Sunday, August 16, 2009

ผมรู้สึกท้อแท้ครับอาจารย์....

  

 “อาจารย์ครับ ผมก็ปฏิบัติธรรมมานานแล้ว ทำไมผมรู้สึกไม่ก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมเลย

ผมรู้สึกท้อแท้ครับอาจารย์”
    

..........



    “ก่อนที่ครูจะสอนเธอต่อไป ในความคิดของเธอ เธอคิดว่าการปฏิบัติธรรมนี้เปรียบเสมือนการกระทำอะไร ดังต่อไปนี้ ?”
    


    เสมือนการเรียนในโรงเรียน

    เสมือนการรักษาโรคทางใจ

    เสมือนการสั่งสมบุญ

    เสมือนการได้พักใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ หรือศาลาริมทาง

    เสมือนการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางที่ตั้งใจไว้
    


..........




สิ่งแรกที่เธอทำผิดในการปฏิบัติธรรมก็คือการที่เธอตั้งความหวังในการปฏิบัติธรรม
จิตใจของเธอเต็มไปด้วยความปรารถนาอันเร่าร้อน อันเป็นตัณหาที่คอยขัดขวางการปฏิบัติอันเป็นสภาวธรรมที่เธอยังไม่เข้าใจ
และอาจารย์จะเทียบกับสภาพต่างๆที่เธออาจตั้งความหวังเอาไว้ในใจ คือ
ถ้าเธอเปรียบการปฏิบัติธรรม เสมือนสิ่งต่อไปนี้คือ



"การเรียนในโรงเรียน"
เธอจะคิดว่าฉันต้องการเรียนให้ได้คะแนนสูงๆ เกรดดีๆ กว่าใครๆ
อยากได้เกรดเอทุกวิชา
เธออยากจบไวๆ อยากบรรลุธรรมไวๆ
เธอจะมีแต่ความโลภ ความเร่าร้อน
นี่คือโทษของการคิดแบบนี้

    

"ถ้าเธอมองว่าเป็นยารักษาโรคทางใจ"
เธอจะเฝ้าเพียรถามหมอว่าเมื่อไหร่โรคจะหายเสียที
ฉันเสียเงิน เสียเวลามามากแล้วนะ
 เธอจะมีแต่ความโกรธ
นี่คือโทษของการคิดแบบนี้

    

"เสมือนการสั่งสมบุญ"
 เธอจะมีเวลาให้การปฏิบัติน้อย แต่มุ่งแต่จะสั่งสมบุญเพื่อเป็นเสบียงเพื่อเดินทางในภพหน้า เพราะมิใช่เป้าหมายที่เธอหวัง
นี่คือโทษของการคิดแบบนี้

    

"เสมือนการได้หยุดพักใต้ร่มเงาไม้ใหญ่หรือศาลาริมทาง"
 เธอจะพอใจที่จะพักใจคลายทุกข์ชั่วคราวแล้วก็จากไป
หรือเธออาจจะภูมิใจในความสุขอันเนื่องจากสมาธิ
จะทำให้เธอไม่ก้าวหน้าในการเจริญปัญญา
เพราะความหลงเพลินในสมาธิสุขทำให้เธอเสียเวลาจากการหยุดพัก
 และเธอก็อาจไม่อยากเดินทางต่อไปเพื่อไปสู่จุดหมายปลายทาง
เพราะคิดว่าสิ่งนี้เป็นเป้าหมายของตนในการปฏิบัติธรรม
นี่คือโทษของการคิดแบบนี้

    

"เสมือนการเดินทางอันเร่งรีบเพื่อไปยังจุดหมายปลายทางที่ตั้งใจไว้"
 เธอจะจ้องแต่เป้าหมายด้วยจิตใจที่รุ่มร้อน อยากให้ถึงเส้นชัยเร็วๆ
เธอจะไม่ใช้ชีวิตในปัจจุบัน
เธอจะขาดสติ
นี่คือโทษของความคิดแบบนี้”


    

..........



    “แล้วผมควรคิดอย่างไรดีครับ?”
ลูกศิษย์ใจร้อนถาม

  

..........



    “เธอควรคิดว่า
ธรรมะนี้คือการมีชีวิตเพื่อที่จะเรียนรู้ความจริงของชีวิต
มีชีวิตเพื่อที่จะมีชีวิต
มีเพียงขณะปัจจุบันเท่านั้นที่เราจะใช้เพื่อเรียนรู้กายและใจ
เราเป็นเพียงผู้เรียนรู้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงในปัจจุบัน
ไม่เร่งรีบ ไม่มุ่งหวัง ไม่ตั้งความปรารถนาใดๆให้ใจเราเร่าร้อน
 แต่ก็เต็มไปด้วยความสนุกสนานที่จะได้เรียนรู้

เธอจะเห็นการทำงานของใจที่ทำงานทางกายเช่นทางตา ทางหู และทางความคิด ไม่ว่าจะดีหรือร้ายพอใจหรือไม่พอใจ
เมื่อเราได้เรียนรู้เราจะได้สติขึ้นมาในปัจจุบันขณะนั้นเอง
เราจะเห็นว่าทุกอย่างล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ตั้งอยู่ไม่ได้
สิ่งหนึ่งเกิดขึ้น สิ่งหนึ่งก็แตกสลายแปรเปลี่ยนสภาพไป
ตัวเราที่จริงแท้ไม่มีอยู่จริง
ใจเธอก็จะคลายความยึดติด และใจก็จะค่อยๆเบาขึ้น"

    

..........



