ยังอยู่ด้วยสุญญตาวิหาร อยู่ด้วยสุญญตาวิหาร คือ อยู่ด้วยสติสัมปชัญญะ แจ่มแจ้งชัดเจน ในความเป็นสุญญตาของสิ่งทั้งปวง *** จากหนังสือ " สุญญตาธรรม " ของท่าน พุทธทาสภิกขุ |
| โดยคุณ : | lek Isara - [16 พ.ค. 2541 17:49:32] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม: | ขอแสดงความนับถือกับ Poster ทุกคนในกระทู้นี้ครับยังอ่านไม่หมดเลย ขอ save ไว้ก่อนละครับ สาระอัดแน่นดีจริง ๆ |
| โดยคุณ : | ปราณ - [16 พ.ค. 2541 18:00:36] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม: | ธรรมนั้นที่มีหลายรูปแบบ ก็เพราะว่าจริตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ณ ขณะนี้ เราอาจจะยึดหลักอันนึง แต่ต่อไปเราอาจจะเปลี่ยนหลักอัน ใหม่ก็ได้ มันเปรียบเหมือนกับว่าเมื่อเราจะศึกษาอะไรเราก็จะศึกษาเป็น ขั้นเป็นตอน ต้องผ่านพื้นฐานก่อนแล้วจึงสู่ลำดับต่อไปข้าพเจ้าเชื่อ ว่าเมื่อทุกคนมีความเห็นที่ถูกต้อง ตั้งใจศึกษาไปเรื่อยๆ แล้ว เขาจะ ต้องมีปัญญาเกิดขึ้นแน่ เมื่อนั้นเค้าผู้นั้นเกิดปัญญาเขาก็จะสามารถ ตัดสินใจศึกษาในหลักการที่มีความลึกซึ้งถัดไปได้ ถ้าเรามีจุดหมายจะเดินทางไป ณ ที่แห่งหนึ่ง เราก็จะใช้พาหนะที่ |
| โดยคุณ : | Lynnie - [17 พ.ค. 2541 08:41:43] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม: | ่ครับ....คุณ lek ศูนยตา ที่ผมเอ่ยหมายถึง สุญญตา...โทษทีครับ ไม่รู้ว่าสะกดอย่างไร ขอบคุณคุณสันตินันท์ มากครับ ทำให้ผมเข้าใจเกี่ยวกับพระป่ามากขึ้นอย่างที่คุณว่าคนเข้าไปห้อมล้อมมาก ท่านจะปฏิบัติก็คงไม่สะดวก แต่จากที่คุณเล่ามาทำให้ผมรู้สึกอยากเรียนรู้ทางปฏิบัติอยากรับใช้เผื่อจะได้เรียนรู้ข้อธรรมไปในตัว เนื่องจากตัวผมกิเลสยังเพียบเรื่องทางโลกยังไม่กล้าพอที่จะละ จึงได้แต่ศึกษาเองไปก่อน แต่ก็หวังว่าสักวันคงจะมีโอกาสได้ใกล้ชิด เรียนรู้ปฏิบัติจากท่าน ครับ |
| โดยคุณ : | Xiao Suang Jue - [18 พ.ค. 2541 02:04:51] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม: | ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเจอ กระทู้ที่อัดแน่นด้วยเนื้อหาอย่างนี้ผมเพิ่งเข้ามาใหม่นะครับ ยังไงก็ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยละกันนะครับ ก่อนจะนอกเรื่องผมขอตอบกระทู้ก่อนนะครับ ที่ว่าถ้าเจอพระพุทธเจ้าให้ฆ่าเสียนี้ ผมอ่านดูทีแรกก็งงๆ คิดว่าจะเป็นหนึ่งในบรรดาโกอันไปไหนมาสามวาสองศอกไหม แต่หลังจากขบคิดสักครู่ ก็พอจะตีความได้(ตามปัญญาอันน้อยนิด)ดังนี้นะครับ คนที่เคยอ่านเรื่องในพระไตรปิฎกบ้างคงจำได้ถึงเรื่องพระรูปหนึ่งที่ติดในรูปของ พระพุทธเจ้าจนปฏิบัติธรรมไม่ก้าวหน้า ถ้าใครจำได้ทั้งเรื่องช่วยเล่าทีนะครับ ผมนึกออกแค่ว่าเรื่องนี้เป็นที่มาของภาษิต "ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นตถาคต" ดังนั้นคำกล่าวในกระทู้ก็อาจแปลได้ว่า เมื่อปรากฏความยึดมั่นถือมั่นในรูปของ พระพุทธเจ้าก็ตามคุณวิเศษปาฏิหาริย์ก็ตาม (พบพระพุทธเจ้า)ขึ้นในใจเมื่อไร จงกำจัดเอาความยึดมั่นนั้น (ฆ่าเสีย) ออกจากใจให้สนใจในการปฏิบัติแทน ถ้าใครจำได้ในหนังสือท่านพุทธทาส ก็มีกล่าวให้ละความยึดติดในพระพุทธเจ้า และแม้กระทั่งพระธรรมว่าเปรียบเสมือนเรือข้ามฟากเมื่อข้ามได้แล้วก็ไม่ควร แบกต่อไป ส่วนผมตอนนี้คงต้องถือไว้ก่อนเพราะยังข้ามไม่สำเร็จครับ สุดท้ายนี้ผมอยากได้เพื่อนคุยธรรมะทาง icq บ้างน่ะครับ |
| โดยคุณ : | ชาลันถ้วย - [18 พ.ค. 2541 03:42:35] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม: | คุณชาล้นถ้วยคงหมายถึงพระวักกลิใช่ไหมครับ มีอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจนะครับ สำหรับเรื่องเถรวาทและมหายานนั้น ถ้าจะแยกกันจริงๆก็คงแยกได้ทางทฤษฎี |
