“อาจารย์ครับ ผมก็ปฏิบัติธรรมมานานแล้ว ทำไมผมรู้สึกไม่ก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมเลย
ผมรู้สึกท้อแท้ครับอาจารย์”
..........
“ก่อนที่ครูจะสอนเธอต่อไป ในความคิดของเธอ เธอคิดว่าการปฏิบัติธรรมนี้เปรียบเสมือนการกระทำอะไร ดังต่อไปนี้ ?”
เสมือนการเรียนในโรงเรียน
เสมือนการรักษาโรคทางใจ
เสมือนการสั่งสมบุญ
เสมือนการได้พักใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ หรือศาลาริมทาง
เสมือนการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางที่ตั้งใจไว้
เสมือนการรักษาโรคทางใจ
เสมือนการสั่งสมบุญ
เสมือนการได้พักใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ หรือศาลาริมทาง
เสมือนการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางที่ตั้งใจไว้
..........
สิ่งแรกที่เธอทำผิดในการปฏิบัติธรรมก็คือการที่เธอตั้งความหวังในการปฏิบัติธรรม
จิตใจของเธอเต็มไปด้วยความปรารถนาอันเร่าร้อน อันเป็นตัณหาที่คอยขัดขวางการปฏิบัติอันเป็นสภาวธรรมที่เธอยังไม่เข้าใจ
และอาจารย์จะเทียบกับสภาพต่างๆที่เธออาจตั้งความหวังเอาไว้ในใจ คือ
ถ้าเธอเปรียบการปฏิบัติธรรม เสมือนสิ่งต่อไปนี้คือ
จิตใจของเธอเต็มไปด้วยความปรารถนาอันเร่าร้อน อันเป็นตัณหาที่คอยขัดขวางการปฏิบัติอันเป็นสภาวธรรมที่เธอยังไม่เข้าใจ
และอาจารย์จะเทียบกับสภาพต่างๆที่เธออาจตั้งความหวังเอาไว้ในใจ คือ
ถ้าเธอเปรียบการปฏิบัติธรรม เสมือนสิ่งต่อไปนี้คือ
"การเรียนในโรงเรียน"
เธอจะคิดว่าฉันต้องการเรียนให้ได้คะแนนสูงๆ เกรดดีๆ กว่าใครๆ
อยากได้เกรดเอทุกวิชา
เธออยากจบไวๆ อยากบรรลุธรรมไวๆ
เธอจะมีแต่ความโลภ ความเร่าร้อน
นี่คือโทษของการคิดแบบนี้
เธอจะคิดว่าฉันต้องการเรียนให้ได้คะแนนสูงๆ เกรดดีๆ กว่าใครๆ
อยากได้เกรดเอทุกวิชา
เธออยากจบไวๆ อยากบรรลุธรรมไวๆ
เธอจะมีแต่ความโลภ ความเร่าร้อน
นี่คือโทษของการคิดแบบนี้
"ถ้าเธอมองว่าเป็นยารักษาโรคทางใจ"
เธอจะเฝ้าเพียรถามหมอว่าเมื่อไหร่โรคจะหายเสียที
ฉันเสียเงิน เสียเวลามามากแล้วนะ
เธอจะมีแต่ความโกรธ
นี่คือโทษของการคิดแบบนี้
"เสมือนการสั่งสมบุญ"
เธอจะมีเวลาให้การปฏิบัติน้อย แต่มุ่งแต่จะสั่งสมบุญเพื่อเป็นเสบียงเพื่อเดินทางในภพหน้า เพราะมิใช่เป้าหมายที่เธอหวัง
นี่คือโทษของการคิดแบบนี้
"เสมือนการได้หยุดพักใต้ร่มเงาไม้ใหญ่หรือศาลาริมทาง"
เธอจะพอใจที่จะพักใจคลายทุกข์ชั่วคราวแล้วก็จากไป
หรือเธออาจจะภูมิใจในความสุขอันเนื่องจากสมาธิ
จะทำให้เธอไม่ก้าวหน้าในการเจริญปัญญา
เพราะความหลงเพลินในสมาธิสุขทำให้เธอเสียเวลาจากการหยุดพัก
และเธอก็อาจไม่อยากเดินทางต่อไปเพื่อไปสู่จุดหมายปลายทาง
เพราะคิดว่าสิ่งนี้เป็นเป้าหมายของตนในการปฏิบัติธรรม
นี่คือโทษของการคิดแบบนี้
"เสมือนการเดินทางอันเร่งรีบเพื่อไปยังจุดหมายปลายทางที่ตั้งใจไว้"
เธอจะจ้องแต่เป้าหมายด้วยจิตใจที่รุ่มร้อน อยากให้ถึงเส้นชัยเร็วๆ
เธอจะไม่ใช้ชีวิตในปัจจุบัน
เธอจะขาดสติ
นี่คือโทษของความคิดแบบนี้”
..........