    ถ้าเปรียบแล้วธรรมะคงเสมือนลมหายใจของเธอ ที่มีติดตัวเธอมาตั้งแต่เกิดทีเดียว
เธอจะขาดเขาไม่ได้ และเขาจะอยู่กับเธอจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

ลมหายใจนี้มีอยู่และเป็นจริงในปัจจุบันนี้เท่านั้น  เป็นเรื่องแปลกที่เธอสัมผัสได้จริง
 เพราะว่าไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับลมหายใจอยู่เลยในอดีต
และไม่มีความคาดหวังลมหายใจในอนาคต

ไม่ว่าเธอจะสนใจเขาหรือไม่ เขาก็จะอยู่กับเธอ เป็นเพื่อนเธอตลอดเวลา
เพียงแต่เธอใส่ใจกับเขา เรียนรู้ที่จะมีสติระลึกถึงเขาเสมอๆ

    
    หายใจเข้าเพื่อรู้สึกถึงความเย็นและการเคลื่อนไหว
หายใจออกเพื่อระลึกถึงความอบอุ่นและผ่อนคลาย
ไม่รีบร้อนและไม่ต้องรู้ให้ตลอดเวลา รู้บ้างเป็นบางครั้งเผลอบ้างเป็นส่วนใหญ่
ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอมีชีวิตในปัจจุบัน

เธอไม่มุ่งหวังอนาคตที่ยังมาไม่ถึง
ไม่อาลัยอดีตที่ล่วงไปแล้ว
และเขาจะทำให้เธอกลับมารู้กายและใจในปัจจุบัน

    

..........



    เธอย่อมไม่ทวงถามเขาว่าเมื่อไหร่....
ฉันจึงจะจบหลักสูตรการปฏิบัติธรรมเสียทีอย่างเนรคุณ
เพราะไม่ว่าอย่างไร เธอก็ยังต้องหายใจอยู่ตลอดชีวิต

    

    เธอย่อมไม่ทวงถามว่าเมื่อไหร่....
ฉันจะหายจากโรคทางใจเสียที
เพราะเขาจะยังอยู่เป็นเพื่อนเธอต่อไป
แม้เธอจะหายจากโรคคือกิเลสและความทุกข์ อย่างไรเธอก็ยังต้องอยู่กับการปฏิบัติธรรมตลอดไป


    

    เธอย่อมไม่มัวหลงในบุญที่สุด
เพราะการกำหนดลมหายใจนี้เลยขั้นทานและศีลแต่เลยไปถึงขั้นภาวนา
เธอย่อมได้รับผลบุญอันคือความปีติในปัจจุบันนี่เอง

    

    เพราะการกำหนดลมหายใจจะพาเธอสู่การปฏิบัติที่ลัดสั้นที่สุดอยู่แล้ว
เธอไม่ต้องกลัวว่าวิถีทางนี้จะเนิ่นช้าแต่อย่างไร


..........



ถ้าจะสรุปสั้นๆให้จำง่ายๆ ก็คือ
ธรรมะเสมือนลมหายใจของเรา


การปฏิบัติธรรมก็คือ
การมีชีวิตที่จะเรียนรู้กายและใจ เสมือนการหายใจอยู่ในปัจจุบันนั่นเอง

    

    เธออาจคิดว่าสิ่งนี้ยากเกินไปที่จะทำได้ อยากถามว่า

เธอเสียลมหายใจไปเท่าไหร่แล้วในชาตินี้
และเสียมาแล้วกี่ชาติ

ทำไมเธอไม่สำนึกถึงคุณค่าของเขา
เรียนรู้และมีสติกับเขาเพื่อที่เขาจะได้เป็นเพื่อนที่ดีกับเธอไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต”

    

..........



    “ครับอาจารย์"


ลูกศิษย์จ้องมองใบหน้าของอาจารย์
ดวงตาฉายแววนักสู้ อิ่มเอิบด้วยกำลังใจ ก่อนเดินจากไปด้วยกิริยานอบน้อม


"ผมจะจำคำสอนของอาจารย์ไว้”

    
    “ธรรมะเสมือนลมหายใจของเรา
การปฏิบัติธรรมก็คือ การหายใจอยู่ในปัจจุบัน”



==========
   
ขอบคุณ "ธรรมะใกล้ตัว" สำหรับบทความดี ๆ ครับ
คัดลอกมาจากธรรมะใกล้ตัวฉบับที่ 73 คอลัมภ์ นิยาย / เรื่องสั้นอิงธรรมะ
ชื่อตอน "ธรรมะ เสมือนลมหายใจ" โดย ท.พ.วิรัช วโนทยาพิทักษ์ (อิกคิว)

อนุโมทนาทุกท่านด้วยครับ -/\- -/\- -/\-
 

5 comments:

  1. อนุโมทนาครับ
    <(^/|\^)>

    ReplyDelete
  2. อนุโมทนาค่า -/\-

    ReplyDelete
  3. "ลมหายใจ" เพื่อนแท้ที่ถูกลืมจริงๆค่ะ

    อนุโมทนาค่า พี่เก๋ -/\-

    ReplyDelete