| โดยคุณ : | สันตินันท์ - [18 พ.ค. 2541 09:32:08] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม: | ที่คุณสันตินันท์ว่าเรื่องมหายาน-หินยานนั้น สนับสนุนเต็มที่ เพราะคิดว่ามันอยู่ที่การปฏิบัติมากกว่า เกลือนั้นจะเรียกมันว่าอะไรก็ได้ ที่แน่ ๆ มันยังคงเค็มเหมือนเดิม ส่วนเรื่องสุวรรณภูมินั้น ถ้าเราไม่คิดจะให้เป็นประเทศไทย |
| โดยคุณ : | วันวิสาข์ - [18 พ.ค. 2541 10:01:45] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม: | เห็นด้วยกับคุณสันตินันท์และคุณวันวิสาข์มากครับว่าขึ้นอยู่กับการปฏิบัติมากกว่าอย่างที่ได้เรียน ไว้แล้วว่าตราบใดที่มรรคมีองค์แปดยังมี ตราบนั้นโลกไม่ว่างจากพระอรหันต์ |
| โดยคุณ : | rising_sun - [18 พ.ค. 2541 23:02:56] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม: | พึ่งเข้ามาเมื่อกี้ครั้งนี้ครั้งแรกอ่านรวดเดียวจบร้องได้คำเดียว โอ้โฮเฮะ |
| โดยคุณ : | จ่าไชโย - [20 พ.ค. 2541 12:07:19] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม : | โอ้วเยส ได้อ่านกระทุ้นี้ซะที |
| โดยคุณ : | JeyZ - [ 1 ต.ค. 2544 00:37:37 น.] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม : | กระทู้แรก ที่นำผมมาพบกับเพื่อนๆในลานธรรม โดยเฉพาะพี่สันตินันท์ ซึ่งตอนนี้คงต้องเรียกว่า หลวงพ่อแล้ว ระลึกความหลัง : ) |
| โดยคุณ : | morning_glory - [ 1 ต.ค. 2544 01:18:07 น.] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม : | คิดถึงพี่สันตินันท์ ต้องคิดถึง "รู้" |
| โดยคุณ : | MacroArt - [ 1 ต.ค. 2544 14:55:45 น.] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม : | ". . . ." |
| โดยคุณ : | ธุลี - [ 1 ต.ค. 2544 19:46:34 น.] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม : | อืมมม |
| โดยคุณ : | อืมมม - [ 1 ต.ค. 2544 20:56:31 น.] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม : | เป็นกระทู้ที่ทำให้ว่างเปล่าจริงๆ |
| โดยคุณ : | kiki - [ 2 ต.ค. 2544 23:50:54 น.] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม : | โอ้ น่าสนใจแท้ |
| โดยคุณ : | Iron-Spider - [ 3 ต.ค. 2544 04:03:07 น.] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม : | เพิ่งเข้ามาอ่านค่ะ ได้ปัญญาอีกเยอะเลยค่ะ ขอบคุณทุกท่านค่ะ |
| โดยคุณ : | Chiyuri - [ 12 ต.ค. 2544 21:38:16 น.] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม : | ผมว่าพระพุทธเจ้าน่าจะหมายถึงนิพพาน ท่านให้ทำลายความยึดถือพระนิพพานนั้น ทิ้งเสีย |
| โดยคุณ : | eq0 - [ 27 ต.ค. 2544 15:51:04 น.] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม : | สาธุครับ |
| โดยคุณ : | PEDestrain - [ 8 ธ.ค. 2544 01:19:09 น.] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม : | ผมว่านะครับ "การฆ่า" คืออะไร? คนส่วนมากหมายความว่า การทำให้สิ้นลมหายใจ การทำร้าย หรือเปล่า? ภาษาโลกกับภาษาธรรม ควรแยกแยะนะครับ พุทธทาส แนะว่า ภาษาธรรมลึกซึ้ง กว่าภาษาโลก ดังนั้น การฆ่า ของเซน หมายถึง การดับ ดับกิเลสที่ยึดเป็นสรณะหรือไม่ ขอเสนอแนะแค่นี้นะครับ |
| โดยคุณ : | andpor@chaiyo.com - [ 15 เม.ย. 2002 15:38:19 น.] |
| ความคิดเห็นเพิ่มเติม : | สาธุค่ะ (-/\-) |
| โดยคุณ : | แพรว - [ 21 ม.ค. 2004 11:29:20 น.] |
อนุโมทนาครับ
ReplyDelete_/|\_