“แล้วผมควรคิดอย่างไรดีครับ?”
ลูกศิษย์ใจร้อนถาม
..........
“เธอควรคิดว่า
ธรรมะนี้คือการมีชีวิตเพื่อที่จะเรียนรู้ความจริงของชีวิต
มีชีวิตเพื่อที่จะมีชีวิต
มีเพียงขณะปัจจุบันเท่านั้นที่เราจะใช้เพื่อเรียนรู้กายและใจ
เราเป็นเพียงผู้เรียนรู้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงในปัจจุบัน
ไม่เร่งรีบ ไม่มุ่งหวัง ไม่ตั้งความปรารถนาใดๆให้ใจเราเร่าร้อน
แต่ก็เต็มไปด้วยความสนุกสนานที่จะได้เรียนรู้
เธอจะเห็นการทำงานของใจที่ทำงานทางกายเช่นทางตา ทางหู และทางความคิด ไม่ว่าจะดีหรือร้ายพอใจหรือไม่พอใจ
เมื่อเราได้เรียนรู้เราจะได้สติขึ้นมาในปัจจุบันขณะนั้นเอง
เราจะเห็นว่าทุกอย่างล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ตั้งอยู่ไม่ได้
สิ่งหนึ่งเกิดขึ้น สิ่งหนึ่งก็แตกสลายแปรเปลี่ยนสภาพไป
ตัวเราที่จริงแท้ไม่มีอยู่จริง
ใจเธอก็จะคลายความยึดติด และใจก็จะค่อยๆเบาขึ้น"
..........
ถ้าเปรียบแล้วธรรมะคงเสมือนลมหายใจของเธอ ที่มีติดตัวเธอมาตั้งแต่เกิดทีเดียว
เธอจะขาดเขาไม่ได้ และเขาจะอยู่กับเธอจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต
ลมหายใจนี้มีอยู่และเป็นจริงในปัจจุบันนี้เท่านั้น เป็นเรื่องแปลกที่เธอสัมผัสได้จริง
เพราะว่าไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับลมหายใจอยู่เลยในอดีต
และไม่มีความคาดหวังลมหายใจในอนาคต
ไม่ว่าเธอจะสนใจเขาหรือไม่ เขาก็จะอยู่กับเธอ เป็นเพื่อนเธอตลอดเวลา
เพียงแต่เธอใส่ใจกับเขา เรียนรู้ที่จะมีสติระลึกถึงเขาเสมอๆ
หายใจเข้าเพื่อรู้สึกถึงความเย็นและการเคลื่อนไหว
หายใจออกเพื่อระลึกถึงความอบอุ่นและผ่อนคลาย
ไม่รีบร้อนและไม่ต้องรู้ให้ตลอดเวลา รู้บ้างเป็นบางครั้งเผลอบ้างเป็นส่วนใหญ่
ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอมีชีวิตในปัจจุบัน
เธอไม่มุ่งหวังอนาคตที่ยังมาไม่ถึง
ไม่อาลัยอดีตที่ล่วงไปแล้ว
และเขาจะทำให้เธอกลับมารู้กายและใจในปัจจุบัน
..........
เธอย่อมไม่ทวงถามเขาว่าเมื่อไหร่....
ฉันจึงจะจบหลักสูตรการปฏิบัติธรรมเสียทีอย่างเนรคุณ
เพราะไม่ว่าอย่างไร เธอก็ยังต้องหายใจอยู่ตลอดชีวิต
เธอย่อมไม่ทวงถามว่าเมื่อไหร่....
ฉันจะหายจากโรคทางใจเสียที
เพราะเขาจะยังอยู่เป็นเพื่อนเธอต่อไป
แม้เธอจะหายจากโรคคือกิเลสและความทุกข์ อย่างไรเธอก็ยังต้องอยู่กับการปฏิบัติธรรมตลอดไป
เธอย่อมไม่มัวหลงในบุญที่สุด
เพราะการกำหนดลมหายใจนี้เลยขั้นทานและศีลแต่เลยไปถึงขั้นภาวนา
เธอย่อมได้รับผลบุญอันคือความปีติในปัจจุบันนี่เอง
เพราะการกำหนดลมหายใจจะพาเธอสู่การปฏิบัติที่ลัดสั้นที่สุดอยู่แล้ว
เธอไม่ต้องกลัวว่าวิถีทางนี้จะเนิ่นช้าแต่อย่างไร
..........
ถ้าจะสรุปสั้นๆให้จำง่ายๆ ก็คือ
ธรรมะเสมือนลมหายใจของเรา
การปฏิบัติธรรมก็คือ
การมีชีวิตที่จะเรียนรู้กายและใจ เสมือนการหายใจอยู่ในปัจจุบันนั่นเอง
เธออาจคิดว่าสิ่งนี้ยากเกินไปที่จะทำได้ อยากถามว่า
เธอเสียลมหายใจไปเท่าไหร่แล้วในชาตินี้
และเสียมาแล้วกี่ชาติ
ทำไมเธอไม่สำนึกถึงคุณค่าของเขา
เรียนรู้และมีสติกับเขาเพื่อที่เขาจะได้เป็นเพื่อนที่ดีกับเธอไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต”
..........
“ครับอาจารย์"
ลูกศิษย์จ้องมองใบหน้าของอาจารย์
ดวงตาฉายแววนักสู้ อิ่มเอิบด้วยกำลังใจ ก่อนเดินจากไปด้วยกิริยานอบน้อม
"ผมจะจำคำสอนของอาจารย์ไว้”
“ธรรมะเสมือนลมหายใจของเรา
การปฏิบัติธรรมก็คือ การหายใจอยู่ในปัจจุบัน”
เธอจะเฝ้าเพียรถามหมอว่าเมื่อไหร่โรคจะหายเสียที
ฉันเสียเงิน เสียเวลามามากแล้วนะ
เธอจะมีแต่ความโกรธ
นี่คือโทษของการคิดแบบนี้
"เสมือนการสั่งสมบุญ"
เธอจะมีเวลาให้การปฏิบัติน้อย แต่มุ่งแต่จะสั่งสมบุญเพื่อเป็นเสบียงเพื่อเดินทางในภพหน้า เพราะมิใช่เป้าหมายที่เธอหวัง
นี่คือโทษของการคิดแบบนี้
"เสมือนการได้หยุดพักใต้ร่มเงาไม้ใหญ่หรือศาลาริมทาง"
เธอจะพอใจที่จะพักใจคลายทุกข์ชั่วคราวแล้วก็จากไป
หรือเธออาจจะภูมิใจในความสุขอันเนื่องจากสมาธิ
จะทำให้เธอไม่ก้าวหน้าในการเจริญปัญญา
เพราะความหลงเพลินในสมาธิสุขทำให้เธอเสียเวลาจากการหยุดพัก
และเธอก็อาจไม่อยากเดินทางต่อไปเพื่อไปสู่จุดหมายปลายทาง
เพราะคิดว่าสิ่งนี้เป็นเป้าหมายของตนในการปฏิบัติธรรม
นี่คือโทษของการคิดแบบนี้
"เสมือนการเดินทางอันเร่งรีบเพื่อไปยังจุดหมายปลายทางที่ตั้งใจไว้"
เธอจะจ้องแต่เป้าหมายด้วยจิตใจที่รุ่มร้อน อยากให้ถึงเส้นชัยเร็วๆ
เธอจะไม่ใช้ชีวิตในปัจจุบัน
เธอจะขาดสติ
นี่คือโทษของความคิดแบบนี้”
..........
“แล้วผมควรคิดอย่างไรดีครับ?”
ลูกศิษย์ใจร้อนถาม
..........
“เธอควรคิดว่า
ธรรมะนี้คือการมีชีวิตเพื่อที่จะเรียนรู้ความจริงของชีวิต
มีชีวิตเพื่อที่จะมีชีวิต
มีเพียงขณะปัจจุบันเท่านั้นที่เราจะใช้เพื่อเรียนรู้กายและใจ
เราเป็นเพียงผู้เรียนรู้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงในปัจจุบัน
ไม่เร่งรีบ ไม่มุ่งหวัง ไม่ตั้งความปรารถนาใดๆให้ใจเราเร่าร้อน
แต่ก็เต็มไปด้วยความสนุกสนานที่จะได้เรียนรู้
เธอจะเห็นการทำงานของใจที่ทำงานทางกายเช่นทางตา ทางหู และทางความคิด ไม่ว่าจะดีหรือร้ายพอใจหรือไม่พอใจ
เมื่อเราได้เรียนรู้เราจะได้สติขึ้นมาในปัจจุบันขณะนั้นเอง
เราจะเห็นว่าทุกอย่างล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ตั้งอยู่ไม่ได้
สิ่งหนึ่งเกิดขึ้น สิ่งหนึ่งก็แตกสลายแปรเปลี่ยนสภาพไป
ตัวเราที่จริงแท้ไม่มีอยู่จริง
ใจเธอก็จะคลายความยึดติด และใจก็จะค่อยๆเบาขึ้น"
..........
ถ้าเปรียบแล้วธรรมะคงเสมือนลมหายใจของเธอ ที่มีติดตัวเธอมาตั้งแต่เกิดทีเดียว
เธอจะขาดเขาไม่ได้ และเขาจะอยู่กับเธอจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต
ลมหายใจนี้มีอยู่และเป็นจริงในปัจจุบันนี้เท่านั้น เป็นเรื่องแปลกที่เธอสัมผัสได้จริง
เพราะว่าไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับลมหายใจอยู่เลยในอดีต
และไม่มีความคาดหวังลมหายใจในอนาคต
ไม่ว่าเธอจะสนใจเขาหรือไม่ เขาก็จะอยู่กับเธอ เป็นเพื่อนเธอตลอดเวลา
เพียงแต่เธอใส่ใจกับเขา เรียนรู้ที่จะมีสติระลึกถึงเขาเสมอๆ
หายใจเข้าเพื่อรู้สึกถึงความเย็นและการเคลื่อนไหว
หายใจออกเพื่อระลึกถึงความอบอุ่นและผ่อนคลาย
ไม่รีบร้อนและไม่ต้องรู้ให้ตลอดเวลา รู้บ้างเป็นบางครั้งเผลอบ้างเป็นส่วนใหญ่
ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอมีชีวิตในปัจจุบัน
เธอไม่มุ่งหวังอนาคตที่ยังมาไม่ถึง
ไม่อาลัยอดีตที่ล่วงไปแล้ว
และเขาจะทำให้เธอกลับมารู้กายและใจในปัจจุบัน
..........
เธอย่อมไม่ทวงถามเขาว่าเมื่อไหร่....
ฉันจึงจะจบหลักสูตรการปฏิบัติธรรมเสียทีอย่างเนรคุณ
เพราะไม่ว่าอย่างไร เธอก็ยังต้องหายใจอยู่ตลอดชีวิต
เธอย่อมไม่ทวงถามว่าเมื่อไหร่....
ฉันจะหายจากโรคทางใจเสียที
เพราะเขาจะยังอยู่เป็นเพื่อนเธอต่อไป
แม้เธอจะหายจากโรคคือกิเลสและความทุกข์ อย่างไรเธอก็ยังต้องอยู่กับการปฏิบัติธรรมตลอดไป
เธอย่อมไม่มัวหลงในบุญที่สุด
เพราะการกำหนดลมหายใจนี้เลยขั้นทานและศีลแต่เลยไปถึงขั้นภาวนา
เธอย่อมได้รับผลบุญอันคือความปีติในปัจจุบันนี่เอง
เพราะการกำหนดลมหายใจจะพาเธอสู่การปฏิบัติที่ลัดสั้นที่สุดอยู่แล้ว
เธอไม่ต้องกลัวว่าวิถีทางนี้จะเนิ่นช้าแต่อย่างไร
..........
ถ้าจะสรุปสั้นๆให้จำง่ายๆ ก็คือ
ธรรมะเสมือนลมหายใจของเรา
การปฏิบัติธรรมก็คือ
การมีชีวิตที่จะเรียนรู้กายและใจ เสมือนการหายใจอยู่ในปัจจุบันนั่นเอง
เธออาจคิดว่าสิ่งนี้ยากเกินไปที่จะทำได้ อยากถามว่า
เธอเสียลมหายใจไปเท่าไหร่แล้วในชาตินี้
และเสียมาแล้วกี่ชาติ
ทำไมเธอไม่สำนึกถึงคุณค่าของเขา
เรียนรู้และมีสติกับเขาเพื่อที่เขาจะได้เป็นเพื่อนที่ดีกับเธอไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต”
..........
“ครับอาจารย์"
ลูกศิษย์จ้องมองใบหน้าของอาจารย์
ดวงตาฉายแววนักสู้ อิ่มเอิบด้วยกำลังใจ ก่อนเดินจากไปด้วยกิริยานอบน้อม
"ผมจะจำคำสอนของอาจารย์ไว้”
“ธรรมะเสมือนลมหายใจของเรา
การปฏิบัติธรรมก็คือ การหายใจอยู่ในปัจจุบัน”
==========
ขอบคุณ "ธรรมะใกล้ตัว" สำหรับบทความดี ๆ ครับ
คัดลอกมาจากธรรมะใกล้ตัวฉบับที่ 73 คอลัมภ์ นิยาย / เรื่องสั้นอิงธรรมะ
ชื่อตอน "ธรรมะ เสมือนลมหายใจ" โดย ท.พ.วิรัช วโนทยาพิทักษ์ (อิกคิว)
อนุโมทนาทุกท่านด้วยครับ -/\- -/\- -/\-
อนุโมทนาครับ
ReplyDelete<(^/|\^)>
อนุโมทนาค่า -/\-
ReplyDeleteสาธุค่ะ
ReplyDelete"ลมหายใจ" เพื่อนแท้ที่ถูกลืมจริงๆค่ะ
ReplyDeleteอนุโมทนาค่า พี่เก๋ -/\-
_/|\_
ReplyDelete